วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

การเมือง-คึกจัด ร้องให้ปลดล็อก จัดประชุมพรรคได้ ไม่กระทบต่อมั่นคง

การเมืองกลับมาคึกคักอีกครั้ง ปชป.-พท.ประสานเสียงเรียกร้องรัฐบาล และ คสช.ปลดล็อกพรรคการเมือง “วิรัตน์” ให้ผู้มีอำนาจดูจังหวะดีๆ “นิพิฏฐ์” เชื่อแค่ปลดปล่อยบางเรื่อง “หมวดเจี๊ยบ” ขอแข่งขันกันแฟร์ๆ “เรืองไกร” แซะ “บิ๊กป๊อก” ลืมง่าย ทั้งที่ท้วงเองเครื่องจับความเร็วแพง แถมยังเกินจำเป็น “นิพิฏฐ์” กระทุ้งจิตสำนึก คสช.ตั้งลูก-หลานยั้วเยี้ย เหน็บยุค “ปฏิรูปแม่ปูสอนลูกปู” “ถาวร” สุดอั้นจี้ “บิ๊กตู่” เร่งแก้ราคายางดิ่งเหว สวด กยท.ไร้ฝีมือ

บรรยากาศการเมืองเริ่มกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง หลังงานพระราชพิธีสำคัญผ่านพ้นไป ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทยออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เร่งพิจารณาปลดล็อกให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรม ทางการเมืองได้ เพื่อรองรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น

“พรเพชร” ไม่กังวลไร้ผู้สมัคร กกต.

เมื่อวันที่ 28 ต.ค. นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะกรรมการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณียังไม่มีผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็น กกต. ตั้งแต่เปิดรับสมัครเมื่อวันที่ 19 ต.ค. ว่า ไม่มี อะไรต้องกังวล เพิ่งเปิดรับสมัครมาเพียงครึ่งทางเท่านั้น จะเปิดรับสมัครไปจนถึงวันที่ 10 พ.ย. เชื่อว่า บุคคลที่จะมาสมัครต้องใช้เวลาเตรียมตัว และรอพิจารณาผู้ที่จะสมัครเข้ารับการสรรหาว่าสู้ไหวหรือไม่ ส่วนกรณีที่ผู้สมัครอาจไม่ครบจำนวนตามที่ประกาศนั้น ไม่ขอสมมติอะไรทั้งสิ้น ส่วนบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกรรมการการเลือกตั้ง ให้สิทธิกรรมการสรรหาฯทาบทาม หรือเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเข้ามาเป็น กกต. โดยไม่ต้องยื่นใบสมัครได้นั้น ยังไม่มีการหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาหารือในที่ประชุมกรรมการสรรหาฯ หากจะดำเนินการอย่างใดต้องเป็นมติร่วมกันของที่ประชุม

“เหวง” ซัดคนเขียนมีเจตนาแฝง

ด้าน นพ.เหวง โตจิราการ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงกรณีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. ระบุว่าอาจต้องขยายเวลาการเปิดรับสมัครผู้เข้ารับการสรรหาเป็น กกต.ออกไป ว่า เหตุที่ไม่มีผู้มาสมัครเป็น กกต. เพราะกติกาคุณสมบัติของผู้เป็น กกต.ยากเกินไป เช่น เคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการไม่น้อยกว่าห้าปี เคยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายรับรองการประกอบวิชาชีพเป็นเวลาไม่น้อยกว่ายี่สิบปีนับถึงวันที่ได้รับการเสนอชื่อ ถือเป็นความจงใจของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และ สนช.ที่ต้องการทำให้มันยากขึ้น ทั้งที่หน้าที่ กกต. คือการจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์เที่ยงธรรม ควรเอาหน้าที่ตรงนี้มากำหนดคุณสมบัติ ไม่ใช่เขียนให้ยากเข้าไว้ ไม่เข้าใจว่าคนร่างกฎหมาย มีเจตนาแฝง หรือมีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ จะด้วยจงใจหรือไม่ก็ตาม แต่การสรรหา กกต.ที่มีปัญหาจะกระทบโรดแม็ปแน่นอน และ คสช.ไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ คสช.

