วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'ร.10' เสด็จเก็บพระบรมอัฐิ-ยอดพสกนิกรถวายดอกไม้จันทน์ 19 ล้านคน

มท.1เผยยอดพสกนิกร ร่วมถวายดอกไม้จันทน์ ทั่วประเทศ‘19ล้านคน’


สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเก็บพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ทรงถวายน้ำพระสุคนธ์สรงพระบรมอัฐิ เก็บพระบรมอัฐิประมวลลงพระโกศทองคำลงยาประดับเพชร แล้วอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิประดิษฐานในบุษบกพระที่นั่งราเชนทรยาน ในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่ 4 ยาตราเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง รวมทั้งทูลเกล้าฯ ถวาย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 และพระราชทานพระบรมวงศานุวงศ์ ประชาชนที่ยังเฝ้ารอชมพระราชพิธีข้ามวันข้ามคืน หลั่งน้ำตาสะอื้นไห้อีกครั้งหลังเห็นพระโกศพระบรมอัฐิ เผยนาทีถวายพระเพลิงพระบรมศพ (จริง) พสกนิกรปล่อยโฮหน้าพระเมรุมาศหลังเห็นควันไฟจากพระเมรุมาศ ก้มกราบกับพื้นถวายบังคมทูลลา ยอดทั่วประเทศกว่า 19 ล้านคน นายกรัฐมนตรีเผยศิลปิน ดนตรีต่างชาติแต่งเพลงยกย่องรัชกาลที่ 9 ว่าทรงเป็น ดั่งแสงสว่างที่ไม่เคยดับในใจคนไทยและชาวต่างชาติในไทยปลื้มปีติพระราชพิธีสง่างามสมพระเกียรติ แนะแม้ยังขมขื่นโศกเศร้า แต่ขอให้เข้มแข็งและแปรเปลี่ยนความเหน็บหนาวใจเป็นพลังแห่งความศรัทธา

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่มีขึ้นอย่างสมพระเกียรติ ได้เสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อคืนวันที่ 26 ตุลาคม 2560 ท่ามกลางความโศกเศร้าของปวงชนชาวไทยในการจากลาพระมหากษัตริย์ และยังมีความคิดถึงความอาลัย “รัชกาลที่ 9” ไม่เสื่อมคลาย แม้พระองค์จะเสด็จสู่สรวงสวรรค์ชั้นฟ้าแล้ว โดยพสกนิกรได้รวมตัวมาร่วมถวายดอกไม้จันทน์ น้อมถวายบังคมกราบทูลลาส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยในวันถวายพระเพลิงพระบรมศพนับล้านคน พร้อมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ที่ปวงราษฎร์ต้องจารึกไว้ในใจตราบนิรันดร์

ร.10 เสด็จเก็บพระบรมอัฐิ

อีกหนึ่งพระราชพิธีสำคัญในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีขึ้นภายหลังพระราชพิธีถวายพระเพลิง คือ พระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิ ทั้งนี้ เมื่อเวลา 08.40 น. วันที่ 27 ตุลาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ไปยังพระที่นั่งทรงธรรม มณฑลพิธีท้องสนามหลวง การนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า พัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี และท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม พระภาคิไนย (หลานน้า) ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช คุณพลอยไพลินและคุณสิริกิติยา เจนเซ่น พระธิดาในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ เฝ้ารับเสด็จ

ถวายน้ำพระสุคนธ์สรงพระบรมอัฐิ

จากนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นยังพระเมรุมาศ เจ้าพนักงานภูษามาลาเปิดผ้าเยียรบับที่ถวายคลุมพระบรมอัฐิ พระบรมราชสรีรางคาร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถวายน้ำพระสุคนธ์สรงพระบรมอัฐิแล้ว เจ้าพนักงานถวายผ้าเยียรบับปิดคลุมพระบรมอัฐิ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยสำหรับพระบรมอัฐิบูชาพระสงฆ์ แล้วทรงทอดผ้าไตร 3 หาบ วางบนผ้าเยียรบับที่ปิดคลุมพระบรมอัฐิที่พระจิตกาธาน สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ 9 รูป ขึ้นสดับปกรณ์ที่พระจิตกาธานครั้งละ 1 รูป จนครบ 9 รูป เจ้าพนักงานภูษามาลาถวายเปิดผ้าเยียรบับคลุมพระบรมอัฐิ ทรงเก็บพระบรมอัฐิสรงพระสุคนธ์ในขันทองคำ แล้วประมวลลงในพระโกศทองคำลงยาประดับเพชร รวม 6 พระโกศ

พระราชทานพระโกศฯพระบรมวงศ์

สำหรับพระโกศเก็บพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 6 พระโกศ มีดังนี้คือ พระโกศพระบรมอัฐิที่จะนำไปประดิษฐานบนพระวิมานพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระโกศทรงพระบรมราชอัฐิ ที่จะทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชทานแก่พระบรมวงศ์ คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน ราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี รวมถึงพระโกศทรงพระบรมอัฐิ ที่จะทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 ขณะที่พระสรีรางคาร เจ้าพนักงานได้ประมวลลงในพระผอบโลหะปิดทอง 2 องค์ สำหรับอัญเชิญไปประดิษฐานที่พระถํ้าศิลา ที่ฐานพุทธบัลลังก์ ที่พระประธานพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และสำหรับอัญเชิญไปยังฐานพุทธบัลลังก์ พระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

อัญเชิญประดิษฐานในพระบุษบก

เสร็จแล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้าพนักงานภูษามาลาอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิลงจากพระเมรุมาศไปยังพระที่นั่งทรงธรรม เจ้าพนักงานภูษามาลาอัญเชิญพระบรมอัฐิประดิษฐานในพระบุษบกเหนือ พระแท่นแว่นฟ้า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดธูปเทียนเครื่องราชสักการะพระบรมอัฐิ แล้วทรงประเคนโตกสำหรับภัตตาหาร 3 หาบ รับพระราชทานฉัน เสร็จแล้วเสด็จฯไปถวายเครื่องสังเค็ดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพแด่พระสงฆ์ 3 หาบ และพระสงฆ์ 30 รูป พระสงฆ์อนุโมทนา ถวายอดิเรก จากนั้นพระสงฆ์อีก 30 รูป ขึ้นนั่งยังอาสนสงฆ์ สวดมาติกา ทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์ สดับปกรณ์พระบรมอัฐิ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก

อัญเชิญเข้าพระบรมมหาราชวัง

จากนั้นเจ้าพนักงานภูษามาลาอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิจากพระที่นั่งทรงธรรม ขึ้นประดิษฐานในบุษบกพระที่นั่งราเชนทรยานและอัญเชิญพระผอบพระบรมราชสรีรางคารประดิษฐานในบุษบกพระที่นั่งราเชนทรยานน้อยเข้าไปยังพระบรมมหาราชวังด้วยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่ 4 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จตามพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยาตราขบวนพระบรมราชอิสริยยศอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิพระบรมราชสรีรางคาร

พระผอบพระราชสรีรางคารพักไว้

ขบวนพระบรมราชสรีรางคารแยกเข้าวัดพระศรี รัตนศาสดารามทางประตูเกยหลังวัด อัญเชิญพระผอบพระบรมราชสรีรางคารพักไว้ที่พระศรีรัตนเจดีย์ ขบวนพระบรมราชอิสริยยศอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิเข้าประตูพิมานไชยศรี เทียบพระที่นั่งราเชนทรยานที่พระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวเสด็จขึ้นทรงรับที่พระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท เจ้าพนักงานภูษามาลาอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิจากพระที่นั่งราเชนทรยานขึ้นพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ประดิษฐานที่บุษบกแว่นฟ้า เมื่อประดิษฐานพระโกศพระบรมอัฐิเรียบร้อยแล้ว สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย ถวายราชสักการะพระบรมอัฐิแล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ

