วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นายกฯ ย้ำ ในหลวง ร.9 ยังทรงสถิตอยู่ในดวงใจตราบชั่วนิจนิรันดร์

"นายกฯ"ย้ำ "ในหลวง รัชกาลที่ 9" ยังทรงสถิตอยู่ในดวงใจตราบชั่วนิจนิรันดร์ และมีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ประทับเป็นมิ่งขวัญและกำลังใจ ขอคนไทย "คิดดี พูดดี ทำดี" เพื่อพ่อ สานต่อพระราชปณิธาน 



เมื่อเวลา 20.15 น. วันที่ 27 ต.ค.60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ตอนหนึ่งว่า บทเพลงพระราชนิพนธ์เพลงหนึ่ง ซึ่งมีความว่า "พระพรหมท่านบันดาลให้ฝนหลั่ง เพื่อประทังชีวิตมิทราม น้ำทิพย์สาดเป็นสายพรายพลิ้วทิวงาม ทั่วเขตคามชุ่มธารา" ซึ่งฝนเป็นสัญลักษณ์แห่งความชุ่มชื่น ความสุข และความหวัง สำหรับประเทศเกษตรกรรมดังเช่นประเทศไทยของเรา ฝนอาจเป็นอุปสรรคสำหรับการดำรงชีวิตบ้าง แต่ไม่เป็นข้อจำกัดสำหรับการแสดงความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวไทยที่มีแด่พ่อหลวงของปวงชน และฝนอยู่คู่ฟ้า แล้วก็เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติของโลก เหมือนคำสอนของในหลวงของเราที่จะเป็นมรดกพระราชทาน ซึ่งจะอยู่คู่ชาติไทย ตราบเท่าที่พวกเราได้น้อมนำไปสู่การปฏิบัติ ด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ดังนั้นน้ำฝนจึงเปรียบเสมือนน้ำพระทัยจากพ่อของแผ่นดิน อันเป็นน้ำทิพย์ชโลมหัวใจไทยทั้งชาติ ซึ่งบทเพลงพระราชนิพนธ์สายฝนถือว่าเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนทุกหมู่เหล่า



ทั้งนี้ใครก็ตามที่ได้น้อมนำคำพ่อสอนใส่เกล้าใส่กระหม่อม ย่อมเกิดพลังกายพลังใจ ในการประกอบกิจการงานของตน แล้วก็นำพาก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ได้ ที่สำคัญก็คือ การเอาชนะใจตนเองได้ในที่สุด โดยสามารถขยายผลเพื่อตัวเอง เพื่อครองครัว แล้วก็เพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคมโดยส่วนรวมต่อไปด้วย ในโอกาสสำคัญนี้ ขอแสดงความชื่นชมและขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกคนที่ได้ทำหน้าที่ลูกที่ดีของพ่ออย่างแข็งขัน ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่จิตอาสา ทั้งที่เป็นวินมอเตอร์ไซค์ฟรี ทำอาหารแจก เก็บขยะ-ทำความสะอาด ดูแลผู้สูงอายุ-คนพิการ ในระหว่างการกราบถวายบังคมพระบรมศพฯ มาจนถึง "จิตอาสาเฉพาะกิจฯ" ตามพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อีก 8 กิจกรรม รวมทั้งข้าราชการ อาสาสมัคร ช่างสิบหมู่ ที่ร่วมกันตระเตรียมงานและดำเนินการทุกอย่าง รวมถึงภาคเอกชนและสื่อมวลชน 


แม้กระทั่ง ศิลปินนักร้องชาวต่างประเทศจากทั่วทุกมุมโลก ต่างก็รวมตัวกันแต่งบทเพลงเพื่อเป็นการยกย่องในหลวงของเรา ว่าทรงเป็นดั่งแสงสว่างที่ไม่เคยดับในใจคนไทย และชาวต่างชาติที่เข้ามาภายใต้ร่มพระบารมีของพระองค์ และพี่น้องคนไทยที่อยู่ต่างประเทศ


งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 26 ต.ค.60 ที่ผ่านมา ก็ได้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์แก่สายตานานาอารยประเทศ ถึงความสง่างามสมพระเกียรติยศอันสูงยิ่งตามแบบแผนโบราณราชประเพณี ความวิจิตรบรรจงและทรงคุณค่า ตามขนบธรรมเนียมประเพณีของชนชาติไทย แสดงออกถึงความจงรักภักดีของพสกนิกรไทยที่มีแด่พระองค์ เชื่อว่าวันที่ 26 ต.ค.เป็นวันที่คนไทยทั้งประเทศมีความรู้สึกเดียวกัน ซึ่งปะปนระคนกัน ระหว่างความอาลัยรักต่อการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ในการจากลาพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักเทิดทูนยิ่ง กับความปลาบปลื้มใจเป็นล้นพ้นที่ได้ร่วมกันถวายความจงรักภักดีเป็นครั้งสุดท้าย แด่พระผู้เสด็จสู่สรวงสวรรคาลัย