ปชป.ชี้ถึงเวลาปลดล็อกการเมือง

ขณะที่นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเรียกร้องให้ปลดล็อกพรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ ว่า จากที่พสกนิกรชาวไทย เกือบ 20 ล้านคน พร้อมใจกันไปถวายดอกไม้จันทน์ ทั่วประเทศ แสดงให้เห็นว่าประชาชนชาวไทยจงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันกษัตริย์ ที่ทรงสอนให้ทุกคนรักกัน ให้ทุกคนทำหน้าที่ด้วยความสุจริตซื่อตรง ซึ่งหมายความ ว่าทั้งรัฐบาล สนช. รวมถึงพรรคการเมือง และนักการเมือง ทุกคน ทุกฝ่าย มีหน้าที่ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อให้ประเทศเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ที่สมบูรณ์อย่างถูกต้องและมั่นคง นักการเมืองต้องนึกถึงความสามัคคี ปรองดอง ต้องไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดคิดร้ายหรือคิดไม่ดีกับประเทศชาติและรัฐธรรมนูญ ส่วนผู้มีอำนาจต้องพิจารณาดูจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรมได้เท่าที่ไม่กระทบต่อความมั่นคง และไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง

พท.เร่งปลดล็อกจะได้เตรียมตัว

ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้ว คสช.ควรเร่งปลดล็อกพรรคการเมืองโดยเร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นอาจส่งผลให้พรรคการเมืองเก่า โดยเฉพาะพรรคเล็กไม่สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ทันตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด เช่น การระดมทุน การสำรวจสมาชิกพรรค และจัดตั้งสาขาพรรคให้ครบตามจำนวนที่กำหนด โดยไม่สามารถอ้างเรื่องการติดล็อกทางการเมืองได้ การดำเนินการต่างๆต้องทำโดยผ่านที่ประชุมพรรค เมื่อ คสช.ยังไม่ปลดล็อก การเรียกประชุมสมาชิกพรรคจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าดำเนินการไม่ทันก็ไม่มีสิทธิส่งผู้สมัคร อาจต้องยุบพรรคหรือตั้งพรรคใหม่ และไม่มีสิทธิได้รับเงินอุดหนุนจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองอีก ดังนั้น คสช.ควรเร่งพิจารณาเรื่องปลดล็อก เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในการแข่งขัน

“เรืองไกร” แซะ “บิ๊กป๊อก” ลืมง่าย

อีกเรื่อง นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา ว่า จากการตรวจสอบรายละเอียด เรื่องดังกล่าวต้องย้อนไปตั้งแต่ปี 2558 ที่ ปภ.มีหนังสือขอจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแบบติดตั้ง เครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา และเครื่องวัดระดับแอลกอฮอล์ โดยที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ซึ่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน มีหนังสือออกมาโดยแนบผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและมาตรการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน วุฒิสภา ยืนยันว่า เครื่องตรวจจับความเร็วที่เสนอซื้อตอนนั้นในราคา 900,000 บาท แพงเกินไป และ พล.อ.อนุพงษ์ยังมีความเห็นเพิ่มเติมว่า เครื่องตรวจจับความเร็วที่ตำรวจต้องการราคาอยู่ที่ 130,000 บาท ไม่ต้องตรวจจับได้ถึง 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงมีการอนุมัติเพียงเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ แต่พอปลายปีงบประมาณ 2560 กลับมีการของบจัด ซื้ออีกแม้จะลดราคาลงมาเหลือ 600,000 กว่าบาท ก็ยังถือว่าแพงและเกินความจำเป็นที่ผู้ใช้งานต้องการ พล.อ.อนุพงษ์ลืมความเห็นของตัวเองไปแล้วหรือ วันนี้เมื่อยังไม่ได้จัดซื้อ ก็อยากให้กลับไปพิจารณาทบทวน นำเงินงบประมาณไปใช้อย่างอื่นที่คุ้มค่าดีกว่า

“นิพิฏฐ์” กระทุ้งจิตสำนึก คสช.

ส่วนกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งแต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานใน คสช.เพิ่มเติมนั้น นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องแบบนี้อยู่ที่จิตสำนึกของแต่ละคน ต้องคิดดูว่าเป็นการแต่งตั้งเพื่อประโยชน์ของวงศาคณาญาติ หรือแต่งตั้งเพื่อประโยชน์ทางราชการ แบบนี้มีลักษณะผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองขณะนี้เขาห้ามผลประโยชน์ทับซ้อน ถ้าเลือกคนอื่นได้โดยมีความสามารถเท่ากัน ก็ควรเลือก หรือให้โอกาสคนอื่นมาทำหน้าที่ก่อน อย่างที่บอกมันแล้วแต่สำนึกความรับผิดชอบ เพราะในสมัยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีคนเอาลูกเอาหลานเข้ามาเหมือนกัน แต่ถูกตรวจสอบจนระยะหลังไม่มีใครกล้าแต่งตั้งวงวานว่านเครือตัวเอง แต่ในระบบที่มาจากการยึดอำนาจ ไม่มีการตรวจสอบ เขาไม่กลัว ก็ตั้งไป

เหน็บยุคปฏิรูปแม่ปูสอนลูกปู

นายนิพิฏฐ์กล่าวอีกว่า ไม่รู้จะพูดอย่างไร ถามว่าควรหรือไม่ควรดีกว่า ที่จริงไม่ควร เพราะยุคนี้เป็นยุคปฏิรูป คือเวลาหายใจเข้าเราก็บอกปฏิรูปหายใจออกยาวๆเราก็พูดเรื่องปฏิรูป แต่แบบนี้เราหายใจเข้าลึกๆเราแต่งตั้งลูก หายใจออกยาวๆเราแต่งตั้งหลาน จึงไม่น่าเป็นยุคของการปฏิรูป เคยวิพากษ์วิจารณ์ว่าระบบการเมืองเมื่อก่อนไม่ดีจึงต้องปฏิรูป ดังนั้นผู้นำการปฏิรูปต้องทำตนเป็นตัวอย่าง เดี๋ยวจะกลายเป็นแม่ปูสอนลูกปูให้เดิน

คสช.แค่ปลดล็อกแบบแง้มๆ

นายนิพิฏฐ์ยังกล่าวถึงสถานการณ์การเมืองหลังจากนี้ ว่า คิดว่า คสช.คงปล่อยให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ในบางเรื่อง แต่คงไม่ปล่อยหมด เช่น การประชุมพรรคเพื่อแก้ไขข้อบังคับพรรค คงเปิดโอกาสให้ทำได้ แต่การทำกิจกรรมทางการเมืองอื่น คิดว่าเขาคงไม่เปิดให้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม บอกแล้วว่ากฎหมายยังออกไม่หมดก็ยังไม่ปลดล็อกให้ ส่วนจะมีการเลือกตั้งในปลายปี 2561 จริงหรือไม่ เราต้องเชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหนน้า คสช. เป็นหลักไว้ก่อน เพราะถ้าคลาดเคลื่อนไปจากนั้นนายกฯ ต้องเป็นผู้อธิบาย

แฉตั้ง “ลูกสาวมีชัย” นั่งรองเลขาฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อประชาชน (ไอลอว์) ได้เผยแพร่เนื้อหาคำสั่ง คสช. แต่งตั้งผู้ปฏิบัติงานใน คสช. เมื่อวันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า ตามคำสั่งฉบับนี้มีการแต่งตั้งรองเลขาธิการที่ปรึกษา โฆษก ฯลฯ ประจำตัวของผู้ดำรงตำแหน่งใน คสช.จำนวน 34 คน โดยเป็นทหาร และตำรวจ 31 คน เป็นผู้หญิงอยู่เพียง 3 คน สำหรับรายชื่อบุคคลที่น่าสนใจ เช่น พล.อ.วลิต โรจนภักดี ปัจจุบันเป็นสมาชิก สนช. ถูกตั้งเป็นรองเลขาธิการฯ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา นางมยุระ ช่วงโชติ บุตรสาวนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ถูกตั้งเป็นรองเลขาธิการของมีชัย และตั้ง พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เป็นโฆษก คสช. โดยตามประกาศ คสช.ที่ 93/2557 กำหนดให้ตำแหน่งเหล่านี้มีเงินเดือนประจำ โดยเทียบเคียงกับอัตราเงินเดือนของข้าราชการการเมือง เช่น ตำแหน่งรองเลขาธิการประจำผู้ดำรงตำแหน่งใน คสช. เทียบเท่ารองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง รับเงินเดือน 47,500 บาท ตำแหน่งที่ปรึกษาประจำตัวผู้ดำรงตำแหน่งใน คสช. เทียบเท่า ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี รับเงินเดือน 40,000 บาท ตำแหน่งโฆษกประจำ คสช. เทียบเท่าโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับเงินเดือน 40,000 บาท ตำแหน่งประจำ คสช. เทียบเท่าตำแหน่งประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับเงินเดือน 21,500 บาท

