วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จะไปให้ถึง 4.0 ก็ไม่ว่า ถ้าไม่ลืม “เศรษฐกิจพอเพียง”

โดย ซูม

หลายปีมานี้ เราได้ยินคำว่า 4.0 กันอย่างหนาหู เป็นนโยบายและเป้าหมายการพัฒนาประเทศชาติที่ขุนพลเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบันนี้อยากจะไปให้ถึงให้จงได้

เราเคยได้ยิน ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พูดถึงประเทศไทย 4.0 มาหลายครั้ง สรุปข้อใหญ่ใจความได้ว่า ประเทศไทยของเราในอดีต ได้ผ่านขั้นตอนการพัฒนาเศรษฐกิจมาแล้ว 3 ขั้นตอน

เรียกเป็นภาษาเทคนิคว่า “โมเดล” โดยเริ่มจาก ประเทศไทย 1.0 ที่เน้นการพัฒนาภาคการเกษตรเป็นหลัก มาสู่ ประเทศไทย 2.0 ที่เน้นอุตสาหกรรมเบา และในที่สุดก็ถึงยุค ประเทศไทย 3.0 หรือยุคปัจจุบันที่เน้นอุตสาหกรรมหนัก

แม้เราจะมีความเจริญเติบโตและมีการพัฒนาได้อย่างดีพอสมควรมาเป็นลำดับ แต่เราก็ต้องมาติด “กับดัก” เป็นประเทศรายได้ปานกลางอยู่หลายปี และยังมองไม่เห็นทางที่จะก้าวขึ้นไปสู่ความเป็นประเทศ รายได้สูงขั้นต้นกับเขาได้เสียที

ทีมงานเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้จึงเสนอโมเดล ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งจะเป็นโมเดลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม และเปลี่ยนการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรมไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งเปลี่ยนการเน้นภาคการผลิตสินค้าไปสู่การเน้นภาคบริการอย่างมีนวัตกรรมมากยิ่งขึ้น

มีการเตรียมการ มีการลงทุนลงแรงเพื่อไปสู่โมเดลใหม่นี้พอสมควร รวมทั้งโครงการใหญ่ EEC หรือโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ที่จะใช้งบประมาณ 5 ปี รวมทั้งสิ้น 1.5 ล้านล้านบาท ก็เป็นส่วนหนึ่งของการไปสู่ ไทยแลนด์ 4.0

ที่ผ่านมาผมเองไม่ได้ขัดข้องอะไร เพียงแต่ฝากความคิดเป็นเชิงติงให้ระมัดระวัง ทั้งในระหว่างการปฏิบัติ และระวังถึงผลข้างเคียงที่จะตามมาในอนาคตเอาไว้บ้างเท่านั้น

เพราะในการปฏิบัติหรือการจัดทำโครงการ ต้องลงทุนลงแรง ต้องใช้เงินงบประมาณสูง รวมแล้วถึง 1.5 ล้านล้านบาทดังกล่าว ก็ต้องดูแลให้รอบคอบ และสร้างความมั่นใจให้ได้ว่าการดำเนินการจะเป็นผลสำเร็จ

ส่วนเมื่อสำเร็จแล้วในอนาคตก็ขอให้ระวังผลข้างเคียง เช่น จะทำให้ช่องว่างของรายได้ถ่างกว้างขึ้นอีกหรือไม่

เพราะกลุ่มบุคคลที่จะได้รับประโยชน์น่าจะเป็นกลุ่มบุคคลที่ร่ำรวยมีทรัพย์สินเงินทองมากพอที่จะลงทุนสูงๆได้เท่านั้น

จากคำเตือนข้างต้น ทำให้ผมนึกถึง “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวง ร.9 ที่มีการนำมากล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวางตลอด 1 ปีที่ผ่านมาว่าเป็นปรัชญาที่สามารถนำมาใช้ได้ ทั้งในการดำรงชีวิตของบุคคลธรรมดาทั่วไป จนถึงการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจ หรือการจัดทำโครงการใหญ่ต่างๆ

เพราะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเน้นไปที่หลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.พอประมาณ หรือความพอดี ไม่มากไป น้อยไป 2.ความมีเหตุผล และ 3.ต้องมีภูมิคุ้มกัน ซึ่งหมายถึงการเตรียมตัวให้พร้อมที่จะรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่จะเกิดขึ้น

การจะมีหลักทั้ง 3 ได้จะต้องเกิดจาก 2 เงื่อนไขที่สำคัญ ได้แก่ เงื่อนไขความรู้ หมายถึงความรอบรู้และความรอบคอบในส่วนที่เราจะทำหรือจะดำเนินการนั้นๆ รวมไปถึงความระมัดระวังในการปฏิบัติ

ควบคู่ไปกับเงื่อนไข คุณธรรม คือต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต อดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการตัดสินใจลงทุนต่างๆ

ผมขออนุญาตหยิบมาเตือนใจทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยชุดนี้อีกครั้งว่า การจะเดินไป 4.0 ของท่าน และการริเริ่มโครงการ EEC ของท่าน ได้พิจารณาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแล้วหรือยัง?

พอประมาณ? มีเหตุผล? มีภูมิคุ้มกัน? รวมถึงได้พิจารณาถึงเงื่อนไข ความรู้ กับ คุณธรรม (ซึ่งอาจจะเติมคำว่ากระจายรายได้ที่เป็นธรรมเข้าไปอีกข้อหนึ่ง) ครบถ้วนแล้วหรือไม่?

ถ้าครบถ้วนแล้ว มั่นใจแล้ว ก็เดินหน้าต่อไปได้

ท่านจะไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 นับเป็นเรื่องที่ดีและเป็นความตั้งใจที่ดีเยี่ยม แต่โปรดอย่าลืมใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาล

ที่ 9 พิจารณาควบคู่ไปด้วยก็แล้วกันครับ สำหรับการลงทุนในทุกโครงการเพื่อนโยบายนี้.

“ซูม”