วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จบคดีข้าว! ทนาย ไม่ยื่นอุทธรณ์ อัยการ จ่อติดตามตัว 'ปู' รับโทษ

อัยการรอตามตัว "ยิ่งลักษณ์" รับโทษ 5 ปี ไม่รอลงอาญา ชี้ต้องหนีตลอดชีวิต ไม่มีอายุความ ส่วนทุจริตระบายข้าวจีทูที คณะทำงานอัยการ รอประชุมสรุปต้นเดือน พ.ย.นี้

เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 60 นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลย ต้องโทษจำคุก 5 ปี ไม่รอลงอาญา ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคดีจำนำข้าว ที่ปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ เอื้อให้เกิดการทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี กระทั่งรัฐได้รับความเสียหาย เปิดเผยถึงการอุทธรณ์ว่า หลังจากมีการอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 ก.ย. 60 ที่ผ่านมาแล้ว จนถึงตอนนี้เมื่อทนายความไม่ได้รับการติดต่อจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงไม่ได้ยื่นขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ รวมทั้งไม่ได้ยื่นคำอุทธรณ์คดีจำนำข้าวต่อศาลฎีกาแต่อย่างใด ซึ่งคดีดังกล่าวโดยครบกำหนดระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์ 30 วัน เมื่อวันศุกร์ที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมาแล้ว

นายนรวิชญ์ ยังระบุได้ว่า นับตั้งแต่วันที่ศาลฎีกาฯ เลื่อนอ่านคำพิพากษาคดีจำนำข้าวครั้งแรก ตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 ส.ค. เขาก็ไม่ได้รับการติดต่อจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ อีกเลย

ขณะที่ นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล ผู้ตรวจการอัยการ ซึ่งเป็นรองหัวหน้าคณะทำงานอัยการรับผิดชอบคดีจำนำข้าวและระบายข้าว กล่าวว่า คดีจำนำข้าวที่อัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นจำเลยนั้น ขณะนี้ถือว่าคดีเป็นที่สุดตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ แล้ว เพราะไม่ได้มีการยื่นอุทธรณ์คดี โดยในส่วนของโจทก์เอง นายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด ก็ได้มีความเห็น เมื่อวันศุกร์ที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมาแล้ว เห็นว่าศาลฎีกาฯ ได้พิพากษาจำคุก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตามบทลงโทษที่ได้ยื่นฟ้องคดีแล้ว จึงไม่ได้ยื่นอุทธรณ์อีกต่อไป และเมื่อคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ แล้ว จากนี้ก็จะเป็นเรื่องการบังคับคดีตามคำพิพากษา ก็จะต้องดำเนินกระบวนการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ มารับโทษต่อไป ซึ่งจะไม่มีการนับอายุความแล้ว หากหลบหนีก็ต้องหลบหนีไปตลอด

ส่วนเรื่องความรับผิดทางละเมิด ที่กระทรวงการคลัง เคยมีคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายนั้น ก็เป็นเรื่องของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องอื่นจะต้องว่ากล่าวขั้นต่อไป ซึ่งทราบว่ากรณีดังกล่าวอยู่ในการพิจารณาของศาลปกครอง ก็จะต้องดำเนินการต่อไปตามขั้นตอนกระบวนการ สำหรับคดีทุจริตการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี นั้น ขณะนี้อัยการก็กำลังพิจารณาประเด็นอุทธรณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 ไปแล้ว

เมื่อถามถึงเรื่องการเพิกถอนหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ซึ่งคดีถึงที่สุดแล้ว นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า กรณีนั้นเป็นเรื่องที่กระทรวงการต่างประเทศ ต้องพิจารณาต่อไป

ขณะที่ นายกิตินันท์ ธัชประมุข อธิบดีอัยการสำนักงานสอบสวน ซึ่งเป็นคณะทำงานรับผิดชอบคดีจำนำข้าว และระบายข้าว ได้กล่าวถึงความคืบหน้าการอุทธรณ์คดีทุจริตระบายข้าวว่า จะมีการประชุมคณะทำงานในช่วงต้นเดือน พ.ย.นี้ เพื่อจะสรุปประเด็นการอุทธรณ์คดี ซึ่งขณะนี้ได้มีการร่างคำอุทธรณ์ไว้แล้วว่า จะมีแนวทางอย่างไร ซึ่งหลักใหญ่ก็จะเน้นกลุ่มเอกชน และลงสิ่งที่ศาลฎีกาฯ ได้มีคำพิพากษายกฟ้องไป ซึ่งส่วนนี้จะต้องพิจารณารายละเอียดให้รอบคอบ เพราะจะมีผลสืบเนื่องกับความเสียหายทางแพ่ง โดยถ้าศาลยกฟ้อง ราชการก็อาจเรียกร้องค่าเสียหายจากกลุ่มโรงสีดังกล่าวได้ ส่วนกลุ่มจำเลยที่เป็นอดีตนักการเมือง และอดีตข้าราชการกรมการค้าต่างประเทศนั้น ก็เป็นประเด็นยิบย่อย ในเรื่องการแก้ไขสัญญาบางฉบับว่าจะยื่นอุทธรณ์ด้วยหรือไม่ โดยคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ที่ออกมาแล้วนั้น ก็ได้ลงโทษกลุ่มจำเลยดังกล่าวไว้ในอัตราโทษที่ค่อนข้างสูงตามบทลงโทษแล้ว

เมื่อถามว่า อัยการจะสรุปประเด็น และยื่นอุทธรณ์คดีการทุจริตระบายข้าวแบบจีทูจี ได้ทันภายในระยะเวลาการขอขยายอุทธรณ์ ครั้งที่ 2 นี้ ช่วงสิ้นเดือน พ.ย.หรือไม่ นายกิตินันท์ กล่าวว่า น่าจะทัน เพราะขณะนี้มีความพร้อมในการร่างอุทธรณ์ไว้แล้วเ พียงแต่ต้องสรุปประเด็นให้ครบถ้วนชัดเจนอีกครั้ง โดยในส่วนของ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ จำเลยที่ 1-2 นั้น ได้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลฎีกาฯ แล้ว และขณะนี้คณะทำงานอัยการก็ได้รับสำเนาคำอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองแล้ว ระหว่างนี้ก็จะตรวจดูรายละเอียดเพื่อจะทำคำแก้อุทธรณ์ส่งต่อศาลฎีกาฯ ต่อไป ซึ่งจะมีระยะเวลาประมาณ 30 วัน แต่หากรายละเอียดมีมาก ทำคำแก้อุทธรณ์ไม่ทัน ก็ขอขยายระยะเวลาได้อีก

เมื่อถามว่า การไม่ยื่นอุทธรณ์คดีจำนำข้าวที่ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งศาลได้พิพากษาลงโทษในประเด็นการระบายข้าวเท่านั้น ไม่ได้ระบุเป็นความผิดจำนำข้าวแล้ว จะมีผลอย่างไรหรือไม่ นายกิตินันท์ กล่าวว่า สำหรับคดีจำนำข้าวที่อัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ นั้น เป็นการกระทำเพียงกรรมเดียว โดยเป็นการยื่นฟ้องถึงการปฎิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในภาพรวมทั้งโครงการจำนำข้าวที่มีความต่อเนื่องมา จนถึงการนำข้าวที่เข้าสู่โครงการมาระบายออกขาย ด้วยการทำสัญญาขายข้าวแบบจีทูจี ดังนั้น แม้จะเป็นการระบุถึงการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบฯ ในช่วงของการระบายข้าว แต่ก็ถือว่าเป็นความผิดตามที่อัยการได้ฟ้อง และศาลมีคำพิพากษาตามบทลงโทษนั้นแล้ว โดยการฟ้อง อัยการไม่ได้แยกเหตุการณ์ฟ้องต่างกรรมกัน