พสกนิกรรอชมเก็บพระบรมอัฐิ

ขณะที่บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ด้านทิศเหนือ พสกนิกรจำนวนมากได้เข้ามาจับจองพื้นที่ตั้งแต่เช้าตรู่ โดยบางส่วนยังคงปักหลักค้างคืนอยู่บริเวณดังกล่าว เพื่อรอเข้าร่วมพระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิและชมริ้วขบวนอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิและพระผอบพระบรมราชสรีรางคาร จากท้องสนามหลวง ไปยังพระบรมมหาราชวัง ตลอดเวลาที่มีการประกอบพระราชพิธี ประชาชนที่อยู่ด้านนอกได้พนมมือขึ้นไหว้ ส่งจิตรำลึกถึง “ในหลวงรัชกาลที่ 9” เสมือนอยู่ในพระราชพิธี บางคนถึงกับร่ำไห้ด้วยยังอาลัยอย่างสุดซึ้ง

เห็นขบวนเคลื่อนผ่านปล่อยโฮ

ต่อมาเวลา 10.55 น. ขบวนอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิ และผอบพระบรมราชสรีรางคาร ยาตราผ่านหน้าประชาชน ทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือคนชราที่นั่งน้ำตาไหลด้วยความอาลัย ได้พร้อมใจกันก้มกราบกับพื้นอย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัดและนั่งตากแดดอยู่นานหลายชั่วโมง แต่ทุกคนต่างมีจิตใจที่มั่นคงด้วยความจงรักภักดี หลายคนต่างปล่อยโฮส่งเสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้น พร้อมกับนำพระบรมฉายาลักษณ์ที่บางรายนำติดตัวมาจากบ้านกอดไว้แนบหน้าอก เหมือนกับไม่ต้องการให้จากไปไหน

สองแม่ลูกจอมอึดรอร่วมพิธี

นางเนตร วรวงศ์เธอ อายุ 48 ปี ชาว จ.นนทบุรี หนึ่งในพสกนิกรที่เข้าร่วมพระราชพิธีดังกล่าวเปิดเผยว่า มาตั้งแต่เช้าวันที่ 25 ต.ค. กับน้องต้นหลิว ลูกสาววัย 8 ขวบ เข้ามาจับจองพื้นที่ด้านทิศเหนือของสนาม หลวง ตั้งแต่เที่ยงคืนเป็นต้นมา ปักหลักกินนอนอยู่กลางสนามหลวง 3 วัน 2 คืน เพราะต้องการที่จะอยู่ร่วมพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพทุกขั้นตอน ได้นอนวันละประมาณ 2 ชั่วโมง ต้องตากแดดตากฝนเปียกปอนไปหมด ตนและลูกต้องอดทนไม่ย่อท้อ น้องหลิวเองก็ไม่เคยปริปากบ่นร้อนหรืออยากลับบ้าน เพราะเขารักในหลวงรัชกาลที่ 9 และตั้งใจมาส่งเสด็จพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย

ไม่มีอีกแล้วพระร่มโพธิ์แก้ว

ขณะที่ ร.ต.อ.พิชัย จันทร์ประคอง อายุ 58 ปี นายตำรวจ สภ.เขาพนม จ.กระบี่ กล่าวว่า มากับภรรยาตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. ปักหลักค้างคืนอยู่ที่สนามหลวง กินนอนอยู่ในสนามหลวง ไม่ได้ออกไปไหน แม้ว่าจะต้องอดตาหลับขับตานอน ท่ามกลางอากาศที่แปรปรวน แต่ไม่เคยท้อถอย เพราะต้องการตอบแทนพระคุณของพระองค์ที่มีต่อคนไทยทั้งแผ่นดิน เมื่อคืนได้เห็นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ แม้ว่าจะทำใจไว้แล้ว แต่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริงอดเศร้าใจจนน้ำตาไหลไม่ได้ รู้สึกเศร้าใจและใจหาย

ถือเป็นบุญได้ร่วมส่งเสด็จ

นางทองเยี่ยม ศรศรี อายุ 64 ปี ชาว อ.แก่งคอย จ.สระบุรี พร้อมนางชุม ศรีหาญ อายุ 64 ปี จาก อ.ปัว จ.น่าน และเพื่อนวัยเดียวกัน ที่มานั่งรอชม มานั่งรอรับเสด็จและร่วมชมพิธีเก็บพระบรมอัฐิพระบรมราชสรีรางคารอยู่ที่สนามหลวง นางทองเยี่ยมกล่าวว่า มาร่วมพระราชพิธีตั้งแต่เย็นวันที่ 24 ต.ค. โดยอยู่บริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และย้ายมาที่หน้า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กระทั่งวันที่ 26 ต.ค. เข้ามาอยู่บริเวณท้องสนามหลวงฝั่งทิศเหนือ ได้เห็นพระเมรุมาศอย่างชัดเจน ถือว่ามีบุญมาก อยู่กลางแดดกลางฝน ไม่ได้อาบน้ำมา 4 วัน แต่อดทนได้ เพื่อรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใย มีอาหารและน้ำพระราชทานมาแจกอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีทีมแพทย์พยาบาลมาคอยดูแล ได้รับบริการดูแลอย่างดีจากจิตอาสา ถือว่ามีบุญมากที่ได้มาร่วมพิธี

ทรงรักประชาชนเสมือนลูก

นายเส้ง ผลใหม่ อายุ 85 ปี ชาว จ.นครศรีธรรมราช ที่มาร่วมชมพระราชพิธีถวายพระเพลิงและเก็บพระบรมอัฐิ กล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า รู้สึกปีติที่ได้มาร่วมงานเก็บพระบรมอัฐิในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านเป็นพ่อที่เรารัก ทรงมีคุณธรรม มีศีลธรรม ปกครองประชาราษฎร์เหมือนพ่อรักลูก ทรงสร้างเขื่อนทำให้ประชาชนที่ขาดการศึกษาได้ รู้มีน้ำกิน น้ำใช้ เดินทางมาจาก จ.นครศรีธรรมราช ตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค. ตากฝนจนป่วยและเป็นลมแต่ไม่ท้อ เพราะอยากส่งเสด็จฯท่านให้ถึงที่สุดตั้งใจว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมาให้ได้

น้ำตาร่วงเห็นภาพเก็บพระบรมอัฐิ

ส่วนในช่วงเช้า ถนนรอบนอกสนามหลวง และถนนราชดำเนิน รวมทั้งบนสะพานสมเด็จพระปิ่น เกล้ายังคงปิดการจราจร ประชาชนต้องใช้การเดินเท้ามาในพื้นที่ โดยที่บริเวณพระเมรุมาศจำลอง ข้างสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเก่า ถนนราชดำเนิน ยังมีประชาชนจำนวนมาก เข้ามาถ่ายภาพกับพระเมรุมาศจำลอง และนั่งดูการถ่ายทอดพระราชพิธีเก็บพระบรม อัฐิและริ้วขบวนอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิไปยังพระบรมมหาราชวังจากจอมอนิเตอร์ขนาดยักษ์ และเมื่อทุกคนได้เห็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงบรรจุพระบรมอัฐิลงในพระโกศได้พากันร่ำไห้น้ำตานองหน้าและกราบลงบนพื้น จากนั้นได้รอเฝ้าเสด็จกลับผ่านถนนราชดำเนิน ต่อมาในช่วงบ่ายได้เปิดการจราจรให้รถสามารถวิ่งผ่านได้

