วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แปรความโศกเศร้า เป็นพลังแห่งแผ่นดิน

โดย ซูม

ข้อเขียนของผมวันนี้เป็นชิ้นแรก หลัง “ออกทุกข์” หรือภายหลังจากพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวง ร.9 และพระราชพิธีต่างๆที่เกี่ยวข้องสิ้นสุดลง

ทุกหน่วยราชการ และบริษัทห้างร้านเริ่มเก็บผ้าดำผ้าขาวที่ประดับตกแต่งหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ที่ประดิษฐานมายาวนาน กว่า 1 ปี และวันนี้ส่วนใหญ่คงจะเก็บหมดแล้ว

ตามท้องถนน ตามสถานีรถไฟฟ้า ตามป้ายรถเมล์ หรือศูนย์การค้าต่างๆ เราคงจะเห็นผู้คนสวมเสื้อชุดที่มีสีสันหลากสีกันมากขึ้น

สำหรับผมเองขอสวมใส่เสื้อสีเหลืองไปก่อนสักระยะหนึ่ง เพราะยังไม่คุ้นชินกับสีอื่นๆ หลังจากสวมเสื้อสีดำสลับขาวมา 1 ปีเศษๆ

สีเหลืองเป็นสีประจำพระชนมวารของในหลวงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 เพราะประสูติในวันจันทร์ทั้ง 2 พระองค์

การสวมเสื้อสีเหลืองไปสักระยะหนึ่ง จึงเป็นการระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปพร้อมๆกับการก้าวเดินสู่รัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 10

อีกทั้งสีเหลืองยังเปรียบได้กับสีทองคำ ซึ่งเป็นสีที่สะท้อนถึงความรุ่งเรือง ถึงความโชติช่วงชัชวาลย์

จากนี้ไปเราพร้อมแล้วที่จะเดินไปข้างหน้า โดยแปรความโศกเศร้าความอาลัย ความอาดูรจากการเสด็จสู่สวรรคาลัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาเป็นพลังแห่งแผ่นดิน

ผมเห็นด้วยกับพาดหัวในข้อเขียนหน้า 3 ของทีมการเมืองไทยรัฐ ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันอาทิตย์ที่ผ่านมาที่ว่า “แปรความอาลัยเป็นพลังแผ่นดิน” ขออนุญาตหยิบยืมมาเป็นชื่อเรื่องของคอลัมน์ผมในวันนี้ พร้อมกับเติมคำลงไปอีกเล็กน้อย

ตลอดเวลา 1 ปีเศษๆที่ผ่านมา แม้ในหัวใจปวงประชาชนชาวไทยจะเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและอาลัยอาวรณ์อย่างสุดพรรณนาได้

แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนไทยมีความเข้มแข็ง มีความอดทน และมีความสามารถในการเอาชนะความเศร้าโศกได้อย่างดียิ่ง

ขณะเดียวกันก็ได้เกิดปรากฏการณ์ที่น่าชื่นชมยินดีขึ้นในทุกแห่งหนของประเทศ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในช่วงหลายๆปีมานี้

คนไทยหันหน้าเข้าหากัน ปรับทุกข์ผูกมิตรซึ่งกันและกัน ปลอบโยนกัน ให้กำลังใจกันเหมือนพี่น้องท้องเดียวกัน

ภาพของความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ห่วงหาอาทรและช่วยเหลือเจือจานซึ่งกันและกันเกิดขึ้นที่โน่นที่นี่

คำว่า “จิตอาสา” กลายเป็นคำที่คนไทยคุ้นเคย และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเหลือเชื่อตลอด 1 ปีที่แล้ว

ทุกแห่งทุกที่เต็มไปด้วยคำปฏิญาณว่าเราจะเป็นคนดี เราจะทำความดี เราจะรู้รักสามัคคีตามรอยพระยุคลบาทของพ่อแห่งแผ่นดิน

เราได้เรียนรู้คำสอนของพ่ออย่างละเอียดทั้งทฤษฎี ทั้งปรัชญา เพื่อการดำรงชีวิต เพื่อการดำรงตนในทุกๆระดับ

เราสัญญากันว่า เราจะทำตามที่พ่อสอน จะมุมานะ จะอดทนอดกลั้น และขยันขันแข็ง เหมือนที่พ่อทรงปฏิบัติให้เราเห็นมาตลอดเวลาที่พระองค์ท่านทรง “ครองแผ่นดินโดยธรรม” ฯลฯ และ ฯลฯ

ผมหวังว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้ ซึ่งได้เกิดขึ้นและสั่งสมอยู่ในจิตสำนึกของคนไทยมาตลอด 1 ปีเต็มๆ จะตกผลึกกลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่จะฝังอยู่ในจิตใจของคนไทยไปโดยตลอดนับตั้งแต่วันนี้

ถ้าจะว่าไปแล้วหลายๆเรื่องที่เป็นความดีความงามนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ สำหรับประเทศไทย หรือคนไทยเราเลย แท้จริงเคยเกิดขึ้นกับคนไทยและสังคมไทยมานานนักหนาแล้วด้วยซ้ำ

เพิ่งจะมาย่อหย่อนจนถึงขั้นหายไปในยุคที่บ้านเมืองเรามีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนกระแสเศรษฐกิจ กระแสความโลภ เข้ามาครอบคลุมจิตใจของคนไทยจนลืมความดีเก่าๆไปเสียเกือบหมด

บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะกลับไปสู่ยุคสมัยแห่งความดีงามด้วยการแปรเปลี่ยนความโศกเศร้าเสียใจที่มีต่อการจากไปของ “พ่อ” ให้กลับมาเป็น พลังแผ่นดิน ดังเช่นพระนามของ “พ่อ” อีกครั้ง

พลังที่จะนำประเทศชาติอันเป็นที่รักของพ่อและของพวกเราทุกคนไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนสืบต่อไปในอนาคต.

“ซูม”