วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พัฒนาการของคนไทย ในรัชสมัยในหลวง ร.9

นับจากวันที่ 9 มิถุนายน 2489 จนถึง 13 ตุลาคม 2559 คือช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นเวลายาวนานถึง 70 ปี 4 เดือน 4 วัน

นอกจากทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ในรัชสมัยของพระองค์ ประเทศไทยยังได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากร เศรษฐกิจ และสังคม

โดยเฉพาะทางด้านประชากร ดร.ปัทมา ว่าพัฒนวงศ์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า ประเทศไทยได้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางประชากรอย่างแท้จริง

คำว่า “การเปลี่ยนผ่านทางประชากร” เป็นสถานการณ์ที่อัตราเพิ่มประชากรของประเทศใดประเทศหนึ่ง เปลี่ยนจากอัตราเพิ่มต่ำมาเป็นอัตราเพิ่มสูง แล้วกลับมาเป็นอัตราเพิ่มต่ำอีกครั้ง

วังวนหรือวงรอบของสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้กับทุกประเทศ จะต่างกันก็ตรงช่วงเวลาที่เกิดขึ้น ว่าจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อใด และใช้เวลาสั้นยาวเพียงใด

ดร.ปัทมาบอกว่า สำหรับเมืองไทย ประชากรได้เปลี่ยนสภาพจากอัตราเพิ่มต่ำ ในช่วงต้นรัชกาลที่ 9 (พ.ศ.2489-2500) ผ่านช่วงอัตราเพิ่มสูง ซึ่งทำให้เกิด “การระเบิดของประชากร” (population explosion) ในช่วงกลางรัชกาล (พ.ศ. 2500-2550) จากนั้นจึงได้คืนสู่สภาวะอัตราเพิ่มต่ำอีกครั้งในช่วงปลายรัชกาล (ตั้งแต่ พ.ศ.2550)

หรือพูดได้อีกอย่างว่า ประชากรไทยเกือบ 18 ล้านคน เมื่อตอนต้นรัชกาลที่ 9 ได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าตัว กลายเป็น 68 ล้านคนเศษ (รวมชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทยด้วย) เมื่อปลายรัชกาลของพระองค์

นอกจากจำนวนของประชากรที่เปลี่ยนแปลง โครงสร้างประชากรเมื่อแสดงด้วยพีระมิดประชากร ก็ยังมีความเปลี่ยนด้วย นั่นคือ เปลี่ยนจากลักษณะคล้าย เจดีย์ (ฐานกว้าง ยอดแหลม) มาเป็นเหมือน ตัวขุนของหมากรุกไทย (ฐานสอบ กลางป่อง ยอดป้าน)

“สมัยต้นรัชกาลที่ 9 ภาวะเจริญพันธุ์ของคนไทยยังเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่มีการคุมกำเนิด เฉลี่ยครอบครัวหนึ่งจึงมีลูกกันมากกว่า 6 คน ตอนปี 2489 ซึ่งเป็นปีแรกในรัชสมัยของพระองค์ จำนวนการจดทะเบียนเกิดยังมีอยู่แค่ประมาณ 4 แสนรายเท่านั้น”

ดร.ปัทมาบอกว่า จากนั้นค่อยๆขยับสูงขึ้นทุกปี จนกระทั่งถึง 1 ล้านรายเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2506 โดยอัตราเกิดในช่วงนี้ได้เพิ่มจากราว 25 ต่อประชากรพันคน กลายเป็น 40 ต่อประชากรพันคน ในขณะที่การตายแต่ละปีมีจำนวนแทบจะไม่ต่างกันอย่างชัดเจน

“ช่วงเวลานี้เองที่เกิดการระเบิดของประชากรขึ้น ทำให้เกิดโครงการวางแผนครอบครัวแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. 2513 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม เพราะหลังจากปี 2527 เป็นต้นมา หรือใช้เวลาแค่ 14 ปี จำนวนการเกิดที่เคยถึงล้านคนต่อปี ก็ค่อยๆลดต่ำลงเหลือกว่า 8 แสนรายต่อปี ตั้งแต่ปี 2547 และในปีสุดท้ายของรัชกาลที่ 9 มีเด็กเกิดที่จดทะเบียนราวๆ 7 แสนรายเท่านั้น”

ปัทมาบอกว่า นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลา 70 ปี ในรัชสมัย ร.9 การตายที่เคยสูงมากเมื่อสมัยต้นรัชกาล ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจาก โรคติดเชื้อ การเสียชีวิตของทารก ของเด็ก และของมารดา ได้ลดจำนวนลง เพราะมีพัฒนาการทางการแพทย์ และสาธารณสุขที่ดีขึ้นเป็นลำดับ

อายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิดของคนไทยจึงยืนยาวขึ้นจาก 50 ปี เมื่อตอนต้นรัชกาลขยับเพิ่มขึ้นมาเป็น 75 ปี เมื่อปลายรัชกาล รวมทั้งสาเหตุการตายก็ได้เปลี่ยนจากโรคติดเชื้อ ไปเป็นโรคไม่ติดเชื้อ และโรคเรื้อรังแทน

ปัทมาบอกว่า เมื่อปี 2489 ประเทศไทยมี 70 จังหวัด ประชากรส่วนใหญ่ในช่วงเวลานั้นยังอาศัยอยู่ในชนบท มีเพียงร้อยละ 6 เท่านั้น ที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองหรือเทศบาล

ช่วงนั้นแม้แต่จังหวัดพระนคร กับธนบุรี ยังแยกออกเป็น 2 จังหวัด และพื้นที่ของสองจังหวัดนี้ก็ยังไม่ได้เป็นเมืองครอบคลุมไปทั่วทั้งหมด ความเป็นเมืองของประเทศไทยเพิ่งจะมาขยายเพิ่มขึ้นตามระดับการพัฒนา

อ้างอิงจากสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2553 ช่วงปลายรัชกาลที่ 9 ประชากรเมืองของไทยมีอยู่เกือบร้อยละ 50 แต่มีเพียง 18 จังหวัด จากทั้งหมด 77 จังหวัด ที่มีความเป็นเมืองสูงกว่าร้อยละ 50

โดยกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย เป็นจังหวัดเดียวที่ พื้นที่ความเป็นเมือง ครอบคลุมทั่วทั้งจังหวัด

บนผืนแผ่นดินไทยนั้นไม่ได้มีเพียงคนไทย ยังมีคนต่างชาติอาศัยรวมอยู่ด้วย เมื่อต้นรัชกาลที่ 9 ได้มีการทำสำมะโนประชากร เมื่อปี 2490 นับคนต่างชาติได้ 5 แสนรายเศษ โดยร้อยละ 90 ของชาวต่างชาติเป็นคนจีน นอกนั้นเป็นคนฝรั่งเศส อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ อเมริกัน เยอรมัน ญี่ปุ่น และอื่นๆ

ครั้นเมื่อเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ที่ทำให้การสื่อสาร คมนาคมไปมาหาสู่ทำได้ง่าย จึงมีคนต่างชาติเข้ามาอยู่บนแผ่นดินไทยมากขึ้น ซึ่งในช่วงปลายรัชกาลที่ 9 ได้เกิดปรากฏการณ์การหลั่งไหลเข้ามาของแรงงานข้ามชาติชาวพม่า กัมพูชา และลาว เพื่อทดแทนแรงงานไทย ในงานประเภทที่คนไทยไม่อยากทำ

มีการประมาณไว้ว่า ณ ปลายปี 2558 มีชาวพม่า กัมพูชา และลาว ที่เป็นแรงงานประมาณ 3.5 ล้านคน และไม่ใช่แรงงานอีกราว 1 ล้านคน อาศัยอยู่ในไทย และหากรวมชาวต่างชาติอื่นๆอีก ก็น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน ที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินไทยในปลายสมัยรัชกาลที่ 9

นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงทางประชากร ปัทมาบอกว่า ในเชิงเศรษฐกิจและสังคม ก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เมื่อต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ราว 3 ใน 4 ของครัวเรือนไทย เป็นครัวเรือนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม

แต่เมื่อปลายรัชกาลของพระองค์ สำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2553 ระบุว่า ประชากรวัยแรงงาน ซึ่งมีอายุ 15 ปีขึ้นไป ทำงาน ในภาคเกษตรเพียงร้อยละ 44 ที่เหลือทำงานนอกภาคเกษตร

และจากสำมะโนอีกเช่นกัน เมื่อปี 2490 มีคนไทยอายุ 10 ปีขึ้นไป ที่รู้หนังสือ (อ่านออกเขียนได้) เพียงครึ่งเดียว เทียบข้อมูลชุดเดียวกันกับเมื่อปี 2553 ร้อยละ 96 ของประชากรอายุ 10 ปีขึ้นไป สามารถอ่านออกเขียนได้

ศาสตราจารย์ ดร.ปัทมา บอกว่า ข้อมูลทั้งหมดนี้เปรียบเสมือนการฉายให้เห็นภาพความเปลี่ยนแปลงของประชากรกับการพัฒนาฉบับย่อ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงพสกนิกรชาวไทย.