วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ร.10 เสด็จอัญเชิญ พระบรมอัฐิ ร.9 องค์หญิงสุดสง่า ทรงม้านําขบวนฯ

 

พสกนิกรปักหลักล้นสองฝั่งถนนรอบพระบรมมหาราชวัง เฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประดิษฐานยังพระวิมาน บนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พร้อมชมขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่ 6 อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร ในหลวง ร.9 บรรจุยังวัดราชบพิธฯ และวัดบวรนิเวศฯ โดยมีพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงม้านำริ้วขบวนทหารม้าสุดสง่างามสมพระเกียรติ ด้าน กทม.อัญเชิญลุ้งบรรจุเถ้าดอกไม้จันทน์ทั่ว กทม. ขึ้นเรือหลวงสีชัง ลอยทะเลอ่าวไทย

วันสุดท้ายในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประชาชนจำนวนมากยังคงรอเฝ้าติดตามพระราชพิธีเชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐานพระวิมานบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง อย่างเนืองแน่นด้วยความอาลัย

พสกนิกรมารอกันข้ามคืน

เมื่อวันที่ 29 ต.ค. วันสุดท้ายในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่บริเวณโดยรอบสนามหลวงและโดยรอบพระบรม มหาราชวัง มีประชาชนจำนวนมากสวมใส่ชุดสีดำสุภาพ เดินทางเข้าพื้นที่สนามหลวง เพื่อมาจับจองที่นั่ง บางส่วนมาจับจองที่นั่งตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา กระทั่งเต็มพื้นที่ตั้งแต่จุดคัดกรองพระแม่ธรณีบีบมวยผม บริเวณฝั่งศาลฎีกายาวไปจนถึงฝั่งวงเวียนรักษาดินแดน และตามริมกำแพงพระบรม มหาราชวัง เพื่อเตรียมรอรับเสด็จและเฝ้าติดตามพระราชพิธีเชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐาน พระวิมานบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรม มหาราชวัง ประชาชนที่จะผ่านเข้าภายในพื้นที่สนามหลวงต้องผ่านจุดคัดกรองที่ประชาชนสามารถเลือกผ่านได้ทั้งหมด 9 จุด คือจุดคัดกรองพระแม่ธรณีบีบมวยผม ใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทน์ ท่าช้าง ถนนกัลยาณไมตรี แยกสะพานช้างโรงสี แยกวัดพระเชตุพนฯ และแยกสะพานมอญ ซึ่งบริเวณจุดคัดกรองทั้ง 9 จุด มีตำรวจ หน่วยแพทย์กู้ชีวิต รวมถึงจิตอาสา คอยประจำจุดดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

อัญเชิญพระบรมอัฐิสู่พระวิมาน

กระทั่งเวลา 10.30 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ในการพระราชพิธีอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในโอกาสนี้พระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จในการนี้ด้วย หลังจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพิธีทางศาสนา ทรงประเคนภัตตาหารแด่พระสงฆ์ 30 รูป ที่สวดพระพุทธมนต์ตั้งแต่วันก่อน เสร็จแล้ว ทรงประเคน จตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา จากนั้นเป็นพระราชาคณะถวายศีล และถวายพระธรรมเทศนากัณฑ์ 1 จบ พระสงฆ์ 4 รูป รับอนุโมทนา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ และทรงทอดผ้าไตรพระสงฆ์ที่ถวายพระธรรมเทศนา และรับอนุโมทนารวม 5 รูป ลำดับต่อมาเจ้าพนักงานนิมนต์ พระสงฆ์ 89 รูป เท่าพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ขึ้นนั่งยังอาสน์สงฆ์ สวดมาติกาจบ ทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์สดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา

ร.10 เสด็จร่วมริ้วขบวนที่ 5

จากนั้นเวลา 14.14 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ไว้ที่เกยพระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท ที่ตั้งอยู่บริเวณกำแพงแก้วของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อยาตราริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่ 5 อัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิโดยพระที่นั่งราเชนทรยานไปยังพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท สำหรับในริ้วขบวนที่ 5 ประกอบด้วย ตำรวจหลวง มหาดเล็กเป็นคู่แห่ 4 สาย นายทหารราชองครักษ์เป็นคู่เคียงพระที่นั่งราเชนทรยาน ทรงพระโกศพระบรมอัฐิ พร้อมด้วยเครื่องอภิรุมชุมสายมโหระทึก สังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ กลองชนะ พระกลด บังพระสูรย์ พัดโบก ภูษามาลาประคอง และมหาดเล็กพระราชพิธีอัญเชิญเครื่องพระบรมราชอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ตามพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ เมื่อเทียบพระที่นั่งราเชนทรยานที่อัฒจันทร์ตะวันออกพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เจ้าพนักงานภูษามาลาอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิประดิษฐานในพระวิมานแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจุดธูปเทียนท้ายพระที่นั่งบูชาพระสัมพุทธพรรณโณพาศ แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะพระบรมอัฐิ และในเวลา 14.35 น.สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ลงจากพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯกลับ

เชิญเสด็จพ่อสู่ทิพย์วิมาน

ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกัน ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงโพสต์อินสตาแกรม ข้อความว่า “...ยังนึกถึงวันที่ต้องกราบทูลลาส่งเสด็จพ่อสู่สวรรคาลัย...วันนี้จะเชิญเสด็จพ่อสู่ทิพย์วิมาน...”

กทม.บำเพ็ญกุศลเถ้าดอกไม้จันทน์

อีกด้านหนึ่ง ที่ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เมื่อเวลา 07.30 น. มีพิธีบำเพ็ญกุศลเถ้าดอกไม้จันทน์จากพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จากพระเมรุมาศจำลอง 9 แห่ง และซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ ในพื้นที่กรุงเทพฯ รวม 113 แห่ง มี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม.เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศล พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร กทม. ผู้แทนกองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานพระพุทธศาสนา ผู้อำนวยการประจำพระเมรุมาศจำลอง ข้าราชการและบุคลากร เข้าร่วมพิธี

9 ลุ้งจาก 9 พระเมรุมาศจำลอง

ต่อมาเวลา 08.00 น. พล.ต.อ.อัศวิน พร้อมผู้อำนวยการพระเมรุมาศจำลอง เชิญลุ้งบรรจุเถ้าดอกไม้จันทน์ จำนวน 9 ลุ้ง จากพระเมรุมาศจำลอง 9 แห่ง ประดิษฐานบนโต๊ะหมู่บูชา ประธานพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย และเจ้าหน้าที่ลาดผ้ารองโยงและผ้าภูษาโยง จากนั้น พล.ต.อ.อัศวินทอดผ้าไตรแด่พระสงฆ์ 9 รูป พระสงฆ์สดับปกรณ์และเจ้าหน้าที่เก็บผ้ารองโยงและผ้าภูษาโยง ทั้งนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่เก็บผ้ารองโยงและผ้าภูษาโยง ประธานในพิธี ผู้แทนกองทัพเรือ และคณะผู้บริหารร่วมถวายจตุปัจจัยไทยธรรมพร้อมภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ ก่อนกราบลาพระรัตนตรัย และถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

ลอยลุ้งบรรจุเถ้าลงอ่าวไทย

พล.ต.อ.อัศวินให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลว่า กทม.ร่วมกับกองทัพเรือ อัญเชิญลุ้ง
บรรจุเถ้าดอกไม้จันทน์จากพระเมรุมาศจำลอง 9 ลุ้ง และจากซุ้มถวายดอกไม้จันทน์อีก 512 ถุง ขึ้นเรือหลวงสีชัง ที่อู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ เพื่อประกอบพิธีลอยลุ้งบรรจุเถ้าดอกไม้จันทน์ลงสู่ทะเลอ่าวไทย ใช้เวลาในการเดินเรือประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที มีตัวแทนจากสำนักพระราชวัง กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพิธี สำหรับจำนวนดอกไม้จันทน์ที่ประชาชนนำมาถวายในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 17.6 ล้านดอก และมีประชาชนร่วมวางดอกไม้จันทน์ทั้งสิ้น 4 ล้านคน และหลังจากนี้ จะจัดให้มีนิทรรศการพระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาแสดงที่พระเมรุมาศจำลอง และอาจจะนำรูปถ่ายประชาชนที่เดินทางมาร่วมวางดอกไม้จันทน์มาแสดงภายในนิทรรศการด้วย สำหรับซุ้มถวายดอกไม้จันทน์รอบพื้นที่กรุงเทพฯ 113 แห่งนั้น กทม.จะพิจารณาตามความเหมาะสมของพื้นที่

ชมริ้วขบวนฯ สุดท้ายเนืองแน่น

สำหรับพระราชพิธีสุดท้าย ในงานพระราชพิธีฯ คือพระราชพิธีบรรจุพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และพระอุโบสถวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดเส้นทางไปวัดราชบพิธฯ ทั้งถนนราชดำเนิน ถนนหน้าพระลาน ถนนสนามไชย ฯลฯ มีประชาชนเข้ามารอรับเสด็จและร่วมชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ขบวนที่ 6 เป็นขบวนสุดท้ายในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับที่วัดบวรนิเวศฯ ตั้งแต่ช่วงเช้า ประชาชนมาจับจองที่นั่งบริเวณริมถนนหน้าวัดบวรนิเวศฯ หรือถนนพระสุเมรุ เต็มยาวตลอดทางของถนนทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งด้านหน้าวัดหรือฝั่งตรงข้ามกับวัดเพื่อร่วมชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาบรรจุที่ฐานพุทธบัลลังก์พระพุทธชินสีห์ พระประธานพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร โดยทางวัดนำจอแอลอีดีขนาดใหญ่ มาติดตั้งไว้ที่ลานหน้าโรงเรียนวัดบวรฯ เพื่อให้ประชาชนได้รับชมด้วย มีพระโสภณคณาภรณ์ (สมจิตร อภิจิตโต) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศฯ มาตรวจดูความเรียบร้อยและคอยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่มาร่วมพิธี นอกจากนี้ ยังมี “อั้ม” นายอธิชาติ ชุมนานนท์ ดารานักแสดงชื่อดังมาแจกยาดมพร้อมกับขนมปังให้กับประชาชนด้วย

เปิดสักการะพระบรมราชสรีรางคาร

พระโสภณคณาภรณ์กล่าวว่า หลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีบรรจุพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทางวัดจะเปิดให้ประชาชนเข้ากราบสักการะที่พระอุโบสถทุกวัน ซึ่งในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศฯ ยังเป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคารของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ด้วย นอกจากนี้ วัดบวรนิเวศฯ เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ที่เสด็จออกทรงผนวชทุกพระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 รวมไปถึงสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ตลอดถึงพระบรมวงศ์ชั้นสูงที่ทรงผนวชเกือบทุกพระองค์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 4 จนมาถึงปัจจุบัน

“พระองค์ที” ทอดพระเนตรริ้วขบวนฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อเวลา 17.05 น. พระเจ้า หลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ได้เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ มาประทับพักรออยู่ที่ร้านแพท คาเฟ่ โบราณ หัวมุมถนนพระสุเมรุ กับถนนดินสอ เขตพระนครใกล้บริเวณวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เพื่อทอดพระเนตรริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ริ้วขบวนที่ 6 อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารไปบรรจุ ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร โดยมีประชาชนชื่นชมด้วยความปีติ

สมพระเกียรติยศทุกขั้นตอน

ต่อมาในเวลาประมาณ 17.25 น. สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชร กิติยาภา มายังศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ผ่านประตูวิเศษไชยศรี จากนั้นเวลา 17.35 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯและยาตราริ้วขบวนพระบรมราชอิสสริยยศ อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร ไปบรรจุที่พระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามและวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เจ้าพนักงานภูษามาลาอัญเชิญพระผอบพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระเสลี่ยงจากพระศรีรัตนเจดีย์ ออกประตูเกยหลังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม อัญเชิญไปถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ รถยนต์พระที่นั่ง ที่ด้านหน้าศาลาสหทัยสมาคม

