วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เชฟนานาชาติร่วมลงครัวพระราชทาน งานพระราชพิธีพระบรมศพในหลวง ร.9

งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร นับเป็นการรวมน้ำใจของคนไทยที่ต่างแสดงออกเพื่อ “พ่อ” อย่างแท้จริง ทุกคนต่างอาสามาให้ความช่วยเหลือตามกำลังความสามารถที่มีของแต่ละคน โดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน นอกจากมีความตั้งใจที่จะได้ทำอะไรถวาย “พ่อ” เท่านั้นเอง และเพื่อให้ประชาชนที่มาร่วมงานพระราชพิธีฯนี้ ได้มีอาหารรับประทานประทังความหิว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดตั้งโรงเลี้ยงพระราชทานอยู่โดยรอบงานพระราชพิธี โดยมีจิตอาสาเข้ามาร่วมกันประกอบอาหาร เพื่อแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่มาร่วมงาน โดยเฉพาะในจุดแจกอาหารจุดที่ 2 ณ วัดเทพธิดารามวรวิหาร ได้กลายเป็นสถานที่รวมตัวครั้งสำคัญของนักปรุงอาหารระดับเชฟมิชิลินทั้งในเมืองไทยและมาจากต่างประเทศ ที่ได้รวมใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ที่จะทำถวาย “พ่อ”

เชฟสมศักดิ์ รารองคำ นายกสมาคมเชฟประเทศไทย เล่าว่า มีเชฟมาร่วมเป็นจิตอาสาทั้งหมด 200 ชีวิต ประกอบด้วยเชฟไทย เชฟต่างชาติ และเชฟรุ่นใหม่ที่ผ่านการประกวดและคว้ารางวัลจากรายการต่างๆ ได้มาร่วมทีม เพื่องานพระราชพิธีฯอันสำคัญนี้โดยเฉพาะ ในส่วนของเชฟที่มาจากต่างประเทศนั้น ทางสมาคมฯได้ติดต่อประสานงานคัดเลือกจากหลายประเทศทั่วโลกจนเหลือ 20 ประเทศ แต่ด้วยอุปสรรคบางอย่างในการเดินทาง จึงมีเชฟจากต่างประเทศมาร่วมงานได้เพียง 12 คน โดยเมนูอาหารที่เลือกมาปรุง เป็นเมนูโปรดของในหลวง รัชกาลที่ 9 แบ่งออกเป็นวันที่ 25 ต.ค. บะหมี่เป็ดย่าง 9,999 ชุด,หมั่นโถวสังขยา 5,999 ชุด, ไก่ผัดขิง+ไข่ต้ม 9,999 ชุด ส่วนวันที่ 26 ต.ค. มีพาสต้าซอสโบโลเบสไก่สับ 9,999 ชุด, หมั่นโถวสังขยา 4,999 ชุด, ข้าวเป็ดพะโล้ 9,999 ชุด ซึ่งเมนูพาสต้าซอสโบโลเบส ปกติพระองค์ท่านจะโปรดเป็นซอสเนื้อ แต่ทางเชฟได้ปรับเปลี่ยนเป็นไก่ เพื่อให้ทุกคนทานได้ง่ายขึ้น และเมนูไก่ผัดขิง ก็ปรับเปลี่ยนจากเมนูไก่เล่าปี่ที่โปรดเสวย ซึ่งมีแป้งเยอะ หากราดในข้าวทิ้งไว้นานๆจะไม่น่าทาน จึงกลายมาเป็นไก่ผัดขิงแทน เชฟสมศักดิ์กล่าวอีกว่า การได้มาปรุงอาหารเป็นแสนจานครั้งนี้ ทำให้ตระหนักดีว่า พระองค์ท่านทรงลำบากมาเยอะเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข เราก็ต้องทำให้ได้ และต้องทำให้ดีที่สุด ถือเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ต้องจดจำไปจนวันตาย

มร.วิลเมนต์ ลีออง เชฟใหญ่ชาวสิงคโปร์ ผู้ก่อตั้ง Thailand Culinary Academy อีกหนึ่งแกนหลักในงานใหญ่ครั้งนี้ เปิดเผยว่า ตนแม้จะเป็นคนต่างชาติ แต่อยู่เมืองไทย โดยไปๆมาๆ 18 ปีแล้ว ก็มีความรักประเทศไทย ตนเคยได้เห็นในหลวง รัชกาลที่ 9 ทางทีวี รู้ว่าพระองค์ทรงสอนในเรื่องความพอเพียง และความสามัคคี ทีแรกไม่เข้าใจ ก็พยายามให้คนไทยช่วยอธิบาย พอเข้าใจก็รู้สึกดีมาก และได้นำเอามาใช้ในการบริหารทำงาน ใช้ในชีวิตครอบครัว ซึ่งได้ผลดีมากๆเลย พอรู้ว่าจะจัดกิจกรรมนี้ตนจึงพร้อมที่จะมาร่วมทำงานอย่างเต็มที่ และชวนเพื่อนเชฟต่างชาติประเทศต่างๆมาร่วมงาน เราบอกเขาว่า เราไม่มีตั๋ว ไม่มีที่พักให้ ทุกคนบอกไม่เป็นไร เขาจัดการเอง บินกันมาเองเพื่องานนี้ ที่ไกลสุดมาจากเยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ มาทำงานกันตั้งแต่ตี 4 ถึงค่ำระหว่างวันที่ 25-26 ต.ค. ไม่มีใครบ่นเลย ทุกคนรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่เราได้ทำ พวกเราได้เห็นความรักของคนไทยที่มีต่อ ในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้เห็นความสามัคคีของคนไทย เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเสียสละและทรงให้ความรู้มากมาย ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทย พระองค์ท่านสอนให้คนทั่วโลกได้รู้จักความพอเพียง พระองค์ท่านทรงเป็นตัวอย่างที่ดีของคนในโลกนี้ ในการใช้ชีวิตเป็นมนุษย์อย่างไรให้มีคุณค่า

เชฟประชัน วงศ์อุทัยพันธุ์ จากโรงแรมอโนมา หนึ่งในทีมเชฟระดับมาสเตอร์ที่มาร่วมปรุงอาหารแจกจ่ายประชาชนด้วยใจเต็มร้อย เล่าด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความสุขว่า ทันทีที่ได้ทราบข่าวว่าสมาคมเชฟประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในการประกอบอาหารพระราชทาน ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวง รัชกาลที่ 9 ทุกคนต่างดีใจที่จะได้ร่วมเป็นหนึ่งในวันสำคัญที่สุดของคนไทย แม้งานจะรัดตัว แต่ตนเองก็รีบเข้าเวรทำงานชดเชยในวันหยุด เพื่อจะได้ทุ่มเทเวลาให้กับงานนี้ ถึงแม้จะรู้ว่าเป็นงานที่ต้องเหนื่อย แต่เมื่อนึกถึงพระองค์ท่านที่ทรงเหน็ดเหนื่อยเพื่อประชาชนอย่างมากมายแล้ว ทุกอย่างได้แปรเปลี่ยนเป็นความสุข เป็นการหลอมดวงใจเชฟจากที่ต่างๆทั้งในและต่างประเทศอย่างน่าปลาบปลื้มใจจริงๆ.