“ถาวร” สุดอั้นจี้ “บิ๊กตู่” เร่งแก้ยางตก

วันเดียวกัน นายถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำ กปปส. โพสต์ เฟซบุ๊กถึงปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ว่า เสร็จจากงานเศร้าโศกเสียใจ เรามาหาสาเหตุความเดือดร้อนของชาวสวนยางพารา และหาวิธีการแก้ไขให้พี่น้องเกษตรกร จากสภาพปัญหาช่วง 3 เดือนแรกของปี 2560 ราคายางปรับตัวสูงขึ้นจนน่าพอใจระดับหนึ่ง แต่หลังจากนั้นไม่ได้รักษาระดับราคาไว้เลย ปัจจุบันราคาถือว่าต่ำมาก ขายยางแผ่นดิบได้ที่ 40 บาท/กก.เท่านั้น ขณะที่ต้นทุนอยู่ที่ 60 บาท/กก. และกำลังถอยลงเรื่อยๆ จนเกษตรกรชาวสวนยางเดือดร้อนมีผลต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมอย่างน่าเป็นห่วง ขณะที่อุปสงค์ อุปทาน ถือว่ายังปกติ ตามประมาณการของ IRSG ยังมีปริมาณการใช้ยังสูงกว่าปริมาณการผลิตด้วยซ้ำ

สวดแหลก กยท.สุดห่วยไร้ฝีมือ

นายถาวรกล่าวว่า สำหรับสาเหตุปัญหาพอประมวลได้ดังนี้ ปริมาณยางมีในสต๊อกผู้ใช้สูง จึงไม่จำเป็นต้องซื้อยางเข้าสต๊อกตอนนี้ ขณะที่ผู้ประกอบการขายยางล่วงหน้าไว้ในปริมาณที่มาก และราคาไม่สูงจึงต้องออกมาซื้อในราคาที่ไม่ให้สูงกว่าต้นทุนขาย ส่วนบริษัทร่วมทุนที่รัฐบาล โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ดำเนินกิจการไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ขาดประสิทธิภาพ ทำให้ยางแผ่นรมควัน ที่ซื้อไว้เป็นหมื่นตันบางส่วนเกิดความเสียหาย ทำให้ยางค้างอยู่ในตลาดกลางกินพื้นที่ตลาด จนไม่สามารถเปิดตลาดได้ ต้องปิดตลาด และถูกพ่อค้านอกตลาดกดราคา ความเอาใจใส่ของรัฐบาลไม่จริงจัง หวังพึ่งพาเพียงบริษัทร่วมทุนฯ ไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมบริษัทร่วมทุนฯ ขณะที่รัฐบาลไม่มีมาตรการอื่นเพิ่มเติม ทำให้สถานการณ์ราคายางแย่ลงเรื่อยๆ

ขอนายกฯสั่งกำชับหน่วยงานรัฐ

นายถาวรกล่าวต่อว่า ในฐานะอยู่ใกล้ชิดเกษตรกร ชาวสวนยาง รู้สึกอึดอัดกับแนวทางแก้ปัญหาของรัฐบาล จึงขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาแก่รัฐบาล ดังนี้ ทบทวนโครงสร้างของบริษัทร่วมทุนฯ ให้สนองตอบโจทย์ความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยางมากกว่านี้ ควรนำผลการประชุมบริษัทร่วมทุน 3 ประเทศ (ITRC) ระดับรัฐมนตรีครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ก.ย.2560 มาเข้าสู่โหมดการปฏิบัติ กองการยาง กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ต้องสร้างบทบาทในฐานะผู้รับผิดชอบตาม พ.ร.บ.ควบคุมยาง ออกมาควบคุมราคาส่งออกยางของพ่อค้าที่แข่งกันเสนอขายต่างประเทศในราคาต่ำ แล้วมากดราคารับซื้อจากเกษตรกร โครงการเพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศไม่เป็นรูปธรรม นายกฯควรลงมาขันนอตหลายรอบ ที่ผ่านมามีแต่มติคณะรัฐมนตรีให้หน่วยงานนำยางพาราไปใช้ แต่มีอยู่ในกระดาษเท่านั้น หน่วยงานต่างๆไม่มีความจริงใจและจริงจังที่จะนำยางพาราไปใช้ ถ้านายกฯยังไม่ใช้สภาพบังคับลงโทษหน่วยงานที่เพิกเฉย จะเป็นสภาพการอย่างนี้ตลอดไป จึงขอให้ใช้ความเด็ดขาดสั่งการไปยังหน่วยงานต่างๆ ให้นำยางพาราไปใช้อย่างจริงจัง