วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตรวจสอบอย่างโปร่งใส

การจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วสูงแบบพกพา อาจกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวและเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง หากรัฐบาลบริหารจัดการไม่ดี นายวิลาศ จันทรพิทักษ์ อดีต ส.ส.มือปราบทุจริตพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า เครื่องตรวจจับความเร็วที่มีคุณสมบัติเดียวกัน แต่รัฐเวอร์จิเนียของสหรัฐฯจัดซื้อแค่เครื่องละ 85,000 บาท แต่ไทยจะซื้อเครื่องละ 675,000 บาท

ราคาแพงกว่ากันถึง 8 เท่า นายวิลาศจึงเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบอย่างจริงจัง ส่วนรัฐมนตรีมหาดไทยควรแสดงความรับผิดชอบ ด้วยการพิจารณาตนเอง ขณะที่นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หากเป็นรัฐบาลเลือกตั้ง รัฐมนตรีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ขนาดนี้คงอยู่ยาก แต่ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากอะไร ต้องอนุมัติงบอย่างรอบคอบ

กรณีนี้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาหลัง จากที่มีรายงานข่าวว่ากรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ของบประมาณจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็ว 1,064 เครื่อง ราคาเครื่องละ 900,000 บาท รวมเป็น 957.6 ล้านบาท ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อใช้ในการตรวจจับความเร็วการขับรถเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน

ต่อมา ปภ.ปรับการจัดซื้อเป็นเครื่องละ 675,000 บาท จำนวน 849 เครื่อง เป็นเงิน 573 ล้านบาท โดยอ้างว่าเป็นราคากลางในตลาด แต่นายวีระ สมความคิด ผู้นำภาคประชาสังคม ระบุว่า ราคาตลาดของจริง เพียงเครื่องละ 130,000 บาท ถูกกว่า ราคากลางของ ปภ.8 เท่า ใกล้เคียงกับหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ที่ตรวจสอบพบว่าเครื่องละ 132,000 บาท

รายการนี้ นอกจากปัญหาเรื่องราคาแพงเกินจริง ยังมีปัญหาเรื่องความโปร่งใส และการตรวจสอบ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย อ้างว่าไม่ใช่ผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบรายละเอียด เพียงแต่ลงนามเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ อย่างนี้ขัดต่อหลักธรรมาภิบาลที่นายกรัฐมนตรีชอบอ้าง และตั้งเป็นคำถามให้คนไทยทั้งประเทศตอบหรือไม่

นายกรัฐมนตรีถามว่าผลการเลือกตั้งคราวหน้า จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ ถ้าไม่ได้จะทำอย่างไร องค์ประกอบสำคัญของธรรมาภิบาล ได้แก่ การยึดหลักนิติธรรม ยึดถือกฎหมายเป็นหลัก การยึดความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความคุ้มค่า รัฐมนตรีมหาดไทยเคยมีบทเรียนจากการซื้อเครื่องตรวจระเบิดและเรือเหาะ จึงต้องรอบคอบอย่างยิ่งในการจัดซื้อใดๆ

กรณีนี้พิสูจน์ให้เห็นชัดๆว่าไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเลือกตั้ง หรือรัฐบาลจากรัฐประหาร ล้วนแต่อาจเกิดการทุจริตกันได้ เพราะมีช่องโหว่อยู่มากมายในการบริหารราชการแผ่นดิน ต่างกันแต่ว่าภายใต้รัฐบาลเลือกตั้ง เมื่อเกิดเรื่องขึ้นแล้วต้องถูกบังคับให้ตรวจสอบทั้งในสภาและองค์กรอิสระต่างๆ แต่ภายใต้รัฐบาล คสช.จะตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่.