“พระองค์หญิง” ทรงม้านำขบวนฯ

เวลาประมาณ 17.42 น. ขบวนอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร ยาตราออกจากพระบรมมหาราชวังทางประตูวิเศษไชยศรี ขบวนกองเกียรติยศทหารม้ารักษาพระองค์ มีพันโทหญิง พระเจ้าหลานเธอ พระ องค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ผู้บังคับการกองพันทหารม้ารักษาพระองค์ ทรงม้าชื่อ เวคาลาตา เพศเมีย อายุ 11 ปี นำริ้วขบวนฯอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร ไปตามถนนหน้าพระลาน เลี้ยวขวาถนนสนามไชย เลี้ยวซ้ายถนนกัลยาณไมตรี ข้ามสะพานช้างโรงสี เลี้ยวขวาถนนอัษฎางค์ เลี้ยวซ้ายถนนราชบพิธ ท่าม กลางประชาชนรอเฝ้ารับเสด็จ และร่วมชมริ้วขบวนฯ อย่างล้นหลามเต็มสองฝั่งถนน ในมือต่างถือพระบรมสาทิสลักษณ์และพระบรมฉายาลักษณ์ ในหลวง ร.9 ไว้แนบอก ขณะที่บางรายก็ได้ยกพนมมือไหว้ หรือหมอบก้มกราบยามริ้วขบวนฯยาตราผ่าน

ทรงบรรจุพระบรมราชสรีรางคาร

เมื่อริ้วขบวนฯมาถึง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จฯภายในพระอุโบสถ เจ้าพนักงานภูษามาลา อัญเชิญพระผอบพระบรมราชสรีรางคารไปประดิษฐานที่โต๊ะหมู่ในพระอุโบสถข้างพุทธบัลลังก์พระพุทธอังคีรส สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพิธีสักการะพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และพระราชสรีรางคารสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 และพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงประกอบพิธีทางศาสนา ก่อนที่จะทรงบรรจุพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ฐานพุทธบัลลังก์พระพุทธอังคีรส ในพระถ้ำศิลาหินอ่อน แล้วทรงวางพวงมาลาของส่วนพระองค์และของสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะ

อัญเชิญพระผอบฯไปยังวัดบวรนิเวศฯ

จากนั้นเวลาประมาณ 18.25 น. สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ประทับรถยนต์พระที่นั่ง ทรงอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร อีกส่วนหนึ่งเข้าขบวนกองเกียรติยศทหารม้ารักษาพระองค์แห่นำไปยังพระอุโบสถ วัดบวรนิเวศฯ เพื่อบรรจุที่ฐานพุทธบัลลังก์พระพุทธชินสีห์ ริ้วขบวนฯ เคลื่อนผ่านถนนอัษฎางค์ ถนนกัลยาณไมตรี ผ่านถนนราชดำเนินใน ข้ามสะพานผ่านพิภพลีลา เข้าสู่ถนนราชดำเนินกลาง ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระสุเมรุ สิ้นสุดลงที่วัดบวรนิเวศวิหาร ทันทีที่ขบวนกองทหารม้าเคลื่อนผ่านพสกนิกรที่เฝ้ารอจนเต็มบาทวิถีต่างพากันก้มลงกราบพระบรมราชสรีรางคารกับพื้นถนน แสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้ง หลายรายนำพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ร.9 ใส่กรอบอย่างสวยงามมาจากบ้าน เมื่อเห็นขบวนผ่านมาตรงหน้าต่างพากันกอดพระบรมฉายาลักษณ์ไว้ที่หน้าอกแน่น และร่ำไห้สะอึกสะอื้นด้วยความอาดูร

แจกหนังสือประมวลคำจารึกฯ

ด้านพระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธฯ กล่าวว่า พระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรรจุที่ฐานพุทธบัลลังก์หินอ่อน พระพุทธอังคีรส อยู่คู่กับพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 นอกจากนี้ ที่ฐานพุทธบัลลังก์หินอ่อน พระพุทธอังคีรส ยังเป็นที่บรรจุพระราชสรีรางคาร สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ด้วย พร้อมกันนี้ทางวัดได้จัดพิมพ์หนังสือประมวลคำจารึกในสุสานหลวงทั้งหมด แจกให้กับผู้เข้าร่วมพิธีด้วย

