วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ททท.ตอบโจทย์ท่องเที่ยวชุมชน

ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลกว่าเป็นหนึ่ง ในจุดหมายปลายทางของแหล่งท่องเที่ยวที่อยากมาสัมผัส

หลายจังหวัดของไทยได้รับโหวตเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมระดับโลก

ขณะที่ในปี 2560 ตั้งเป้าไว้จะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทาง 35.40 ล้านคน สร้างรายได้เข้าประเทศ 1.82 ล้านล้านบาท และคนไทยเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ 152.9 ล้านคน/ครั้งสร้างเงินหมุนเวียนในประเทศ 954,000 ล้านบาท หรือกล่าวโดยรวมในปี 2560 จะมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวม 2.77 ล้านบาท พร้อมกับเป้าหมายในปี 2561 ที่จะมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นจากปีนี้อีก10%

แต่โจทย์ใหญ่ข้อหนึ่งที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ทำการตลาดและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของไทยยังบรรลุไม่สุดทาง คือ การนำทั้งคนไทยและคนต่างชาติเดินทางท่องเที่ยวลงไปถึงชุมชนชนบทของประเทศไทย เพื่อกระจายรายได้ของการท่องเที่ยวไปสู่มือชาวบ้านจริงๆ

“ดร.ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” บอกกับ “ทีมเศรษฐกิจ” ว่า หากทำได้เม็ดเงินมหาศาลจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศแข็งแกร่งขึ้น

สิ่งที่ ททท.ทำมาหลายปีแล้วเพื่อการกระจายนักท่องเที่ยวออกจากเมืองหลักที่คนนิยมเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานีให้ออกไปสู่เมืองใหม่ๆ โดยจัดทำ โครงการ “12 เมือง...ต้องห้ามพลาด” และ “12 เมือง...ต้องห้ามพลาด พลัส” ได้ช่วยกระจายนักท่องเที่ยวไปสู่จังหวัดใหม่ๆมากขึ้นแล้ว

แต่จากนี้เป็นต้นไปที่ต้องทำมากยิ่งขึ้น คือ การท่องเที่ยวชุมชน

สร้างสนามแม่เหล็กแบบชนบท

“กลยุทธ์ของ ททท.นับจากนี้ก็ต้องมาคิดว่า ประเทศไทยจะทำอย่างไรให้คนไปเที่ยวในหลายสถานที่ไม่เน้นแต่เฉพาะในเมืองหลัก เช่นได้มีการจัดทำโครงการท่องเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้งในปีที่ผ่านมา นั่นหมายถึงว่าก็ต้องลงไปคลุก ลงไปลึกเพื่อให้มีประสบการณ์ท้องถิ่นซึ่งจะทำให้เกิดการใช้จ่ายเงิน”

ฉะนั้นในปีต่อไป ททท.ก็จะทำเรื่องการท่องเที่ยวชุมชนให้เกิดการท่องเที่ยวโดยชุมชนและให้คนเดินทางไปสู่เมืองรองมากขึ้น ด้วยการสร้างสนามแม่เหล็กดึงดูดให้คนลงไปเที่ยว

สนามแม่เหล็ก ก็ต้องมีคำว่า Electromagnetic Field : EMF

คำว่า E หมายถึง มีเรื่องของการกินคือมี Eat Local คือคนได้ทานอาหารท้องถิ่น เช่น ขันโตกของชาวเหนือ พาแลง ซึ่งหมายถึงสำรับข้าวของชาวอีสาน ประเพณีกินข้าวห่อของชาวใต้ แต่แทนที่จะกินในเมืองก็ไปกินกันในชนบทและชุมชน

คำว่า M หมายถึง Meeting หรือการจัดประชุม ซึ่ง ททท.จะจับมือกับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) ไปจัดการประชุมในเมืองรองมากขึ้น หรือที่เคยทำคือโครงการท้าเที่ยวข้ามภาค ก็จะทำโครงการพาเที่ยวข้ามภาค 2 ไปประชุมกันเถอะ ไม่ใช่เพียงแค่ไปเที่ยวทะเลกัน

รวมทั้งจะร่วมกับทีเส็บจัดการประกวดคอฟฟี่ เบรก หรืออาหารว่าง ที่ทำจากอาหารท้องถิ่น เช่น ที่นครนายก มีไข่เค็มกินกับกล้วยเป็นของว่าง มันเป็นเสน่ห์ ที่ระยองมีไอศกรีมมะพร้าวแทนที่จะใส่ลูกชิดแต่กลับใส่ปลาหมึกแห้ง ไข่เค็ม

“ผมเห็นตอนแรกยังคิดว่ากินไม่ได้ แต่พอกินแล้วปรากฏว่าอร่อยจริงๆอีก 5 นาทีหมดเกลี้ยงเลย ฉะนั้นเวลามีการจัดประชุมในต่างจังหวัดแล้วเมื่อถึงเวลาพักออกมาได้เจออาหารว่างที่เป็นอาหารท้องถิ่นก็น่าสนใจและไม่เหมือนที่อื่นจึงคิดว่าแต่ละจังหวัดมาจัดแข่งกันอยู่เลย”

ส่วน F มาจากคำว่า Festival uncallหรือเทศกาลที่คนไม่ค่อยรู้จัก แต่ละท้องถิ่นของไทยมีเยอะ เนื้อหาพวกนี้สามารถนำมาดึงดูดให้คนลงไปท่องเที่ยวได้ และคิดต่อไปว่าเมื่อเราได้รูปแบบงานเทศกาลที่คนไม่ค่อยรู้จักก็จะนำไปร่วมกับ งานเทศกาลต่างๆในต่างประเทศ แทนที่เราจะขายแต่เทศกาลผีตาโขนที่คนรู้จักกันอยู่แล้ว

อีกทั้งต่อไปเราน่าจะมีโครงการ Visit Thailand the Village และ Best food : Good Destination ในแต่ละเมือง ในแต่ละที่ก็ขายได้

“พยายามจะคิด แต่สุดท้ายแล้วความสำเร็จอยู่ที่ทำอย่างไรให้คนออกไปเที่ยว ต้องกระจายรายได้ออกไป ซึ่งจะต้องสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้เกิดการเดินทางเที่ยวจริง”

เปิดตัว 30 ชุมชนเกรดเอ

ดร.ยุทธศักดิ์กล่าวว่า โครงการท่องเที่ยวชุมชน จะทำให้เกิดการกระจายรายได้จากที่ปัจจุบันการท่องเที่ยวยังกระจุกตัว ประชาชนคนไทยซึ่งเป็นเจ้าของทรัพยากรท่องเที่ยวจะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เขามีเมื่อรายได้ลงไปถึงพื้นที่

“ททท.มีความพยายามอยู่แต่ก็ต้องเรียนว่าบางครั้งก็มีข้อจำกัด เช่น การส่งเสริมให้คนเดินทางไปท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน ในปีที่ผ่านมาติดหนึ่งในเจ็ดแห่งของสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกที่จัดโดยซีเอ็นเอ็น แต่ก็มีข้อจำกัดที่ไม่มีล่าม ไม่มีรถ หรือเส้นทางไกลนั่งรถไป 3 ชั่วโมงเจอแหล่งท่องเที่ยวหนึ่งแห่ง ซึ่งการพัฒนาในฝั่งของซัพพลายไซด์ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว สิ่งอำนวยความสะดวก ก็ต้องเดินหน้าไป แต่เราคงรอไปทุกอย่างไม่ได้”

เพราะการที่คนลงไปท่องเที่ยวในชุมชนหรือแค่บริษัทใหญ่ๆอย่าง SCG หรือ CP ไปทำกิจกรรมอาสาในรูปแบบ CSR outing ครั้งเดียว ทั้งหมู่บ้านสามารถมีกินได้ทั้งปี ซึ่งก็อยากให้เกิดกระแสแบบนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยมีชุมชนที่สามารถเปิดรับการท่องเที่ยวในระดับอินเตอร์ประมาณ 30 ชุมชน ซึ่งถือเป็นเกรดเอเลย และมีชุมชนที่อยู่ระหว่างการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวได้มีทั้งหมด 150 ชุมชนทั่วประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลาง

นอกจากนี้ ยังมีหมู่บ้านที่ได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวจากอีกหลายหน่วยงาน เช่น ขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) หรือตลาดต้องชมของกระทรวงพาณิชย์ มีหมู่บ้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่พัฒนาโดยองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) หมู่บ้านโอทอปเพื่อการท่องเที่ยว รวมทั้งยังมีหมู่บ้านที่พัฒนาโดยองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น

เพียงแต่ต้องหาคนที่เชื่อมลงไปถึงท้องถิ่น เพื่อกระจายความมั่งคั่งที่เกิดจากนักท่องเที่ยวลงไปถึงชาวบ้าน ไม่เช่นนั้นที่บอกว่าประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามา 30 กว่าล้านคน ชาวบ้านบางคนยังถามเลยว่าเขาไปอยู่ที่ไหน และคนไทยที่เดินทางท่องเที่ยวในประเทศก็อยากให้ลงไปท่องเที่ยวในชุมชนด้วย

ตัวอย่างชุมชนท่องเที่ยว

ผู้ว่าการ ททท.ได้หยิบยกตัวอย่างชุมชนที่มีความพร้อมในระดับเกรดเอ สามารถรับนักท่องเที่ยวได้ เช่น ชุมชนบ้านท่าขันทอง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เป็นหมู่บ้านต้นแบบวัฒนธรรมที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้านเดิมๆ สืบสานไว้ให้ศึกษา และเป็นหมู่บ้านที่ชนะเลิศการประกวดหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง

พื้นที่ของหมู่บ้านยาวเลียบไปตามแนวแม่น้ำโขง เห็นวิวทิวทัศน์สวยงามยามปั่นจักรยานเที่ยวรอบๆหมู่บ้าน มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่อบอุ่นปลอดภัย มีกิจกรรมท่องเที่ยวหลากหลาย เช่น ล่องเรือตามรอยนครโบราณสุวรรณโคมคำ เก็บสาหร่ายแม่น้ำโขง ฝึกการทอผ้า กิจกรรมจับปลาแม่น้ำโขง

ชุมชนกู่กาสิงห์ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เป็นชุมชนโบราณมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายจวบจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ในสมัยวัฒนธรรมเขมร เพราะมีภาชนะดินเผาในพิธีกรรมการฝังศพครั้งที่ 2 และโบราณสถานขอม

ปัจจุบันบ้านกู่กาสิงห์เป็นชุมชนที่มีความเป็นอยู่แบบเครือญาติ มีการเคารพผู้อาวุโสประกอบอาชีพหลักคือการทำไร่ทำนาในผืนนาที่อุดมสมบูรณ์อย่างทุ่งกุลาร้องไห้ที่เป็นแหล่งปลูกข้าว
หอมมะลิที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทย

ชุมชนอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยรามัญ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี เป็นหมู่บ้านที่มีเสน่ห์ที่ทำให้ใครหลายคนหลงใหล อยากไปเยี่ยมชม สามารถไปเรียนรู้ความเป็นวิถีที่เป็นธรรมชาติของชาวมอญ

ชุมชนบ้านหนองขาว อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี หมู่บ้านโอทอปเพื่อการท่องเที่ยว มีวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น ตั้งแต่อดีตโบราณ ชาวบ้านมีความรักใคร่ และเป็นมิตร มีผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าร้อยสี ให้เลือกซื้อได้หลากหลาย

ซีเอสอาร์หมู่บ้านท่องเที่ยว

นอกเหนือจากกลยุทธ์ที่จะให้คนลงไปท่องเที่ยวในชนบท ผู้ว่าการ ททท.ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา ททท.ได้จัดโครงการ Village to the World ปฏิบัติการเพิ่มมูลค่า ยกระดับท่องเที่ยวชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างนวัตกรรมทางการท่องเที่ยวให้กับชุมชน

เปลี่ยนการท่องเที่ยวโดยไม่ผูกติดกับแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ แต่นำเสนอเรื่องราวของกิจกรรมการเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในชุมชนแทน เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการท่องเที่ยว ขยายตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ สร้างโอกาสให้ชุมชนมีช่องทางตลาดที่จะหารายได้เพิ่มจากการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน

ในปีนี้เปิดตัวโปรแกรมแรกภายใต้ชื่อ MEET IN THE VILLAGE #BestCSR OutingEver เป็นโปรแกรมท่องเที่ยวรูปแบบ CSR outing สำหรับตลาดกลุ่มองค์กร (Corporate) นำเอาอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ ฐานเรียนรู้ ศิลปะ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตในชุมชน มาสร้างสรรค์ต่อยอดพัฒนา เล่าเรื่องใหม่

ในรูปแบบกิจกรรม Team building และ workshop เพื่อให้พนักงานในองค์กรได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในท้องถิ่นได้อย่างลึกซึ้ง และสนุกสนานกับอัตลักษณ์และเสน่ห์ของวิถีชุมชนที่หลากหลาย ทุกคนในองค์กรจะมีความสุขที่ได้แบ่งปัน และทำกิจกรรมอาสา CSR ที่เป็นประโยชน์กับชุมชน

หัวใจหลักคือ โครงการนี้เป็นโปรแกรมที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชนท่องเที่ยว ขยายตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ สร้างโอกาสให้ชุมชน มีช่องทางตลาดที่จะหารายได้เพิ่มจากการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน

แหล่งท่องเที่ยวพัฒนาเด็ก

ขณะเดียวกัน ททท.จัดโครงการ The Village Explorer # Let’s Explore the World เพื่อส่งเสริมให้โรงเรียนและครอบครัวคนรุ่นใหม่พาเด็กๆไปปิดโลกการเรียนรู้นอกห้องเรียน School & Family Outing ในชุมชนของไทย เพื่อช่วยสร้าง รายได้ให้แก่ชุมชนของไทยให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน

มีชุมชนต้นแบบ 7 ชุมชน เช่น ศูนย์การเรียนรู้ตำบลกระแชง อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ชุมชนเล็กๆริมแม่น้ำน้อย ที่คนในชุมชนนำสิ่งที่มีอยู่รอบตัวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น การนำผักตบชวาที่ลอยอยู่เต็มแม่น้ำหลังบ้านมาทำเป็นหมวก กระเป๋า ตะกร้า มีการเลี้ยงไก่ เก็บไข่มาทำอาหาร ปลูกสวนผลไม้แบบผสมผสานและกินได้ตลอดทั้งปี มีการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด ที่น้องๆจะได้ลองชิมเมนูจากจิ้งหรีดที่สุดแสนอร่อย และมีกิจกรรมสนุกสนานมากมายสไตล์ชุมชนรออยู่

บ้านบุไทรโฮมสเตย์ จ.นครราชสีมา สถานที่ที่เด็กๆทุกคนจะได้เข้ามาวิ่งเล่นท่ามกลางสวนผลไม้ผสมผสาน มีทั้งกระท้อน พุทรา เสาวรส หม่อนเบอร์รี่ เด็กๆทุกคนจะได้สนุกสนานไปกับวิถีชนบทอย่างแท้จริงด้วยการเลี้ยงไก่ เก็บไข่สด มีป่าไผ่ให้ได้วิ่งเล่นแบบร่มรื่น มีบ่อตกปลาสุดชิลล์ บ่อเลี้ยงกบที่เด็กๆจะได้เห็นวงจรชีวิตของกบที่คอยกินแมลง เป็นชั่วโมงเรียนที่แสนสนุกสำหรับเด็กๆ

ชุมชนบ้านน้ำทรัพย์ จ.เพชรบุรี ที่รายล้อมไปด้วยป่าเขาลำเนาไพร ต้นไม้เขียวขจี มีกิจกรรมดีๆรอเด็กๆอยู่ เตรียมตัวรับความสนุกและตื่นเต้น กับชุมชนคาวบอยที่สวยและอากาศดีที่สุด ที่นี้เป็นคลาสการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่สนุกที่สุดในโลก

***************************************

สถานที่เหล่านี้เป็นชุมชนที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยว พร้อมรองรับการจัดทำกิจกรรมอาสา และเป็นแหล่งเรียนรู้ของเด็กๆที่จะช่วยพัฒนาจิตใจ อีกทั้งการเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวที่ลึกลงไปถึงชนบท ยังช่วยกระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจชุมชนฐานรากของประเทศด้วย.

ทีมเศรษฐกิจ