วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มุ่งมั่น“คำสอนพ่อ”สานต่อพระราชปณิธาน : แปรความอาลัย เป็นพลังแผ่นดิน

ผ่านวันเวลาแห่งความยากลำบาก

26 ตุลาคม 2560 จารึกประวัติศาสตร์ที่พสกนิกรชาวไทยกว่า 70 ล้านคน ต้องน้ำตานองแผ่นดิน

ในอารมณ์ใจหาย ระคนอาการตื้นตันล้นหัวใจ กับบรรยากาศพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

องค์พ่อของแผ่นดินผู้เปรียบประดุจชีวิตจิตใจของลูกไทยทั้งประเทศ

ตามปรากฏเชิงประจักษ์ คนไทยรัก “พ่อภูมิพล” มากแค่ไหน พิสูจน์ได้จากภาพประชาชนจากทั่วทุกสารทิศมุ่งสู่ท้องสนามหลวงเป็นจุดหมายเดียวกัน

เตรียมตัวเดินทางมากันล่วงหน้า 3-4 วัน

อาศัยนั่ง ยืน นอนตามฟุตปาทริมถนน ยอมตากแดดตากฝนรอแบบข้ามวันข้ามคืนเพื่อรอคิวเข้าจุดคัดกรอง ร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “ในหลวงรัชกาลที่ 9”

หวังได้เข้าเฝ้าฯ อย่างใกล้ชิดเป็นครั้งสุดท้าย

ต่างสะท้อนเป็นเสียงเดียวกัน ลำบากแค่นี้ทนได้ เมื่อเทียบกับพ่อของแผ่นดินที่ทรงเสียสละตรากตรำพระวรกายมากว่า70 ปี ทำให้ประชาชนคนไทยได้สุขสบาย

แดดฝนมิอาจสกัดกั้นความอาลัยรักพ่อ

โดยสถานการณ์ที่อยู่ในสายพระเนตรพระกรรณ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพย วรางกูร “ในหลวงรัชกาลที่ 10” ทรงห่วงใยพสกนิกรที่เข้าร่วมพระราชพิธี

พระราชทานเบาะรองนั่งและพัดลมเพื่อบรรเทาปัญหาพื้นที่ร้อนระอุ

พร้อมรับสั่งผ่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. และ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ขอให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อประชาชนที่เข้าร่วมพระราชพิธีให้ดี

อย่าไปดุ ไปเข้มงวดกับเขามากนัก

สะท้อนถึงพระเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณของ “ในหลวงรัชกาลที่ 10” ที่ทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์ ทรงใส่พระทัยในรายละเอียดปลีกย่อยที่เกี่ยวกับทุกข์สุขของราษฎร

มีการสั่งการให้ขยายพื้นที่เพิ่มเติมรองรับประชาชนตามที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใย เพื่อนำประชาชนที่ติดค้างบริเวณจุดคัดกรองเป็นจำนวนมากเข้ามาพื้นที่ภายในให้ได้มากที่สุด

ทำให้ประชาชนเรือนแสนได้มีโอกาสเข้าร่วมพระราชพิธี และชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศอัญเชิญพระบรมโกศไปยังท้องสนามหลวงตามโบราณราชประเพณี

เป็นภาพความสวยงามที่เหนือคำบรรยาย ความวิจิตรแห่งสยามประเทศปรากฏสู่สายตาทั่วโลก

บ่งบอกถึงความผูกพันของคนไทยกับสถาบันกษัตริย์อย่างแนบแน่น

และอีกปรากฏการณ์ที่นับหมื่นนับแสนคำก็ยากบรรยาย กับภาพของประชาชนกว่า 20 ล้านคนหลั่งไหลกันร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ทั้งในส่วนกลางที่มีการจัดจุดวางดอกไม้จันทน์ไว้กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดทั่วประเทศที่มีการจัดตั้งพระเมรุมาศจำลอง

แต่รองรับพสกนิกรได้ไม่หมด จนต้องมีการขยายเวลาให้

เป็นอะไรที่คนไทยพร้อมใจกันทั้งประเทศ โดยมิได้นัดหมาย

ไม่นับ “จิตอาสา” ที่กระจายตัวไปทุกพื้นที่ ในอารมณ์ที่ทุกภาคส่วน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงประชาชนทั่วไป ต่างเสนอตัวเป็น “ผู้ให้” โดยไม่หวังผลตอบแทน

แบบที่ “พ่อของแผ่นดิน” ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง

รถ เรือ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง อาสารับส่งประชาชนที่เดินเข้าร่วมพระราชพิธี อาหาร น้ำดื่ม สิ่งของเครื่องใช้ แจกจ่ายกันแบบไม่มีวันหมด

ทั้งเศรษฐี ยาก ดี มี จน สะกดคำว่า “เสียสละ” เป็นทั้งนั้น

เป็นภาพความงดงามที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกกายและภายในจิตใจ

ลูกๆชาวไทยน้อมใจกันทั้ง 70 ล้านดวง ส่งพ่อกลับคืนสู่สวรรค์

และแม้วันนี้ “พ่อ” ไม่อยู่ให้เห็นในรูปพระวรกายแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน ตามภาพที่คลื่นพลังคนไทยส่งพ่อคืนสู่สวรรคาลัย

มันคือ “พลังแฝง” ที่ยิ่งใหญ่กว่าแสนยานุภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์ของชาติมหาอำนาจ

เป็นปรากฏการณ์เชิงประจักษ์ว่า พลังศรัทธาประชาชนเป็นพลังที่เหนืออำนาจทั้งปวง

นั่นหมายถึงว่า “องค์พ่อภูมิพล” ไม่ได้จากลูกไปไหน

ธ สถิตเป็น “พลังแผ่นดิน” ของประเทศไทยอย่างถาวร

นับเป็นสมบัติล้ำค่าที่ “พ่อ” มอบเป็นมรดกไว้ให้

มันคือพลังที่สามารถใช้เป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนประเทศให้เดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง

ซึ่งแน่นอน ตามสถานะรัฐบาลโดยการนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคสช. คือหน่วยแรกที่จะต้องนำพาสิ่งที่พ่อได้ทิ้งคุณูปการไว้ให้ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

นำข้าราชการ ประชาชนทั่วไปได้ดำเนินวิถีตามแบบอย่าง

ยึดคำสอนของ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” เป็น “แผนที่” ก้าวข้ามช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศ

ปรับใช้ได้ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม

เบื้องต้นเลย โครงการหลวงกว่า 4,000 โครงการ ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่า สามารถพลิกฟื้นความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ช่วยคนยากคนจนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

เป็นแนวทางในการเสริมเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้ขับเคลื่อนได้อย่างมั่นคงแข็งแรง

ขณะที่แนวพระราชดำริเรื่องความ “พอเพียง” ก็ไม่ได้หมายถึงเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น แต่สามารถปรับใช้ได้กับทุกเรื่องที่ต้องอยู่บนหลักของความพอเหมาะพอดี

ไม่สุดโต่งจนเกิดผลกระทบกับตัวเองและสังคมประเทศชาติ

โครงการหลวงฟื้นคุณภาพชีวิตด้วยความพอเพียง “พ่อ” ปูพื้นฐานไว้ให้แน่นแล้ว

แม้กระทั่งแนวพระราชดำรัสที่พระราชทานในวาระต่างๆ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นแนวทางของปราชญ์สามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต ทั้งในมุมส่วนตัว ครอบครัว ไปจนถึงระดับประเทศ

เป็นกรอบปฏิบัติตน จากหน่วยย่อยไปจนถึงหน่วยใหญ่ของสังคม

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ “ความเพียร” การเน้นให้รู้จัก “เสียสละ” เป็นตัวอย่างให้เห็นในเรื่องของความ “มัธยัสถ์อดออม” การสอนให้หมั่นทำ “ความดี” การบอกให้คนไทย “รู้รักสามัคคี” ฯลฯ

เหล่านี้ล้วนแต่เป็น “ธรรม” ในการครองตน

จุดเริ่มต้นของคนดีนำไปสู่สังคมประเทศที่ดี

หรือแม้แต่เรื่องของการส่งเสริมให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้

ตามความหมายก็คือแนวทางในการเลือกผู้บริหารที่ดีปกครองบ้านเมือง

ทุกเรื่องที่ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” สอน ล้วนแต่แฝงหลักการในการทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง

มุ่งให้ประชาชนคนไทยอยู่กันอย่างมีความสุข

ถึงวันที่ลูกๆคนไทยต้องดำเนินตามสิ่งที่พ่อของแผ่นดินได้มอบมรดกไว้

อย่าให้น้ำตาแห่งความอาลัยรักต้องสูญเปล่า

ทั้งหมดทั้งปวงก็เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านแผ่นดิน “รัชกาลที่ 9” เป็นไปโดยสมบูรณ์

และต่อเนื่องถึงรัชกาลใหม่ ตามพระราโชบายที่ “ในหลวงรัชกาลที่ 10” ได้ทรงสานต่อพระราชปณิธานพระราชบิดา

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ “จิตอาสา” แนวทางในการให้ประชาชนรู้จักการเสียสละ พร้อมๆกับฟื้นบรรยากาศความรักความสามัคคีให้กลับคืนมาในสังคมไทย

รวมถึงการปลูกฝังความมีวินัย ฝึกความเป็นระเบียบเรียบร้อยของคนในชาติ

นี่คือโอกาสที่คนไทยทุกหมู่เหล่าจะได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

ในวันที่ “พ่อภูมิพล” ได้แปรเป็น “พลังแผ่นดิน”

ห้วงรอยต่อสำคัญ ต้องใช้มรดกล้ำค่าที่พ่อทิ้งไว้ให้

พาชาติก้าวต่อไปอย่างมั่นคงสถาพร.

“ทีมการเมือง”