ยายสุขใจได้ทำเพื่อในหลวง ร.9

จากการเปิดเผยของนางอนงค์ ชุ่มใจ อายุ 72 ปี นั่งถือภาพในหลวงรัชกาลที่ 9 อยู่ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย กล่าวว่า บ้านอยู่ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี มาอยู่รอส่งเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยมานอนอยู่ข้างสนามหลวง หลังจากพระราชพิธีถวายพระเพลิงจึงออกไปนอนบ้านญาติย่านพญาไท เพื่อรอพระราชพิธีบรรจุพระบรมอัฐิและบรรจุพระบรมราชสรีรางคาร วันนี้มีญาติพามารอตั้งแต่เช้า เพราะตั้งใจจะส่งท่านจนถึงพิธีสุดท้าย ผ่านวันนี้ไปแล้วหากตนจะตายก็จะนอนตายตาหลับเพราะได้ทำเพื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 แม้สิ่งที่ตนกับประชาชนคนอื่นมานอนตากแดด ตากฝน ทนร้อน ยุงกัดจนขาลาย จะมีความลำบาก แต่ทุกคนก็ยินดีที่จะลำบากแต่มีความสุข และความลำบากเพียงไม่กี่วัน เทียบไม่ได้เลยกับที่พระองค์ทำเพื่อพสกนิกรมาตลอดระยะเวลา 70 ปี

ไม่หวั่นลำบากขอส่งเสด็จถึงที่สุด

เช่นเดียวกับ น.ส.กันยพัชร์ ปัญญาสิทธิวงศ์ อายุ 42 ปี ประกอบธุรกิจเสื้อผ้า หนึ่งในผู้ที่มาเฝ้ารอส่งพระบรมราชสรีรางคาร กล่าวว่า มาจากบ้านที่ จ.สมุทรปราการ 2 คนกับเพื่อนตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. กินนอนที่ข้างกระทรวงมหาดไทย จนถึงวันที่ 25 ต.ค. ย้ายไปที่หน้าประตูเทวาภิรมย์ จนถึงวันที่ 26 ต.ค. เพราะต้องการจะเห็นพระราชพิธีและใกล้ชิดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ให้มากที่สุด แม้ว่าอากาศจะร้อนจัด ฝนตก กลางคืนจะเย็น แต่ก็ต้องทน น้ำไม่ได้อาบ ต้องเอาผ้าชุบน้ำเช็ดตามร่างกายเท่านั้น ต้องทนเพื่อส่งในหลวง ร.9 ที่รักและเทิดทูน กระทั่งมาถึงวันที่จะมีขบวนเชิญพระบรมราชสรีรางคาร มาตนต้องมาเพื่อส่งเสด็จให้ถึงที่สุด นำเอาพระบรมฉายาลักษณ์จากบ้าน 3 ภาพ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ที่ตนกราบทุกวันมาเป็นกำลังใจอีกด้วย

เสียงสะอื้นร่ำไห้ไม่ขาดสาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 19.00 น. ขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ริ้วขบวนที่ 6 ได้อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารมาถึงวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร โดยบริเวณประตู 5 หน้าวัดบวรฯ ก่อนถึงประตูพระอุโบสถ ซึ่งมีประชาชนจับจองพื้นที่กันอย่างหนาแน่น เมื่อริ้วขบวนเสด็จผ่านประชาชนได้ก้มลงกราบอย่างพร้อมเพรียง ด้วยสีหน้าโศกเศร้า บางคนถึงกับมีเสียงสะอื้นร่ำไห้น้ำตานองหน้าอย่างไม่ขาดสาย ทั้งนี้ก่อนหน้าที่ขบวนจะเสด็จมาถึงเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลได้สั่งกำชับให้ประชาชนทุกคนเก็บอุปกรณ์มือถือและกล้องถ่ายรูปทุกชนิด พร้อมสั่งห้ามบันทึกภาพใดๆ ทั้งนี้ ประชาชนยังเฝ้ารอส่งเสด็จกลับด้วยใจจดจ่อ

