วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ข้าว เงือก นกส่งวิญญาณ อีก 1 ความเชื่อแก่นราก ที่คนสุวรรณภูมิหลงลืม

จากปรากฏการณ์ “ฝูงนกสีขาว” บินวนอยู่บริเวณยอดนพปฎลมหาเศวตฉัตรยอดพระเมรุมาศ ก่อนพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา กระทั่งมีการเผยแพร่ข้อความจาก ผศ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุตอนหนึ่งว่าเป็น “นกส่งวิญญาณ” พร้อมกับอธิบาย นกเป็นสัตว์ที่สามารถส่งผีขวัญขึ้นไปบนฟ้าได้ 

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องเดียวกันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้สัมภาษณ์ขอความรู้ เกี่ยวกับเรื่องคติชนของชาติพันธุ์ไทก่อนที่จะรับอิทธิพลของศาสนาพุทธและศาสนาพรหมณ์ จาก "ทองแถม นาถจำนง" เจ้าของนามปากกา “โชติช่วง นาดอน” นักเขียนเกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ปรัชญา ศาสนา โดยเฉพาะเรื่องราวของประวัติศาสตร์จีน และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เริ่มต้นถาม คติเกี่ยวกับความเชื่อเกี่ยวกับ “นก” กับโลกหลังความตาย กับ อาจารย์ทองแถม ซึ่งได้เริ่มเล่าย้อนไปยาวนานก่อนเกิดศาสนาต่างๆ ว่า ในยุคสมัยดึกดำบรรพ์ มนุษย์เรามีความเชื่อเกี่ยวว่า สัตว์และพืชบางชนิด ใกล้ชิดเป็นพิเศษประดุจมีสายเลือดเดียวกับชนเผ่านั้นๆ และนับถือสิ่งนั้นเป็นสัญลักษณ์ประจำเผ่าของตน ในทางวิชาการเรียกว่า TOTEM  Totem – สัญลักษณ์ประจำเผ่าดึกดำบรรพ์นี้เป็นคติชนที่มีหลักฐานปรากฏอยู่ทั่วโลก  

สำหรับความเชื่อในการ “การเคารพบูชานก” พบหลักฐานโบราณคดีและนิทนตำนานของชนพื้นเมืองดึกดำบรรพ์ตั้งแต่ ทางใต้แม่น้ำแยงซีเกียงลงมาจนถึงสุวรรณภูมิ (อาเซียน) เขามีความเชื่อว่า “นก” คือผู้นำเมล็ดข้าวมาให้มนุษย์ แหล่งโบราณคดีเหอหมู่ตู้ มณฑลเจ้อเจียง ซึ่งเป็นอารยธรรมโบราณกว่า 7,000 ปีก่อน  พบหลักฐานการบูชานก ซึ่งก็สอดรับกับนิทานโบราณเรื่องต้นกำเนิดข้าว นิทานเหล่านั้นเล่าว่า “นก” (นกกระจอก) เป็นผู้นำพันธุ์ข้าวจากสวรรค์มาให้มนุษย์ คนดึกดำบรรพ์หลายเผ่าในแถบนี้จึงเคารพบูชานก และเชื่อว่าวิญญาณของผู้ตายเดินทางไปสวรรค์ด้วยนก (และ/หรือ เป็ด ไก่) เช่น ชนชาติม้ง ซึ่งในพื้นที่เหอหมู่ตู้ นั้น ได้พบหลักฐานการเพาะปลูกข้าวเป็นจำนวนมาก 

นอกจากแหล่งโบราณคดีเหอหมู่ตู้ อายุ 7,000 ปีแล้ว ในบริเวณลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียงยังพบฟอสซิลเมล็กข้าวอายุถึงหนึ่งหมื่นปีอีกหลายแห่ง แต่นักวิชาการก็ยังถกเถียงกันว่า แท้จริงแล้วคือ “ข้าวป่า” หรือ “ข้าวปลูก”