ตนมั่นใจว่าความรู้สึกเช่นนี้ หาได้เกิดแต่ปวงชนคนไทย ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร เพียงลำพังไม่ เนื่องด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันเปี่ยมล้น พระปรีชาสามารถอันสูงส่ง และพระราชจริยวัตรอันงดงาม ที่ได้แผ่ไพศาลทั่วทุกสารทิศพระเกียรติคุณขจรไกลในสากลประเทศ ที่พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ที่จะถูกจดจำและบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ไปอีกนานเท่านาน


นับจากนี้สืบไป แม้จะยังคงเป็นช่วงเวลาแห่งความขมขื่นสุดที่คนไทยจะหักห้ามหัวใจแห่งความรัก และความระลึกถึงที่มีแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้ ขอให้พี่น้องประชาชนทุกท่านได้ดำรงตนให้เข้มแข็ง ครองสติให้บริบูรณ์ และตั้งจิตให้มั่นคง อยู่ในความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย ขออย่าได้อ้างว้าง ว้าเหว่ แต่จงแปรความรู้สึกเปลี่ยวเปล่าและเหน็บหนาวใจเหล่านั้นให้เป็นพลังแห่งความศรัทธา ความเพียรอันบริสุทธิ์ ที่จะร่วมมือกันสร้าง "ประชารัฐ" ในการพัฒนาประเทศชาติ ทำนุบำรุง และรักษาแผ่นดินไทยให้เจริญรุ่งเรือง สมเป็น “สุวรรณภูมิ” ดั่งที่พระองค์ทรงตั้งพระราชปณิธาน และทรงทุ่มเทพระวรกายมาตลอดระยะเวลา 70 ปี เพื่อให้พสกนิกรของพระองค์และลูกหลานในภายภาคหน้ามีแต่ความผาสุกสวัสดี


แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่ประเทศที่ร่ำรวย หรือยิ่งใหญ่ แต่เราโชคดีที่มีพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงงานหนักเพื่ออาณาประชาราษฎร์ โดยไม่มีเงื่อนไข และไม่มีวันหยุด แม้จะทรงพระประชวร มาวันนี้ พระองค์ท่านแม้ว่าจะมิได้ประทับเป็น "พลังของแผ่นดิน" ดั่งเช่นที่ผ่านมา แต่เรายังมีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ประทับเป็นมิ่งขวัญและกำลังใจ โดยเสด็จฯ ขึ้นทรงราชย์ เพื่อสืบสานพระราชปณิธาน และสานต่อพระราชภารกิจ แห่งสมเด็จพระบรมชนกนาถ สืบไป ทั้งนี้ "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" และ "ศาสตร์พระราชา" จะยังคงอยู่คู่ชาติบ้านเมือง และได้นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เฉกเช่นคำสอนในทุกศาสนาที่ยังคงอยู่คู่บรรดาศาสนิกชน อันจะนำไปสู่หนทางดับทุกข์และความสว่างไสวในจิตใจคน


อนึ่ง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงครองแผ่นดิน โดยถึงพร้อมด้วยทศพิธราชธรรม ตลอดรัชสมัยของพระองค์ ผู้จะประทับอยู่ในดวงใจไทยทั้งมวล นับจากวันแรกที่เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติจนตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ และจะทรงสถิตอยู่ในดวงใจราษฎรของพระองค์เช่นนั้นตลอดไป ตราบชั่วนิจนิรันดร


สุดท้ายนี้ขอให้ทุกคนได้จดจำช่วงเวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่ดวงใจชาวไทยทุกดวงหลอมรวมเป็นหนึ่ง ในการถวายความอาลัยรักต่อพระองค์ท่าน จดจำความรัก ความสามัคคี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่เรามีให้กัน และนำเอาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน นำเอาพลังแห่งความรัก ความภักดีนี้ มาร่วมกันสร้างประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติด้วยการ "คิดดี พูดดี ทำดี" เพื่อพ่อ และสานต่อพระราชปณิธาน พึงระลึกอยู่เสมอว่า ด้วยเพียงสองพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน ทรงสร้างสรรค์โครงการมากมาย ก่อให้เกิดปัญญาและหลักคิดที่เป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต รวมทั้งการทำงานให้แก่ปวงชนชาวไทย ดังนั้นพวกเราหลายสิบล้านคน ก็จะต้องช่วยกันสานต่องานที่ยังไม่เสร็จสิ้น เพื่อให้พระองค์ท่านได้ทอดพระเนตรเห็นความเจริญวัฒนาสถาพรของแผ่นดินไทย ความรัก สมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ และประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย ให้ท่านได้ทรงหายเหนื่อยและหายห่วง.