ประชาชนแน่นศาลหลักเมือง

ขณะที่บริเวณทางเท้าหน้าศาลฎีกา ศาลหลักเมือง ตลอดจนริมกำแพงพระบรมมหาราชวัง ถนนหน้าพระลาน มีประชาชนมาจับจองพื้นที่ ชมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศที่ 4 ด้วยความอาลัยกันอย่างเนืองแน่น หลายคนยังไม่คลายจากความโศกเศร้าหลังจากต้องสูญเสียพระราชาผู้เป็นที่รักยิ่งของคนไทยทั้งประเทศไปตลอดกาล

น.ส.โชติกาล ยะปะเตา อายุ 40 ปี จาก กทม. กล่าวว่า ในวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพไปถวายดอกไม้จันทน์ที่วัดหลักสี่ แล้วกลับมาสวดมนต์และรอติดตามการถ่ายทอดสด แต่ปรากฏว่าไม่มีถ่ายทอด แต่ได้เห็นภาพบรรยากาศในโซเชียลมีเดียที่สนามหลวง วินาทีที่ได้เห็นควันออกมาจากพระเมรุมาศ รู้สึกใจหาย น้ำตาก็ไหลออกมา ถึงแม้ไม่ได้เข้าไปอยู่ตรงนั้นก็ตาม คืนนั้นรู้สึกไม่อยากหลับ สิ่งแรกที่คิดคือต้องมาร่วมชมริ้วขบวนฯให้ได้ เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และตั้งใจจะนำคำสอนของพระองค์มาปฏิบัติ ในเรื่องการทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด และการทำความดี ที่ผ่านมาเราอยู่ในสังคม เหมือนต่างคนต่างอยู่ แต่เหตุการณ์เกิดขึ้น เราได้เห็นทุกคนมีน้ำใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อตอบแทนพ่อของแผ่นดิน

นำศาสตร์พระราชาสอนนักเรียน

นางกุลรภัส อัครโชคอุดม อายุ 55 ปี จาก จ.นครราชสีมา กล่าวว่า เป็นความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้ชมริ้วขบวน ที่ 2 และ 4 และรู้สึกเสียใจเป็นที่สุด จากนี้ไปจะไม่มีพระองค์อีกแล้ว พระองค์ท่านเป็นเหมือนพ่อที่ดูแลลูกๆทุกคนให้มีความเป็นอยู่ที่ดี ตนมีอาชีพเป็นครู จึงขอตั้งใจนำทุกเรื่องของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปบอกเด็กๆให้รู้ว่าประเทศไทยมีพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ที่ทรงงานเพื่อชาวประชาอย่างไม่มีวันหยุด

แม่เฒ่าจากพัทลุงมาร่วมส่งเสด็จ

นางเคลื่อน บุษบงค์ อายุ 90 ปี ชาว อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง นั่งอยู่ด้านหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า มาอยู่ข้างสนามหลวงนาน 4 วันแล้ว นั่งรถไฟจากบ้านมากับหลานๆ 4 คน อาศัยนอนอยู่แถวท่าช้าง ตากแดด ตากฝน จนเป็นลม เพราะอายุมากแล้ว แต่ก็ได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่อย่างดี โชคดีที่ได้เห็นริ้วขบวน เมื่อวันที่ 26 ต.ค. แต่เข้าไปนั่งในสนามหลวงหน้าพระเมรุมาศ จึงไม่ได้เห็นตอนถวายพระเพลิง แต่ก็ดีใจที่ได้มาส่งเสด็จ เพราะหลังจากนี้จะไม่มีโอกาส เพราะอายุมากแล้ว กำลังจะกลับบ้าน เพราะได้อยู่ร่วมพิธีถวายพระเพลิงตามตั้งใจแล้ว แต่ถนนยังปิด ไม่รู้จะไปสถานีรถไฟยังไง เลยนั่งอยู่ตรงนี้

หลับริมถนนหลังแสดงละครถวาย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ที่ริมถนนราชดำเนิน มีเด็กนักเรียนชายนอนฟุบหลับอยู่ริมถนน ข้างๆ กระเป๋าใบใหญ่ เมื่อสอบถามได้กล่าวว่า “ชื่อน้องเอ็ม” ด.ช.ประทีป บริสุทธิ์ อายุ 14 ปี เป็นนักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนแห่งหนึ่ง ย่านพระราม 9 มาพักอยู่ที่โรงละคร แห่งชาติตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. และวันถวายพระเพลิง เมื่อวันที่ 26 ต.ค. ได้แสดงละครบทพระมหาชนก บนเวทีเล็กของเด็กนักเรียนด้านหน้าพระเมรุมาศท้อง สนามหลวง เป็นการแสดงภาพนิ่งประกอบบทละคร ดีใจที่ได้แสดงหน้าพระเมรุมาศ แม้จะเป็นการแสดงฝั่งที่เปิดให้คนเข้าไปนั่งในสนามหลวง เพราะเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้แสดงถวายในหลวง รัชกาลที่ 9

“พระองค์ที” เสด็จวัดประยุรฯ

วันเดียวกัน เวลา 12.27 น. พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ประทับรถยนต์ที่นั่งเสด็จ ออกจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปยังวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร โดยมีพระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมมจิตโต) เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เหล่าจิตอาสาเราทำความดีด้วยหัวใจ และจิตอาสาเฉพาะกิจ เฝ้ารับเสด็จ จากนั้นเสด็จเข้าพระอุโบสถ ทรงวางพวงมาลัย ทรงจุดธูปเทียน นมัสการบูชาพระพุทธธรรมวิเชษฐศาสดา พระประธานประจำพระอุโบสถ ทรงกราบ เสด็จออกจากพระอุโบสถไปยังกุฏิพระพรหมบัณฑิต ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย ทรงกราบ ประทับราบ ทรงศีล พระพรหมบัณฑิต ถวายศีลจบ พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ทรงกล่าวคำถวายเครื่องสังฆทาน ทรงประเคนเครื่องสังฆทาน ทรงหลั่งทักษิโณทก พระพรหมบัณฑิตถวายอนุโมทนาและทูลถวายพระพุทธรูปไม้แก่นจันทน์ปางประทานพรจากศรีลังกาแก่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ

ทรงร่วมกิจกรรมจิตอาสา

ต่อจากนั้นทรงสนทนาธรรมกับพระพรหมบัณฑิตตามพระอัธยาศัย ประมาณ 30 นาที แล้วทรง กราบที่หน้าเครื่องนมัสการบูชาพระรัตนตรัย แล้วเสด็จออกจากกุฏิพระพรหมบัณฑิต ทรงให้อาหารปลาที่หน้ากุฏิ เสด็จไปทรงร่วมกิจกรรมจิตอาสา เริ่มจากทรงนำจิตอาสาทำความสะอาดฐานชุกชีพระประธานในพระอุโบสถ และทรงเก็บเก้าอี้ในเต็นท์ด้านนอกพระอุโบสถ จากนั้นเสด็จไปยังเขามอ ทรงเก็บขยะในบ่อน้ำ ทรงให้อาหารเต่าในบ่อน้ำ การนี้ประทานพระอนุญาต ให้เหล่าจิตอาสารุ่นเยาว์ได้ร่วมให้อาหารเต่า โดยทรงยื่นไม้ที่มีอาหารให้กับเด็กๆ ด้วยพระองค์เอง โดยก่อนจะเสด็จออกจากเขามอ ยังได้ทรงกวาดลานวัดกับเหล่าจิตอาสา พร้อมกันนี้ได้เสด็จไปทรงทาสีอาคารพิพิธภัณฑ์พระประยูรภัณฑาคาร หน้าพระบรมธาตุมหาเจดีย์ และทรง พระดำเนินไปยังศาลาด้านข้าง ประทานอาหารและยาดมให้แก่เหล่าจิตอาสาอย่างใกล้ชิด ก่อนเสด็จกลับ