“แต่ในความเป็นจริงนั้น การที่มนุษย์ปลูกข้าวได้เกิดจากการสังเกตเห็นหญ้านิดหนึ่ง (ต้นข้าว) นกกินได้ มนุษย์ก็กินบ้าง และดูว่าข้าวจะสุกในเดือนอะไร ซึ่งเมื่อถึงเวลาในเดือนนั้นๆ ก็จะมาเก็บข้าวกิน แล้วบังเอิญว่า เมล็ดตกลงไปในดินโคลน แล้วเกิดงอกงามขึ้นมา ซึ่งมนุษย์ใช้เวลานับ 1,000 ปี ถึงจะเรียนรู้วิธีปลูกข้าวได้ อย่างไรก็ตาม คนโบราณก็คิดว่านกนำข้าวมาให้ จึงเริ่มที่จะบูชานก และเกิดเป็นพิธีกรรมนั้นขึ้น” กูรูด้าน ประวัติศาสตร์ในภูมิภาคอาเซียน กล่าว

เจ้าของนามปากกา “โชติช่วง นาดอน” ยังได้กล่าวถึงหลักฐานเก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับการปลูกข้าวในประเทศไทย นั้นถูกค้นพบในถ้ำผีแมน จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งคาดว่ามีอายุประมาณ 5,000 ปี ส่วนที่เถียงกันเรื่องข้าวป่า ข้าวปลูก นั้น เป็นยุคหินใหม่ตอนปลาย เพิ่งที่จะเรียนรู้ในการปลูกข้าว รู้จักเก็บเกี่ยว...

ส่วนความเชื่อเรื่องนกโยงเรื่องการส่งวิญญาณนั้น นายทองแถม เผยว่า อีกหนึ่งสาเหตุที่มีความเชื่อ เรื่องนก กับ วิญญาณ นั้น เพราะนกเป็นสัตว์ที่บินอยู่สูง จึงมีความเชื่อว่ามีความใกล้ชิดกับ “ตะวัน” ดังนั้นมนุษย์เผ่าไหน บูชาตะวัน ก็จะบูชานกด้วย เช่น หลักฐานโบราณวัตถุที่พบเหอหมู่ตู้ ที่เห็นเป็นรูปนกเคียงข้างตะวัน ซึ่งนี่คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขาเคารพ

จากต้นรากอารยธรรม เหอหมู่ตู้ มีความเชื่อมโยงถึงวัฒนธรรมในอาเวียนเมืองประมาณสองพันปีที่แล้ว เช่น โบราณวัตถุ “ลิงลิงโอ” ซึ่ง ลิงลิงโอ เป็นเครื่องประดับโบราณ อายุประมาณ 2,000 ปี ซึ่งถูกพบเป็นรูปนกสองหัว (บางคนก็เห็นว่าอาจจะเป็น ควายสองหัว) พบมากที่ฟิลิปปินส์ และในประเทศไทยพบที่บ้านดอนตาเพชร องพนมทวน จ.กาญจนบุรี จะตีความว่าเป็นหัวนกหรือหัวควาย ซึ่งก็เป็นไปได้ทั้งคู่ เพราะคติความเชื่อย่อมคลี่คลายเปลี่ยนแปรได้ แต่ที่แน่ ๆ คือ มันสะท้อนให้เห็นการพัฒนาจากรากเดิม(เหอหมู่ตู้)คือ นกสองตัวกับตะวัน ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนว่า วัฒนธรรมแก่นรากนั้น เริ่มต้นมาจากวัฒนธรรม “การปลูกข้าว” ซึ่งนกอยู่ใกล้ตะวัน ใกล้เมืองฟ้า คนจึงมักเชื่อว่า วิญญาณจะติดตามไปพร้อมกับนกเพื่อขึ้นสวรรค์ ร่องรอยยังพบเห็นในพิธีศพของขาคิพันธุ์ม้งในยุคใกล้ จะปล่อยเป็ด (สัญลักษณ์แทนนก)ในพิธีศพเพื่อนำวิญญาณขึ้นสวรรค์

