วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ประทานขุมทรัพย์ทางปัญญาจากฟ้าสู่ดิน : พระกรุณาธิคุณแผ่ไพศาล

“การเรียนรู้วิชาการสาขาต่างๆโดยกว้างขวาง

เป็นเหตุให้เกิดความรู้ ความคิด และความฉลาด

ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับชีวิต

ช่วยให้บุคคลสามารถสร้างประโยชน์

สร้างความเจริญมั่นคงให้แก่ตนเอง ทั้งแก่สังคมและบ้านเมือง”

ทุกคนจึงควรมีโอกาสที่จะศึกษาหาความรู้ได้ตามความประสงค์และกำลังความสามารถ

หนังสือสารานุกรม บรรจุสรรพวิชาการอันเป็นสาระไว้ครบทุกแขนง

เมื่อต้องการหรือพอใจจะเรียนรู้เรื่องใด ก็สามารถค้นหาอ่านทราบโดยสะดวก

นับว่าเป็นหนังสือที่มีประโยชน์เกื้อกูลการศึกษา เพิ่มพูนปัญญาด้วยตนเองของประชาชนอย่างสำคัญ

โดยเฉพาะในยามที่มีปัญหาการขาดแคลนครู และที่เล่าเรียนเช่นขณะนี้

หนังสือสารานุกรมจะช่วยคลี่คลายให้บรรเทาเบาบางลงได้เป็นอย่างดี

จึงมีพระราชดำรัสให้ตั้งโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ มีความมุ่งหมายที่จะนำวิชาการแขนงต่างๆ แต่ละเรื่องเป็นสามตอนหรือสามระดับ

สำหรับให้ “เด็กรุ่นเล็ก” อ่านเข้าใจได้ระดับหนึ่ง

สำหรับ “เด็กรุ่นกลาง” อ่านเข้าใจได้ระดับหนึ่ง

และสำหรับ “เด็กรุ่นใหญ่” รวมถึง “ผู้ใหญ่” อ่านได้อีกระดับหนึ่ง

เพื่ออำนวยความสะดวกให้ “พ่อ-แม่” สามารถใช้หนังสือนั้นเป็นเครื่องมือแนะนำวิชาแก่ “ลูก”

ให้ “พี่” แนะนำวิชาแก่ “น้อง”

นอกจากนั้นเมื่อเรื่องหนึ่งเรื่องใดมีความเกี่ยวพันต่อเนื่องถึงเรื่องอื่นๆ ก็ให้อ้างอิงถึงเรื่องนั้นๆด้วยทุกเรื่องไป ด้วยประสงค์จะให้ผู้ศึกษาทราบตระหนักว่าวิชาการแต่ละสาขา มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องถึงกัน พึงศึกษาให้ทั่วถึง

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมการโครงการการจัดทำสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนไทยฯมายาวนาน เริ่มตั้งแต่เล่ม 3 เป็นต้นมา ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง โดยน้อมนำพระราชปรารภของรัชกาลที่ 9 ปี 2512 ถึงการจัดทำสารานุกรมสำหรับเยาวชน “โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

ซึ่งเป็นแหล่งความรู้อ่านได้ทั้งครอบครัว ทุกเพศทุกวัย ครอบคลุม 7 สาขาวิชา เรียกง่ายๆว่ามีเนื้อหาครบครันและหลากหลายให้ได้เรียนรู้กันอย่างเต็มอิ่มกันทีเดียว

ขณะนี้มีทั้งหมดกว่า 40 เล่ม แต่ละเล่มเลือกเฟ้นเนื้อหาเรื่องจากหลากหลายสาขาวิชา มีความรู้ทั่วไป ความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ ปัญหาซึ่งเป็นที่น่าสนใจของสังคม ซึ่งจัดลำดับเรื่องตามลักษณะความสำคัญ และความสัมพันธ์ของเนื้อหา

แต่ละเรื่องได้เรียบเรียงเนื้อหาเป็น 3 ระดับความรู้ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจแก่เด็กรุ่นเล็ก เด็กรุ่นกลาง และเด็กรุ่นใหญ่ รวมถึงผู้ใหญ่ ผู้ที่สนใจทั่วๆไป ซึ่งพิมพ์ด้วยตัวอักษรขนาดแตกต่างกันไป เนื้อหาก็เหมาะแก่ผู้อ่านแต่ละวัย

อาทิ สารานุกรมฯ เล่มที่ 2 มี 10 เรื่อง เช่น เรื่อง “มหาราชในประวัติศาสตร์ไทย” มีเนื้อหาบอกถึงตั้งแต่ชาติไทยมีพระเจ้าแผ่นดินปกครองสืบต่อกันมาช้านาน พระเจ้าแผ่นดินทรงรับผิดชอบดูแลและคุ้มครองประชาชนให้มีความสุข

เมื่อเกิดศึกสงคราม พระองค์ทรงสู้รบและชนะข้าศึกเพื่อชาติไทยจะไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของชาติอื่น แต่บางคราวบ้านเมืองเราอ่อนแอ เราก็ต้องเป็นเมืองขึ้น แต่พระเจ้าแผ่นดินของเราก็ทรงพยายามหาทางแก้ไขจนเราได้เอกราชคืนมา

พระเจ้าแผ่นดินทรงดูแลทุกข์สุขของประชาชน เหมือนพ่อดูแลลูก พระองค์ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า และมีความมั่นคงทุกด้าน