ร่ำไห้น้อมถวายบังคม “ลารัชกาลที่ 9”

สำหรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ (จริง) พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีขึ้นเมื่อคืนวันที่ 26 ต.ค. โดยในเวลา 22.30 น.สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพร้อมพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นการส่วนพระองค์ไปยังพระเมรุมาศ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ทรงจุดไฟดอกไม้จันทน์ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในเวลา 23.07 น. โดยพระราชพิธีถวายพระเพลิงกระทำแบบโบราณราชประเพณี ใช้ฟืนท่อนไม้จันทน์เป็นเชื้อเพลิง หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ได้มีกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นบนท้องฟ้ารอบพระเมรุมาศอย่างเห็นได้ชัด พสกนิกรที่ยังเฝ้ารออยู่บริเวณใกล้พระเมรุมาศจำนวนมาก เมื่อได้เห็นกลุ่มควันต่างก็ทราบทันทีว่ามีการถวายพระเพลิงพระบรมศพ (จริง) จึงพากันร่ำไห้น้ำตาไหลนองหน้า ปิ่มว่าจะขาดใจ เสียงสะอื้นไห้ระงมไปทั่วบริเวณ จากนั้นพสกนิกรได้ก้มลงกราบกับพื้น น้อมถวายบังคมทูลลาและน้อมส่งเสด็จ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” สู่สวรรคาลัย

ถวายพระเพลิงแบบโบราณราชประเพณี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในเวลา 23.07 น. วันที่ 26 ต.ค. ได้ใช้รูปแบบการสุมเพลิงพระบรมศพบนพระจิตกาธาน โดยใช้ท่อนฟืนไม้จันทน์หอม ตามแบบโบราณราชประเพณีที่สืบทอดกันมา จะมีระบบควบคุมและดูดควันไฟ นอกจากควันส่วนหนึ่งจะออกทาง 4 ด้านของชั้นบนพระเมรุมาศแล้ว จะมีการต่อปล่องท่อลงทางด้านล่างทางฝั่งทิศตะวันออกเฉียงใต้ของพระเมรุมาศด้วย ทั้งนี้ ได้มีการเปลื้องพระโกศจันทน์และฐานรองพระโกศ หรือพระหีบออกก่อนที่จะมีการถวายพระเพลิงพระบรมศพและได้ดำเนินการถวายพระเพลิงแล้วเสร็จในช่วงเวลาประมาณ 02.30 น. ของวันที่ 27 ต.ค.

ก้มกราบพระเมรุมาศร่ำไห้

ขณะเดียวกันในเวลา 23.30 น. บรรยากาศบริเวณพระเมรุมาศจำลอง ณ ลานปฐมบรมราชานุสรณ์รัชกาลที่ 1 เชิงสะพานพุทธยอดฟ้า ฝั่งพระนคร หลังจากมีภาพกลุ่มควันพวยพุ่งออกจากพระเมรุมาศ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถ บพิตร ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวงปรากฏออกมา ประชาชนที่มาร่วมถวายดอกไม้จันทน์ต่างก้มลงกราบพระเมรุมาศจำลองด้วยความพร้อมเพรียง หลายคนนั่งพับเพียบร่ำไห้ มองพระบรมฉายาลักษณ์ ขณะที่เจ้าหน้าที่เริ่มทำพิธีเผาดอกไม้จันทน์ เตรียมงานพระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิตามหมายกำหนดการต่อไป

ผวจ.ทำพิธีลอยเถ้าดอกไม้จันทน์

ในส่วนภูมิภาคทุกจังหวัดทั่วประเทศ ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานฝ่ายฆราวาส และพระเถระชั้นผู้ใหญ่เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ประกอบพิธีสวดเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พร้อมทั้งอัญเชิญเถ้าดอกไม้จันทน์จากพระจิตกาธานที่เหล่าพสกนิกรนำมาถวายที่พระเมรุมาศจำลองและซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ ไปลอยตามแม่น้ำ ทะเล และแหล่งน้ำสำคัญของแต่ละจังหวัด ท่ามกลางประชาชนมาร่วมพิธีจำนวนมาก บรรยากาศยังคงเต็มไปด้วยความโศกเศร้าไม่จางหาย หลังเสร็จพิธี บรรดาจิตอาสาต่างช่วยกันทำความสะอาดสถานที่ประกอบพิธีวางดอกไม้จันทน์ปรับพื้นที่ให้คืนสู่สภาพเดิม

เชียงใหม่ลอยในเขื่อนแม่งัด

จ.เชียงใหม่ ทำพิธีอัญเชิญเถ้าดอกไม้จันทน์ไปลอยในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ซึ่งเป็นเขื่อนที่สร้างขึ้นตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เดิมชื่อเขื่อนแม่งัด สร้างปิดกั้นลำน้ำแม่งัด อ.แม่แตง ส่วน อ.สันกำแพง ลอยในอ่างเก็บน้ำห้วยลาน และ อ.ดอยเต่า ลอยที่ทะเลสาบดอยเต่า ขณะที่ จ.เชียงราย อัญเชิญเถ้าดอกไม้จันทน์ลงเรือไปลอยในแม่น้ำโขง บริเวณปากน้ำสามเหลี่ยมทองคำ ไทย-ลาว-เมียนมา อ.เชียงแสน เป็นจุดแรกที่แม่น้ำโขงไหลผ่านประเทศไทย จ.ลำพูน ประกอบพิธีที่ลำน้ำกวง หน้าวัดพระธาตุหริภุญชัย

เมืองสองแควลอยแม่น้ำน่าน

จ.พิษณุโลก ลอยเถ้าดอกไม้จันทน์ที่แม่น้ำน่าน หน้าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร ด้าน จ.อุตรดิตถ์ อัญเชิญไปลอยในแม่น้ำน่านเช่นเดียวกัน ส่วน จ.สุโขทัย อัญเชิญเถ้าดอกไม้จันทน์ไปยังแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์รูปหัวใจ ก่อนลงเรือไปประกอบพิธี ณ ทุ่งทะเลหลวง ขณะที่ จ.พะเยา อัญเชิญไปลอยในกว๊านพะเยา ด้าน จ.แม่ฮ่องสอน จัดพิธีลอยเถ้าดอกไม้จันทน์ในแม่น้ำสาละวิน อ.สบเมย ส่วนที่ จ.เพชรบูรณ์ อัญเชิญไปลอยในแม่น้ำป่าสัก บริเวณท่าน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร สถานที่ประกอบพิธีอุ้มพระดำน้ำ ที่ถือเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัด กับอีกแห่งจัดพิธีที่อ่างเก็บน้ำบ้านกุฏิพระ อ.ชนแดน

ขอนแก่นลุยน้ำท่วมวัดทำพิธี

จ.ขอนแก่น ทำพิธีอัญเชิญเถ้าดอกไม้จันทน์ในแม่น้ำพอง บริเวณท่าน้ำวัดท่าสองคร ที่ระดับน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมภายในบริเวณวัดและพื้นที่ลุ่มริมแม่น้ำ ผวจ.ขอนแก่น และชาวบ้านต้องเดินลุยน้ำเข้าไปร่วมพิธีภายในวัดอย่างเนืองแน่นเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 จ.กาฬสินธุ์ ลอยเถ้าดอกไม้จันทน์ที่ท่าน้ำลำน้ำปาว หน้าวัดไชยมงคล อ.กมลาไสย ส่วน จ.อุดรธานี ไปลอยที่ท่าน้ำลำน้ำห้วยหลวง บ้านสามพร้าว ต.สามพร้าว อ.เมืองอุดรธานี ขณะที่ จ.ศรีสะเกษ อัญเชิญเถ้าดอกไม้จันทน์ลงเรือที่สะพานบ้านแก้ง ไปลอยกลางลำน้ำมูล

โคราชลอยในลำน้ำลำตะคอง

จ.นครราชสีมา ทำพิธีบำเพ็ญกุศลและอัญเชิญพระโกศบรรจุเถ้าดอกไม้จันทน์จากมณฑลพิธีพระเมรุมาศจำลอง หน้าศาลากลางจังหวัด ไปที่วัดศาลาลอย เขตเทศบาลนครราชสีมา ก่อนนำไปลอยในลำตะคอง พร้อมข้าวตอกดอกไม้ เช่นเดียวกับที่ อ.ปักธงชัย อัญเชิญเถ้าดอกไม้จันทน์ไปลอยกลางเขื่อนลำพระเพลิง จ.อุบลราชธานี อัญเชิญเถ้าดอกไม้จันทน์จากพระจิตกาธาน เข้าประกอบพิธีในพระอุโบสถวัดสุปัฏนารามวรวิหาร ก่อนนำไปลอย กลางแม่น้ำมูล

ลงเรือไปลอยกลางแม่น้ำโขง

จ.หนองคาย อัญเชิญพระโกศและถุงบรรจุเถ้าดอกไม้จันทน์จากพระเมรุมาศจำลองวัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง ขึ้นขบวนเรือไปลอยกลางแม่น้ำโขง เช่นเดียวกับ จ.นครพนม จัดพิธีที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร นำไปลอยกลางแม่น้ำโขง ส่วน จ.บึงกาฬ อัญเชิญเถ้าดอกไม้จันทน์ไปลอยในแม่น้ำโขง บริเวณหน้าวัดสุดเขตแดนสยาม แล้ววนเรือ 3 รอบตามขนบธรรมเนียมประเพณี ขณะที่ จ.อำนาจเจริญ อัญเชิญเถ้าดอกไม้จันทน์ไปลอยในแม่น้ำโขง บริเวณบ้านท่ายักษ์คุ อ.ชานุมาน เช่นเดียวกับ จ.มุกดาหาร อัญเชิญเถ้าดอกไม้จันทน์ขึ้นขบวนเรือไปลอยในแม่น้ำโขง บริเวณปากห้วยมุก

ภาคใต้ลอยอันดามัน-อ่าวไทย

ภาคใต้หลายจังหวัดทำพิธีลอยเถ้าดอกไม้จันทน์ในทะเล อาทิ จ.ภูเก็ต อัญเชิญเถ้าดอกไม้จันทน์ลงเรือหลวงนราธิวาสไปลอยกลางทะเลอันดามัน บริเวณแหลมพรหมเทพ เช่นเดียวกับ จ.กระบี่ ไปลอยในทะเลอันดามัน บริเวณปากแม่น้ำกระบี่ จ.ปัตตานี อัญเชิญไปลอยในทะเลนอก บริเวณหน้าแหลมตาชี ส่วน จ.นราธิวาส ทำพิธีสวดพระพุทธมนต์และอัญเชิญเถ้าดอกไม้จันทน์ไปลอยบริเวณปากอ่าวแม่น้ำบางนรา ฝั่งด้านหน้าพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ด้าน จ.พัทลุง นำไปลอยยังทะเลสาบสงขลาและแหล่งน้ำที่เหมาะสมตามอำเภอต่างๆ จ.สุราษฎร์ธานี นำไปลอยในทะเลอ่าวไทย บริเวณเกาะปราบ อ.ดอนสัก และบริเวณอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง อ.เกาะสมุย

ลอยทะเลหน้าวังไกลกังวล

จ.ประจวบคีรีขันธ์ ประกอบพิธีที่วัดคลองวาฬ พระอารามหลวง จากนั้นนำเถ้าดอกไม้จันทน์ไปยังท่าเทียบเรือเฟอร์รี่ หมู่บ้านเขาตะเกียบ อ.หัวหิน ขึ้นขบวนเรือออกไปทำพิธีลอยกลางทะเล ห่างจากฝั่งหน้าวังไกลกังวลประมาณ 2 ไมล์ทะเล ส่วน จ.เพชรบุรี จัดพิธีลอยเถ้าดอกไม้จันทน์บริเวณกลางทะเล ห่างชายฝั่งหาดเจ้าสำราญประมาณ 3 กม. จ.ระยอง อัญเชิญเถ้าดอกไม้จันทน์จากวัดป่าประดู่ พระอารามหลวง ขึ้นขบวนรถไปยังท่าเรือเทศบาลบ้านเพ ลงเรือออกไปลอยเถ้าในทะเลระหว่างเกาะกุฎีกับเกาะเสม็ด ส่วนพื้นที่ อ.วังจันทร์ อ.เขาชะเมา และ อ.แกลง นำเถ้าดอกไม้จันทน์ไปลอยบริเวณร่องน้ำทางทะเลหินฝรั่ง ระหว่างเกาะมันกลางกับเกาะมันนอก ส่วน จ.ชลบุรี นำไปลอยบริเวณหน้าอ่าวสัตหีบ

ภาคกลางลอยน้ำเจ้าพระยา

ภาคกลางจังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา อาทิ จ.พระนครศรีอยุธยา อัญเชิญเถ้าดอกไม้จันทน์จากพระเมรุมาศจำลองบริเวณพระราชวังโบราณ ไปลอยในแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามวัดพนัญเชิงวรวิหาร พร้อมทั้งรวบรวมข้าวสารอาหารแห้งที่เหล่าพุทธศาสนิกชน มาทำบุญตักบาตรไปแจกจ่ายผู้ประสบภัยน้ำท่วมตามอำเภอรอบนอก จ.สิงห์บุรี ลอยในแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าวัดสว่างอารมณ์ เช่นเดียวกับ จ.ชัยนาท ประกอบพิธีลอยเถ้าดอกไม้จันทน์ในแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าวัดธรรมมามูลวรวิหาร จ.อ่างทอง นำไปลอยในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณท่าน้ำหน้าศาลากลางจังหวัด

เมืองสุพรรณลอยน้ำท่าจีน

จ.สุพรรณบุรี ประกอบพิธีที่วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร อัญเชิญเถ้าดอกไม้จันทน์ไปยังบริเวณปากประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา หน้าสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาค สาขาสุพรรณบุรี ริมแม่น้ำท่าจีน แล้วลงเรือ 9 ลำ นำไปลอยกลางแม่น้ำ ส่วน จ.นครปฐม อัญเชิญเถ้าดอกไม้จันทน์จากพระเมรุมาศจำลองและซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ทั้ง 8 แห่งของจังหวัดมายังวัดไร่ขิง อ.สามพราน ก่อนลงเรือไปลอยกลางแม่น้ำนครชัยศรี ด้าน จ.อุทัยธานี อัญเชิญเถ้าดอกไม้จันทน์จากวัดสังกัสรัตนคีรี ไปยังลานสุพรรณิการณ์หน้าศาลากลางจังหวัด ลงเรือไปลอยในแม่น้ำสะแกกรัง แม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวอุทัยธานี ขณะที่ จ.สระแก้ว ประกอบพิธีอัญเชิญเถ้าดอกไม้จันทน์ไปลอยในอ่างเก็บน้ำท่ากระบาก และอ่างเก็บน้ำพระปรง