บรรจุพระบรมราชสรีรางคาร

ทั้งนี้ เมื่อรถยนต์พระที่นั่งอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร มาถึงวัดบวรนิเวศฯ พนักงานภูษามาลาอัญเชิญผอบพระบรมราชสรีรางคารไปยังพระอุโบสถประดิษฐานที่โต๊ะหมู่ข้างพุทธบัลลังก์พระพุทธชินสีห์ ลำดับต่อมาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพิธีทางศาสนา ถวายเครื่องราชสักการะพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระสงฆ์วัดบวรนิเวศ สดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา สมเด็จพระวันรัต ถวายอดิเรก แล้วทรงบรรจุพระบรมราชสรีรางคาร ลงในถ้ำศิลา ที่ฐานพุทธบัลลังก์พระพุทธชินสีห์ ทรงวางพวงมาลาของส่วนพระองค์และของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาล ที่ 9 ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะ ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ เป็นอันเสร็จสิ้นงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ดำเนินมาอย่างสมพระเกียรติสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 25-29 ต.ค.2560

สุดรักและเทิดทูนในหลวง ร.9

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายอำนวย จันทรประทีป อายุ 58 ปี พนักงานธนาคารว่า ก่อนหน้านี้เคยเข้าถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระบรม มหาราชวังมาแล้ว 729 ครั้ง โดยทุกวันก่อนที่จะเดินทางไปทำงานจะแวะมาเข้ากราบตอนตี 4 และช่วงเย็นก็จะกลับมากราบอีกครั้ง มากสุดได้เข้ากราบ 6 ครั้งต่อวัน และได้เก็บพระบรมฉายาลักษณ์ที่สำนักพระราชวังแจกไว้ทุกฉบับ ในงานพระราชพิธีถวาย พระเพลิงได้เดินทางมาตั้งแต่วันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา ต้องตากแดดตากฝนอดนอน ต้องฝืนร่างกายให้อยู่จนเสร็จสิ้นพระราชพิธี เพราะรักและเทิดทูนในหลวง ร.9 มากที่สุดในชีวิต ความลำบากเพียงเท่านี้เทียบไม่ได้กับพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อปวงชนของพระองค์ ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้มาส่งพระองค์และจะเข้ามากราบพระบรมฉายาลักษณ์ที่พระบรมมหาราชวังทุกวันจนถึงสิ้นปีหน้า

ฮือฮาอาทิตย์แผ่แสงผ่านก้อนเมฆ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนที่ริ้วขบวนเชิญพระบรมราชสรีรางคารจะเคลื่อนออกจากพระบรม มหาราชวังในช่วงเย็นนั้น ได้เกิดปรากฏการณ์เหนือท้องฟ้าพระบรมมหาราชวัง เมื่อเมฆก้อนใหญ่เคลื่อนเข้ามาบดบังพระอาทิตย์และได้เกิดลำแสงส่องทะลุก้อนเมฆผ่านลงมา ลักษณะเป็นแสงสีฟ้าอย่างสวยงาม สร้างความประหลาดใจให้กับประชาชนที่อยู่บริเวณดังกล่าว ต่างนำโทรศัพท์มือถือมาเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกด้วย

รบ.ชวน ปชช.ชมพระเมรุมาศ

ต่อมาเวลา 20.15 น. ที่ศูนย์สื่อมวลชน หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีปิดศูนย์สื่อมวลชน งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมกับกล่าวว่าจากการตั้งศูนย์ฯ เพื่ออำนวยความสะดวก พบว่ามีสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศมาลงทะเบียน จำนวน 1,997 คน และหลังจากงานพระราชพิธีฯ ผ่านพ้นไป รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนร่วมชมนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ที่จัดขึ้นในวันที่ 2-30 พ.ย. นี้ ตั้งแต่ เวลา 07.00-22.00 น. ณ บริเวณพระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ซึ่งภายในนิทรรศการมีการจัดแสดงพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ ภาพกิจกรรมโครงการในพระราชดำริ งานประณีตศิลป์ และจิตรกรรมประเภทต่างๆ รวมทั้งการจัดนิทรรศการการสัมผัสพร้อมเสียงบรรยาย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการได้เข้าใจถึงความเป็นมาของการจัดสร้างพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศอีกด้วย