พระเจ้าแผ่นดินหลายพระองค์ ทรงคุณและทรงทำประโยชน์แก่ชาติไทยอย่างสุดที่จะพรรณนาได้ ประชาชนจึงพร้อมใจกันยกย่องและ

ถวายพระนามพระองค์ว่า “มหาราช” หมายความว่า ทรงเป็น “พระเจ้าแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่”

พระมหากษัตริย์ไทยบางพระองค์ที่ประชาชนถวายพระนามว่า “มหาราช” นั้น ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอันยังประโยชน์อย่างเยี่ยมยอดแก่ชาติไทย

เช่น ได้ทรงกอบกู้อิสรภาพ ทรงปกครองช่วยเหลือประชาชนให้อยู่เย็นเป็นสุข ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ ทรงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทยให้วัฒนาถาวร

พร้อมมีการยกตัวอย่างมหาราชของไทยในกาลเวลาที่ล่วงเลยมาแล้วบางพระองค์

อาทิ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริยาธิราช รัชกาลที่ 5 ในพระบรมราชจักรีวงศ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เสด็จอยู่ในราชบัลลังก์เป็นเวลา 42 ปี ตลอดเวลาอันยาวนานได้ทรงปรับปรุงทำนุบำรุง และเทิดเกียรติประเทศไทยในฐานะสูงเทียมอารยประเทศอันเป็นที่ยกย่อง พระราชกรณียกิจมีมากมายหลายด้าน หลายประการ

ในโอกาสที่จะทรงครองราชย์ครบ 40 ปี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมาร (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงเป็นประธานจัดงานสมโภช โดยทรงเชิญชวนพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชน

ร่วมกันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ คือ พระบรมรูปทรงม้า ซึ่งประดิษฐาน ณ ลานหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ที่ฐานของพระบรมรูปทรงม้ามีแผ่นโลหะจารึกข้อความเทิดพระเกียรติ พร้อมทั้งถวายพระสมัญญาว่า สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงปิยมหาราช

ภายหลังจากการเสด็จสวรรคต จึงได้กำหนดวันสักการบูชาประจำปีขึ้นในวันที่ 23 ตุลาคม ซึ่งตรงกับวันเสด็จสวรรคต

ต้องยอมรับว่าสารานุกรมฯทุกเล่มมีเนื้อตามหลักพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นหนังสือที่ดี เป็นที่รวมสมองของประเทศทุกสาขาวิชา เปรียบเป็น “เอนไซโคลปิเดีย” ที่ไม่เหมือนที่ไหนในโลกและไม่มีใครเหมือน เป็นงานที่ยาก เพราะแต่ละเรื่องจะแยกเขียนเป็น 3 ส่วนให้เนื้อหาเหมาะสมกับผู้อ่านแต่ละวัย

ข้อย้ำว่า การเรียนรู้หลากหลายวิชาย่อมทำให้คนมีความรู้ ความคิด ความฉลาด และความสมบูรณ์ พระองค์ท่านต้องการให้พสกนิกรมีโอกาสเหมือนเช่นพระองค์ท่านครั้งทรงพระเยาว์ ซึ่งได้รับความรู้หลากหลายวิชาจากสมเด็จย่า (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ที่หาหนังสือดีๆให้อ่าน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีก่อให้เกิดโครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ

สารานุกรมสำหรับเยาวชนฯทุกเล่มชวนให้หยิบมาเปิดอ่าน

ไม่ว่าจะเป็นสารานุกรมฯเล่มที่ 4 มี 10 เรื่อง เช่น “ความสมดุลของของเหลวในร่างกาย” “ปรากฏ-การณ์ของอากาศ” “การต่างประเทศสมัยรัตนโกสินทร์” “ลำดับพระมหากษัตริย์ไทย”

สารานุกรมฯเล่มที่ 6 มี 15 เรื่อง เช่น “คณิตศาสตร์เบื้องต้น” “ตรรกวิทยา” “ฟังก์ชัน” “ความน่าจะเป็น” “กราฟ” “ธรรมชาติ” “ศิลปะ”

สารานุกรมฯเล่มที่ 14 มี 10 เรื่อง เช่น “พระราชวังในกรุงเทพ-มหานคร” “พระราชวังในส่วนภูมิภาค” “ประติมากรรมไทย” “การปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์” “สมุนไพร”

สารานุกรมฯเล่มที่ 34 มี 9 เรื่อง เช่น “เทวสถานโบสถ์พราหมณ์” “ปริศนาคำทำนายของไทย” “บริการธนาคารผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์” “พายุและฝนในประเทศไทย” “โรคฉี่หนู”

ฉะนั้นถ้าใครถามว่าควรเริ่มอ่านสารานุกรมฯเล่มไหนก่อน หรืออ่านเรื่องอะไรก่อน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับผู้อ่านว่าสนใจเรื่องใด ให้เริ่มเปิดอ่านเรื่องนั้นก่อน เนื้อหาแต่ละเรื่องแต่ละเล่ม เป็นพื้นฐานความรู้ที่เชื่อมสัมพันธ์ถึงกัน

เพราะหัวใจการทำสารานุกรมสำหรับเยาวชน “โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

เพื่อต้องการให้มีห้องสมุดโรงเรียนประจำบ้าน

“พสกนิกร” จะได้มีโอกาสเรียนรู้เฉกเช่น “พระองค์ท่าน”.

ทีมการเมือง