ไทยนิวซีแลนด์ร่วมถวายพระเพลิง

ในส่วนต่างประเทศที่มีการถวายดอกไม้จันทน์ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ 9 เวลาเดียวกับประเทศไทย ที่กรุงเวลลิงตัน ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อเวลา 22.30 น. วันที่ 26 ตุลาคม สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวลลิงตัน ร่วมกับวัดและชุมชนไทยในนิวซีแลนด์จัดพิธีทางศาสนา พิธีถวายดอกไม้จันทน์ในต่างประเทศขึ้นที่สถานเอกอัครราชทูตฯ โดยมีเอกอัครราชทูตฯ ข้าราชการ ลูกจ้างท้องถิ่น และครอบครัว พร้อมกับชาวไทย และครอบครัว รวมถึงนักเรียน-นักศึกษาไทย จากหลายเมืองในนิวซีแลนด์ และเมืองต่างๆ ในเขตเวลลิงตัน นครโอ๊คแลนด์ เมืองไครสต์เชิร์ช เมือง Palmerston North เมือง Napier เมือง Wanganui เมือง Hamilton และนาย Ben King รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศฯ นิวซีแลนด์ (อดีตเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย) เจ้าหน้าที่ไทย กระทรวงการต่างประเทศฯ นิวซีแลนด์ รวมทั้งชาวนิวซีแลนด์ที่มีความผูกพันกับไทยรวมประมาณ 400 คนร่วมพิธี

กรุงสตอกโฮล์มจัดพิธียิ่งใหญ่

สำหรับพิธีถวายดอกไม้จันทน์ที่สตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 26 ต.ค. นายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ เอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน จัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในเวลา 13.30-17.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 6 ชั่วโมง ที่โบสถ์รีดด้าร์โฮล์ม สถานที่เก็บพระบรมศพของราชวงศ์สวีเดนทุกพระองค์

สวีเดนอัญเชิญพระราชลัญจกร

ก่อนเริ่มพิธีในเวลา 11.45 น. สำนักพระราชวังสวีเดน ได้อัญเชิญพระราชลัญจกรพิเศษ (ตราพระครุฑพ่าห์) จากพระราชวังกรุงสตอกโฮล์มไปยังโบสถ์รีดด้าโฮล์ม ถวายพระเกียรติสูงสุดแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้รับการถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีม เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของสวีเดน เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2493 สำนักพระราชวังสวีเดนจึงจัดทำพระราชลัญจกรพิเศษสำหรับพระประมุขถวายและเก็บรักษาไว้ที่สำนักพระราชวังสวีเดน เมื่อพระประมุขเสด็จสวรรคตจะอัญเชิญพระราชลัญจกรพิเศษนี้ไปโบสถ์รีดด้าโฮล์ม ในวันเดียวกับที่มีพระราชพิธีพระบรมศพ เป็นประเพณีสืบเนื่องมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2291

คนไทยหลั่งน้ำตาปลื้มปีติ

ทั้งนี้ พิธีอัญเชิญพระราชลัญจกรพิเศษ ในพิธีถวายดอกไม้จันทน์แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ใช้เวลา 1 ชั่วโมงระหว่างเวลา 12.00-13.00 น. และทางโบสถ์ได้ตีระฆังแห่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตราเซราฟีมเป็นเวลา 1 ชั่วโมง เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติยศสูงสุด ทางด้านข้าราชการและชาวไทยที่ไปร่วมพิธีอัญเชิญพระราชลัญจกรพิเศษ (ตราพระครุฑพ่าห์) ต่างปลาบปลื้มปีติและหลั่งน้ำตาด้วยความอาลัย และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 9 โดยมีผู้เข้าร่วมพิธี 1,500 คน นับเป็นประวัติศาสตร์ของพิธีดังกล่าวที่มีคนมาร่วมมากที่สุด

ส.ทูตแคนาดาร่วมกราบบังคมลา

ส่วนที่กรุงออตตาวา ประเทศแคนาดา เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 ต.ค.ตามเวลาท้องถิ่น สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออตตาวา จัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยมีนางสาวดาว วิบูลย์พาณิชย์ อุปทูต ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงออตตาวา เป็นประธานในพิธี มีประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าร่วมพิธี จากนั้นจิตอาสาได้ปรับสถานที่ในอุโบสถให้เป็นสถานที่ถวายดอกไม้จันทน์ อัครราชทูตที่ปรึกษาเบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อัญเชิญหีบเพลิงพระราชทานเข้าสู่บริเวณพิธีในอุโบสถ อุปทูตดาว วิบูลย์พาณิชย์ จุดหีบเพลิงพระราชทาน ถวายดอกไม้จันทน์ จากนั้นข้าราชการสถานเอกอัครราชทูต กรุงออตตาวา ข้าราชการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ นครโทรอนโตและเจ้าหน้าที่ ประชาชนที่มาร่วมพิธีต่างทยอยถวายดอกไม้จันทน์

ถวายดอกไม้จันทน์ตามวัดไทย

นอกจากนี้ ตั้งแต่ช่วงเช้าวันดังกล่าว มีชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตต่างๆ ในกรุงออตตาวาและเมืองใกล้เคียง รวมทั้งจากรัฐที่อยู่ทางตะวันออกของแคนาดา ต่างเดินทางมายังวัดราชธรรมวิริยาราม 1 เพื่อร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์ เป็นจำนวนมากจนแน่นวัด โดยสถานเอกอัครราชทูต กรุงออตตาวา ได้ตั้งเต็นท์ให้บริการด้านอาหารและน้ำดื่มแก่ผู้ที่เดินทางมาร่วมงาน เนื่องจากมีประชาชนทยอยเดินทางมาร่วมพิธีถวายดอกไม้จันทน์อย่างไม่ขาดสาย สถานเอกอัครราชทูต กรุงออตตาวา จึงได้เปิด ให้ถวายดอกไม้จันทน์อีกหนึ่งรอบในเวลา 13.00 น.

สถานกงสุล ณ นครนิวยอร์กจัดพิธี

ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา สถานกงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก ร่วมกับคณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก จัดพิธีถวายดอกไม้ จันทน์ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ วัดนวมินทรราชูทิศ เฉลิมพระเกียรติ นครบอสตัน รัฐแมสซาชูเสตต์ โดยมีนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์กและภริยา อัครราชทูตนนทวัฒน์ จันทร์ตรี และข้าราชการ นายนิพนธ์ เพ็ชรพรประภาส กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก และ ภริยา นางวัฒนา เพ็ชรพรประภาส และข้าราชการจากสำนักงานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส รวมถึงเจ้าหน้าที่ทีมประเทศไทย นายตรีรัชต์ ทรงเตชะเลิศ รองกงสุลกิตติมศักดิ์ฯ ประธานชมรมฯสมาคมไทยฯ ตลอดจนนักธุรกิจ สื่อมวลชนและคนไทยในรัฐนิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์ ฟิลาเดลเฟีย คอนเนกติกัต นครบอสตัน แมสซาชูเสตต์และรัฐใกล้เคียงมาร่วมงาน ในศาลามหาวชิราลงกรณ กว่า 1,200 คน

ฟิลิปปินส์ก็จัดพิธียิ่งใหญ่

ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมะนิลา มีการจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ 9 โดยนายธนาธิป อุปัติศฤงค์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงมะนิลา นำชาวไทยในฟิลิปปินส์ รวมทั้งบุคคลสำคัญของฟิลิปปินส์ และคณะทูตานุทูต ถวายดอกไม้จันทน์ อาทิ อดีตประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ อดีตรองประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ อดีต รมว.การต่างประเทศฟิลิปปินส์ อดีตนายกเทศมนตรีจังหวัดทาลัค กงสุลกิตติมศักดิ์ไทยประจำเซบู คณะทูตานุทูต อาทิ เอกอัครราชทูตและผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตประเทศอาเซียนประจำฟิลิปปินส์ และเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักร

ลดธงอาเซียนครึ่งเสา 3 วัน

นอกจากนี้ เมื่อช่วงดึกคืนวันที่ 26 ต.ค. กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานจากคณะผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ว่า สำนักเลขาธิการอาเซียนได้ลดธงอาเซียนลงครึ่งเสา ณ ที่ทำการสำนักเลขาธิการอาเซียน และสถาบันอาเซียนอื่นๆ ณ กรุงจาการ์ตา ตั้งแต่วันที่ 25-27 ต.ค. รวม 3 วัน ช่วงระหว่างพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นไปตามความเห็นชอบของประเทศ สมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ซึ่งจะมีการลดธงอาเซียนลงครึ่งเสาเป็นเวลา 3 วัน หากประมุขของ รัฐสมาชิกอาเซียนถึงแก่อสัญกรรมและช่วงระหว่างพิธีศพและมติที่ประชุมคณะกรรมการผู้แทนถาวรประจำอาเซียน เมื่อวันที่ 10 ต.ค. ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ และคณะทูตถาวรไทยทั่วโลกทุกแห่ง ได้ลดธงอาเซียนลงครึ่งเสาเช่นเดียวกับธงชาติไทย ระหว่างวันที่ 13—29 ต.ค.ด้วย

“คำพ่อ” ก่อเกิดพลังกายใจ

วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ในเวลา 20.15 น. ว่า ขออัญเชิญส่วนหนึ่งของบทเพลงพระราชนิพนธ์สายฝน เพื่อเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชน ใครก็ตามที่ได้น้อมนำคำพ่อใส่เกล้าใส่กระหม่อม ย่อมเกิดพลังกายพลังใจ ก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆได้ ที่สำคัญ ก็คือการเอาชนะใจตนเองได้ในที่สุด สามารถขยายผลเพื่อตัวเอง เพื่อครอบครัว สร้างประโยชน์แก่สังคม

ทรงเป็นแสงสว่างที่ไม่เคยดับ

นายกฯกล่าวอีกว่า ในโอกาสสำคัญนี้ขอแสดงความชื่นชมและขอขอบคุณประชาชนทุกคนที่ได้ทำหน้าที่ลูกที่ดีของพ่ออย่างแข็งขัน ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่จิตอาสาและจิตอาสาเฉพาะกิจฯ ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมไปถึง ความร่วมมือจากสื่อมวลชนภาคเอกชน ผู้ประกอบการร้านค้า ที่ได้ริเริ่มกิจกรรมงานสร้างสรรค์มากมายเพื่อพ่อ เพื่อสังคม แม้กระทั่งศิลปินนักร้องชาวต่างประเทศจากทั่วทุกมุมโลก ต่างรวมตัวกัน แต่งบทเพลงเพื่อเป็นการยกย่องในหลวงของเราว่า ทรงเป็นดังแสงสว่างที่ไม่เคยดับในใจคนไทยและชาวต่างชาติที่เข้ามาหาเลี้ยงชีพในประเทศไทย

พระราชพิธีสง่างามสมพระเกียรติ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ได้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์แก่สายตานานาอารยประเทศ ถึงความสง่างามสมพระเกียรติยศอันสูงยิ่งตามแบบแผนโบราณราชประเพณี เหนือสิ่งอื่นใด คือ การแสดงออกถึงความจงรักภักดีของพสกนิกรไทย ที่มีแด่พระองค์ผู้เปรียบเสมือนพ่อของปวงชนชาวไทย ได้ประจักษ์แก่หัวใจของชาวโลกด้วยเช่นกัน เชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งวันที่คนไทยมีความรู้สึก ปะปนระคนกันระหว่างความอาลัยรักต่อการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในการจากลาพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักเทิดทูนยิ่ง กับความปลาบปลื้มใจเป็นล้นพ้นที่ได้ร่วมกันถวายความจงรักภักดีเป็นครั้งสุดท้าย นับจากนี้แม้ยังคงเป็นช่วงเวลาแห่งความขมขื่น ขอให้ประชาชนได้ดำรงตนให้เข้มแข็ง ครองสติให้บริบูรณ์ ตั้งจิตให้มั่นคง อย่าอ้างว้าง ว้าเหว่ แต่จงแปรความรู้สึกเปลี่ยวเปล่าและเหน็บหนาวใจเหล่านั้นให้เป็นพลังแห่งความศรัทธา ความเพียรอันบริสุทธิ์ ที่จะร่วมมือกันสร้างประชารัฐในการพัฒนาประเทศชาติ

ยังมีรัชกาลที่ 10 เป็นมิ่งขวัญ

นายกฯกล่าวว่า แม้พระองค์ท่านจะมิได้ประทับ เป็นพลังของแผ่นดินดั่งเช่นที่ผ่านมา แต่เรายังมีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ประทับเป็นมิ่งขวัญและกำลังใจ โดยเสด็จฯ ขึ้นทรงราชย์ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานและสานต่อพระราชภารกิจ แห่งสมเด็จพระบรมชนกนาถสืบไป ทั้งนี้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์พระราชาจะยังคงอยู่คู่ชาติบ้านเมือง และได้นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ขอให้ทุกคนได้จดจำช่วงเวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่ดวงใจชาวไทยทุกดวงหลอมรวมเป็นหนึ่ง ในการถวายความอาลัยรักต่อพระองค์ท่าน จดจำความรัก ความสามัคคี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ นำเอาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน พลังแห่งความรักความภักดีร่วมสร้างประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติด้วยการคิดดีพูดดีทำดีเพื่อพ่อ และสานต่อพระราชปณิธานที่พระองค์ท่านทรงสร้างไว้

เปิดชมนิทรรศการ-พระเมรุมาศ

วันเดียวกัน ที่ห้องดอกไม้สด สำนักหอสมุด แห่งชาติ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการ นิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนาถบพิตร ครั้งที่ 3/2560 ว่า ภายหลังพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างประกอบพร้อมทั้งจัดนิทรรศการ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ชื่อพระผู้ทรงเป็นนิรันดร์ ระหว่างวันที่ 2-30 พ.ย. โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปทรงเปิดนิทรรศการเช้าวันที่ 2 พ.ย.