“ความเชื่อต่างๆ เหล่านี้ มีมาก่อนศาสนา แต่สำหรับนักวิชาการด้านวัฒนธรรมชาวไทย ส่วนใหญ่จะรับรู้แต่คำอธิบายหลังจากบรรพชนไทรับอิทธิพลพุทธพราหมณ์ไว้แล้ว คำอธิบายต้นตอของวัฒนธรรมไทยทุกอย่างจะมาจากวัฒนธรรมพุทธพรหามณ์ เช่น เรื่องนาค ก็อธิบายตามพุทธ-พราหมณ์ทั้งหมด เป็นต้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ก่อนหน้าที่บรรพชนไทจะเปลี่ยนความเชื่อนั้น คนไทมีคติความเชื่อที่เป็นของตนเอง เช่นเรื่องของเงือก เงือกเป็นผู้ควบคุมน้ำ ข้อนี้คล้ายกับเรื่องพญานาคของแขก แต่ประเด็นที่สูญหายไปคือ เงือกมีความสำคัญในการเดินทางกลับไปเมืองแถนของผีขวัญ ปัจจุบันร่องรอยที่ยังเหลือ คือ ร่องรอยจากคำบอกเล่าในนิทาน ตำนาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องขุดค้นตีความเพื่อให้เข้าใจรากเหง้าดั้เดิม ก่อนที่จะรับอิทธิพลศาสนาพุทธศาสนาพราหมณ์ นั้น เราคิดกับเรื่อง นก ข้าว และโลกหลังความตายอย่างไร..“หากเราเข้าใจตรงนี้ เราจะเห็นว่าคนในอาเซียนทั้งหมดมีรากเหง้าเดียวกัน คือ วัฒนธรรมข้าว"

แก่นแกนวัฒนธรรมไทย ก่อน รับอิทธิพลจากอินเดีย มีห้าส่วน

อาจารย์ทองแถม ได้อธิบาย แก่นใหญ่ของวัฒนธรรมไทย และอาเซียน เมื่อก่อนหนึ่งพันเจ็ดร้อยปีก่อน (ก่อนจะรับอิทธิพลอินเดีย)ว่า มีห้าส่วน ประกอบด้วย ข้าว ผี แถน ขวัญ และ เงือก

ข้าว ข้าวเป็นรูปแบบการปลิตที่สำคัญที่สุด พิธีกรรมของมนุษย์ในพื้นที่นี้จึงแวดล้อมการผลิต (การเพาะปลูกข้าว) ประเพณีและพิธีกรรมเหล่านั้นเกี่ยวกันกับช่วงระยะสำคัญในการปลูกข้าว เช่นการบูชาผีฟ้าขอฝนก่อนลงมือปลูก , พิธีบูชาขวัญข้าว ฯลฯ

ผี คือ การอธิบายกฎเกณฑ์ของโลกธรรมชาติ ทุกวันนี้เราเรียกว่า วิทยาศาสตร์

แถน คือ หัวหน้าระบบผี ผู้ควบคุมทุกสรรพสิ่ง คล้ายๆ กับเทพเจ้า ดังนั้น เมืองแถน ก็คือ เมืองหลังความตาย ซึ่งตามความเชื่อเดิมไม่ได้หมายถึงสวรรค์ แต่หมายถึงเมืองที่สิ่งมีชีวิตหลังความตายไปอาศัยอยู่กับบรรพบุรุษ เมืองแถนของบรรพชนไทก็เหมือนกับบ้านเมืองในโลก มิได้แบ่งเป็นสวรรค์-นรก ดั่งความเชื่อพุทธ 

ขวัญ นี้ไม่ได้หมายถึงวิญญาณ (Soul) แต่หมายถึง สิ่งเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างภายในตัวปัจเจกชนกับโลกธรรมชาติภายนอก สมัยโบราณเชื่อว่า ขวัญมี 80-100 ขวัญ แต่ต่อมาเรามาเชื่อตามพุทธ​ว่ามีขวัญ 32 ประการ