คาด 3 ล้านคนเข้าชม

นายวีระกล่าวอีกว่า จากนั้นจะเปิดให้ประชาชนเข้าชมทันที ขณะนี้ได้เริ่มติดตั้งนิทรรศการ ภายในส่วนต่างๆของสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ทั้งในส่วนพระที่นั่งทรงธรรม ศาลาลูกขุน ทับเกษตร คาดว่าจะมีประชาชนเข้าชมตลอดการจัดนิทรรศการ 3,000,000 คน เฉลี่ยวันละ 100,000 คน โดยแบ่งเป็นรอบ รอบละประมาณ 3,000-5,000 คน โดยแต่ละรอบมีเวลารับชม 45 นาที ผู้เข้าชมจะต้องแต่งกายสุภาพเช่นเดียวกับข้อปฏิบัติในการแต่งกายเข้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

จัดพิมพ์แผ่นพับที่ระลึก

รมว.วัฒนธรรมกล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้สั่งให้จัดพิมพ์แผ่นพับที่ระลึกงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพและโปสต์การ์ดที่ระลึกภาพพระเมรุมาศ 9 แบบ จำนวนอย่างละ 3,000,000 ฉบับแจกให้ผู้เข้าชมได้เก็บเป็นที่ระลึก ในส่วนแผ่นพับที่ระลึก นอกจากภาษาไทยและภาษาอังกฤษแล้ว สมาคมมัคคุเทศก์แห่งประเทศไทย ได้ให้การสนับสนุนจัดทำแผ่นพับภาษาต่างประเทศ เพิ่มเติม ได้แก่ ภาษาเยอรมัน สเปน จีน เกาหลี และญี่ปุ่น พร้อมทั้งจะมีการแจ้งข้อปฏิบัติในการเข้าชมพระเมรุมาศ ให้กับชาวต่างชาติ คาดว่าจะมีชาวต่างชาติเข้าชม จำนวน 8,000 คนต่อวัน ขณะเดียวกัน ยังจัดทีมผู้ที่ได้ทำงานพระเมรุมาศร่วมเป็นอาสาสมัครบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับงานพระเมรุมาศในส่วนต่างๆด้วย อย่างไรก็ตาม จะมีการซักซ้อมและเปิดให้สื่อมวลชนเข้าชมนิทรรศการวันที่ 1 พ.ย. เวลา 08.00 น.

ประโคมมหรสพรอบพระเมรุมาศ

นายวีระกล่าวด้วยว่า ส่วนการแสดงมหรสพ ได้เตรียมวงดนตรีสำหรับประโคมรอบพระเมรุมาศ 4 วง ประกอบด้วย วงของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร วงดนตรี 4 เหล่าทัพ วิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ได้แก่ เวทีกลางมีการแสดงพื้นเมือง ละครในอิเหนา ละครพระมหาชนก และการแสดงพื้นบ้านที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน และในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ สำนักการสังคีตจะจัดการแสดงโขนหน้าพระที่นั่งทรงธรรม (หน้าพระเมรุมาศ) 8 ครั้ง เป็นการแสดงในตอนสำคัญของเรื่องรามเกียรติ์ อาทิ พระนารายณ์ปราบนนทุก นารายณ์อวตาร และนางลอย

ดูแลความปลอดภัยเข้มงวด

พล.ต.ธานี ฉุยฉาย ที่ปรึกษาแม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า สำหรับงานด้านการรักษาความปลอดภัยจำลองแบบการรักษาความปลอดภัยจัดคิวเข้าสักการะพระบรมศพ มีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ดูแล รวมถึง มีระบบตรวจคนและตรวจสิ่งของเพื่อรักษาความปลอดภัย มีกล้องวงจรปิดพื้นที่พระเมรุมาศ และภายในอาคารที่จัดแสดงนิทรรศการตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงเจ้าหน้าที่ตรวจวัตถุระเบิด สุนัขตำรวจตรวจตราตามห้วงเวลาที่เหมาะสม

ของเหลือเครื่องสดนำ “จำเริญน้ำ”

ในช่วงเช้าวันเดียวกัน สำนักพระราชวังมอบหมาย นายบุญชัย ทองเจริญบัวงาม นักจัดการงานในพระองค์ชำนาญการ กองศิลปกรรม สำนักพระราชวัง นำคณะทีมช่างราชสำนัก ที่ร่วมกันจัดทำเครื่องสดประดับพระจิตกาธาน บนพระเมรุมาศในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ขนเศษเหลือของเครื่องสดประดับพระจิตกาธาน หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพ ห่อผ้าขาวลงเรือกรมการขนส่งทหารเรือ นำไปประกอบพิธี “จำเริญน้ำ” ตามจารีตของช่างทำเครื่องสดราชสำนัก หน้าป้อมวิไชยประสิทธิ์ ปากคลองบางกอกใหญ่ มีการกล่าวคำขอขมาพระแม่คงคา จากนั้นจึงปล่อยเศษเครื่องสดลงน้ำ นายบุญชัยเผยภายหลังว่า พิธีนี้มีขึ้นตามความเชื่อที่สืบทอดกันมาว่า ไฟที่จุดและเผาไหม้จากการถวายพระเพลิงพระบรมศพนั้น เป็นไฟจากฟ้า การดับลงต้องทำได้โดยพระแม่คงคาเท่านั้น และส่วนหนึ่งของงานเครื่องสดประดับพระจิตกาธานในพระราชพิธีนี้ จะถูกนำมาจัดแสดงในงานนิทรรศการพระเมรุมาศในเดือน พ.ย.

ถวายดอกไม้จันทน์กว่า 19 ล้านคน

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย สรุปภาพรวมการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทั่วประเทศ ในวันที่ 26 ต.ค.ว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามขั้นตอนในพิธีถวายดอกไม้จันทน์และเผาดอกไม้จันทน์ แต่ละพื้นที่ใช้มาตรการอ่อนตัว ปรับเปลี่ยนการทำงานตามความเหมาะสม มีการเพิ่มช่อง เพิ่มแถวสูงสุดตามจำนวนคนและสถานที่ เพื่อให้ประชาชนได้ถวายดอกไม้จันทน์ครบทุกคน ขณะที่การเผาดอกไม้จันทน์เสร็จเมื่อประมาณ 04.00 น. วันที่ 27 ต.ค. ช่วงเช้าทุกจังหวัดและอำเภอได้มีพิธีทำบุญและลอยเถ้าดอกไม้จันทน์ครบทุกแห่งแล้ว จำนวนผู้ถวายดอกไม้ จันทน์ ในส่วนของภูมิภาค ประกอบด้วยจังหวัด 76 แห่ง อำเภอ 802 แห่ง รวม 16,188,175 คน ส่วนกรุงเทพมหานคร จำนวน 2,896,734 คน รวมมีผู้เข้าร่วมพิธีทั้งสิ้น 19,084,909 คน

จองเข็มที่ระลึกที่ ปณ. เริ่ม 1 พ.ย.

นายสมพาศ นิลพันธ์ รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.)ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้จัดทำเข็มที่ระลึกพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อนำรายได้ขึ้นทูลเกล้าฯถวาย เปิดจำหน่ายครั้งแรกไปแล้ว 40,000 เข็ม เมื่อ วันที่ 22 ต.ค. เนื่องจากมีประชาชนให้ความสนใจและประสงค์ที่จะมีไว้เพื่อเป็นที่ระลึกจำนวนมาก นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จึงมอบหมายให้ สปน.พิจารณาวิธีการ เพื่อให้ประชาชนได้มีเข็มที่ระลึกได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง ครบถ้วนตามความ ต้องการ และได้รับความสะดวกในการสั่งจอง สปน. จึงร่วมกับบริษัทไปรษณีย์ไทย เปิดให้จองเข็มที่ระลึกดังกล่าวได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทุกสาขาทั่วประเทศ ในราคาเข็มละ 300 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. เป็นต้นไป รับเข็มที่สั่งจองได้ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ที่สั่งจองประมาณ 30 วันนับจากวันสั่งจอง