“ขวัญที่สำคัญที่สุดคือ ขวัญที่กระหม่อมกลางกบาล เรียกว่า “ขวัญกก” เมื่อตายแล้วจะเดินทางกลับไปยังเมืองแถน ปัจเจกชนมีสายสัมพันธ์ต่อกับเมืองแถน คือ สายแนน กับ สายขวัญ สายแนนเปรียบให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าคือเรื่องพรหมลิขิต กำหนดทุกอย่างของปัจเจกชนนั้น ๆ เมื่อสายแนนขาด คนผู้นั้นก็จะตาย ส่วนสายขวัญนั้นมีห่วงข้อต่อก่อนจะถึงเมืองแถน ขวํญของปัจเจกชนจึงหลุดจากห่วงนั้นได้ หากขวัญหลุดออกไปจากร่าง ก็จะต้องเรียกขวัญให้คืนกลับมา ครั้นคืนลับเข้าร่างแล้วก็ต้องมัดห่วงช่วงรอยต่อนั้นให้แน่น สัญลักษณ์ประเด็นนี้ก็คือการมัดข้อมือในการสู่ขวัญนั่นเอง”

แต่หากตายแล้ว “ขวัญกก” (อยู่ที่กระหม่อม) หรือเรีกยว่า "ผีขวัญ" จะเดินทางกลับเมืองแถน ไปอยู่กับบรรพบุรุษ ช่วงแรก จะต้องผ่านแม่น้ำ คนดึกดำบรรพ์เชื่อว่าจะต้องมีเงือกช่วยในการเดินทาง จึงใช้สัญลักษณ์ “เรือเงือก”

เงือก คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในน้ำ แปลงร่างเป็นมนุษย์ได้ สามารถควบคุมน้ำได้ ซึ่งความเชื่อในประเด็นนี้ ตรงกับความเชื่อเรื่อง “นาค” ของอินเดีย และ “มังกร” ของจีน แต่ประเด็นความเชื่อเรื่องเงือกที่ชาวไทที่รับอิทธิพลพุทธพราหมณ์ละทิ้งหลงลืมไปมดแล้ว คือเรื่องที่เงือกมีความหมายสำคัญในการเดินทางของผีขวัญกลับเมืองแถน 

อาจารย์ทองแถม อธิบายว่า หากเราสังเกตลายกลองมโหระทึก เราจะเห็นชัดเจน จะมีรูปเรือนำพาไปส่งถึงตีนเขา ผีขวัญต้องปีนขึ้นไป หรือมี “นก” ช่วยพาขึ้นไปเมืองแถนบนยอดเขา เรียกกันว่า “นกเงือก” เพราะเกี่ยวข้องกับการเดินทางของผีขวัญ คนพื้นเมืองในสุวรรณภูมิมีระบบจักรวาลวิทยา Cosmology ของตนเองอยู่แล้ว ก่อนที่จะรู้จักเรื่องสวรรค์ (เขาพระสุเมรุของแขกอินเดีย)

ในช่วงท้าย อาจารย์ทองแถม ยังกล่าวถึง ตอนที่ถ่ายทอดสดพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ที่ผู้บรรยายผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เกี่ยวกับ “ราชรถ” ว่า หมายถึง “นาค” และเดิมใช้ “เรือนาค” อัญเชิญพระบรมศพนั้น ถูกต้อง แต่ที่โยงไปกล่าวถึงเรื่อง “บาดาล” (เพราะนาคอินเดีย เขาอยู่ในบาดาล) นั้น ไม่ถูก ความจริงต้นเค้ามาจากการบูชาเงือก เรื่องเงือกควบคุมน้ำ นั้นตรงกับคติ “นาค” ของอินเดีย แต่สิ่งที่นาคอินเดียไม่มีคือ เรื่องนำส่ง “ผีขวัญ” กลับเมืองแถน ผีขวัญนั่งเรือเงือกไป จากนั้นจึงโดยสารนกขึ้นเมืองแถน (อยู่บนยอดเขา) ซึ่งในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ มีครบทั้ง “เงือก” คือ พระราชรถ และ “นก” คือ ฝูงนกที่บินเหนือพระเมรุมาศคืนวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน