วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บันทึกน้ำตาริน เงียบ ใจหาย 26 ตุลาคม ในหลวง ร.9 เสด็จสู่สวรรคาลัย

26 ตุลาคม 2560 วันที่น้ำตาพสกนิกรไทยหลั่งรินพร้อมกันทั่วประเทศ​ เนื่องจากเป็นวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือ ในหลวง รัชกาลที่ 9 

ถึงแม้ความเสียใจที่เกิดขึ้นนี้ จะรู้อยู่แก่ใจตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม เมื่อปีที่แล้ว แต่มีคนจำนวนมากยังทำใจไม่ได้ และไม่อยากให้ถึงวันนี้เลย และเมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ เมื่อเห็นควันพวยพุ่งออกจากพระเมรุมาศ บรรยากาศในพื้นที่ทั่วท้องสนามหลวงและรอบนอก ปกคลุมไปด้วยความเงียบ น้ำตาเริ่มหลั่งรินออกจากแก้ม และความรู้สึกใจหาย 

ในฐานะบทบาทของสื่อมวลชน เราทุกคนในทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ มีความรู้สึกไม่แตกต่างจากคนอื่นๆ แต่ต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด เพื่อ พ่อหลวง รัชกาลที่ 9 ในหลวงในดวงใจของเราทุกคน ซึ่งนี่คือบันทึกจากหัวใจ "ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์" ที่ได้มีโอกาสลงพื้นที่ทำหน้าที่ที่สำคัญที่สุดในชีวิต

เสียงสะอื้นจากฝั่งศิริราช อาลัยรักส่งพ่อหลวงครั้งสุดท้าย...

ณ โรงพยาบาลศิริราช อันเป็นที่ประทับสุดท้ายของในหลวง รัชกาลที่ 9 นั้น ประชาชนทั่วทุกสารทิศแต่งกายด้วยชุดสีดำเดินทางมาที่นี่ด้วยหัวใจอันมุ่งมั่นว่า ครั้งหนึ่ง ครั้งเดียว และครั้งสุดท้ายของชีวิตจะต้องมาถวายดอกไม้จันทน์ เพื่อแสดงความอาลัย จงรักภักดี และเป็นการน้อมส่งในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จสู่ฟ้าเสวยสวรรค์...

ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ช่วงตีสามของวันที่ 26 ตุลาคม เราจะสังเกตเห็นได้ว่า ประชาชนรุ่นคุณปู่ คุณทวดแบกร่างกายที่เสื่อมถอยไปตามกาลเวลา พร้อมพกพามาด้วยหัวใจที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น เดินทางมายังโรงพยาบาลศิริราช เพื่อส่งเสด็จ ในหลวง รัชกาลที่ 9 สู่สวรรคาลัยเป็นครั้งสุดท้าย

แม้กระทั่งเด็กน้อยวัยอนุบาลที่เติบโตขึ้นมาในช่วงสุดท้ายของพระชนม์ชีพ ในหลวง รัชกาลที่ 9 เหล่าคุณพ่อคุณแม่ก็พยายามที่จะจูงไม้ จูงมือลูกเล็กเด็กน้อยเหล่านี้มาถวายดอกไม้จันทน์ ณ โรงพยาบาลศิริราช ถึงแม้ว่าวันนี้เด็กๆ เหล่านี้อาจจะยังไม่รู้ไม่เข้าใจในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน แต่เมื่อพวกเขาเติบใหญ่ขึ้นมาเมื่อไหร่ เขาจะรับรู้ได้เองว่า “เขาโชคดีแค่ไหนที่ได้เกิดในรัชกาลที่ 9”

ผู้สื่อข่าวมีโอกาสได้พูดคุยกับ นายคณาวุฒิ ภัทรมาลัย วัย 64 ปี ราษฎรจากจังหวัดนนทบุรี ภายหลังจากที่คุณลุงชาวนนทบุรีท่านนี้ถวายดอกไม้จันทน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คุณลุงบอกเล่ากับผู้สื่อข่าวด้วยความอาลัยว่า...

“ผมไม่มีวันลืมพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้อย่างแน่นอน เพราะช่วงที่ผมป่วยหนัก ตอนนั้นผมป่วยเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ ผมมีโอกาสได้เข้ามารักษาที่โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลของพระองค์ท่าน ทั้งๆ ที่โรงพยาบาลชื่อดังหลายต่อหลายแห่งปฏิเสธที่จะให้การรักษาผมแล้ว”

โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แจ้งกับลูกเมียของผมว่า ผมจะอยู่ได้ไม่เกิน 3 วัน ส่วนอีกแห่งหนึ่งปฏิเสธไม่รับการรักษา เพราะเห็นว่าอาการของผมหนักแล้ว จะมีก็แต่ศิริราชที่รับรักษาผม จนผมหายดีมาจนถึงทุกวันนี้ ผมไม่มีวันลืมพระคุณนี้ ผมจะจดจำพระมหากรุณาธิคุณนี้ไปจนวันตาย และนี่จึงเป็นที่มาว่า ทำไมวันนี้ผมถึงเลือกมาวางดอกไม้จันทน์ที่นี่ นายคณาวุฒิ กล่าวด้วยความรักและศรัทธา

นายคณาวุฒิ กล่าวต่ออีกว่า ในช่วงชีวิตของตนนั้น เคยพบในหลวงรัชกาลที่ 9 หนึ่งครั้ง เมื่อตอนที่รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จลงจากที่ประทับชั้น 16 ไปยังร้านโกลเด้นเพลซ สาขาศิริราช

ขณะที่ การถวายดอกไม้จันทน์ ณ โรงพยาบาลศิริราชนั้น ดำเนินเรื่อยไปจนเข้าสู่ช่วงบ่ายแก่ๆ ของวันที่ 26 ตุลาคม สายฝนเทลงมาอย่างหนัก มวลน้ำเม็ดใหญ่กระทบตามเนื้อตามตัวด้วยความเจ็บแสบ แต่ความทรมานนี้ก็มิอาจทำลายความตั้งใจของประชาชนที่กำลังปักหลักรอได้แม้แต่น้อย

นายอนุชา ขำญาติ ราษฎรที่เดินทางมาถวายดอกไม้จันทน์ ณ รพ.ศิริราช กล่าวกับทีมข่าวว่า ในระหว่างที่ฝนระลอกแรกเทลงมานั้น ตนอยู่เป็นแถวสุดท้ายที่จะถวายดอกไม้จันทน์พอดี ซึ่งความคิดของตนตอนนั้น ก็คือ ไม่ว่าอย่างไร ตนก็จะต้องทนตากฝนถวายดอกไม้จันทน์ให้จงได้

“ผมและครอบครัวเดินทางมาไกลจากชลบุรีเพื่อสิ่งๆ นี้ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าสายฝนจะหนักหนาแค่ไหนก็จะไม่สามารถทำลายความตั้งใจของครอบครัวเราได้แน่นอนครับ นายอนุชา กล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้า

จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปจนถึง 23.30 น. ผู้สื่อข่าวมีโอกาสได้เดินออกไปบริเวณท่าน้ำวังหลัง หวังที่จะมองออกไปให้เห็นแสงสีเหลืองทองจากยอดนพปฎลมหาเศวตฉัตรยอดพระเมรุมาศ

แต่ในขณะที่ ผู้สื่อข่าวเหม่อมองไปยังฝั่งพระนคร พร้อมประชาชนในบริเวณนั้นอีกไม่เกิน 5-6 คน จู่ๆ ก็มีกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นฟ้าออกมาจากบริเวณพระเมรุมาศ


พลันเสียงสะอื้นจากหญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้น ผู้สื่อข่าวหันไปมองต้นเสียง พบว่า เป็นหญิงชราหลังโค้งงอ ผอมแห้ง ผมขาวโพลนเต็มหัว กำลังพยายามพับเพียบนั่งลงไปกับพื้นอย่างยากเย็น หญิงชราก้มกราบลงช้าๆ ปากพึมพำเหมือนสวดอะไรบางอย่าง พร้อมๆ กับน้ำตาที่ไหลรินผ่านร่องแก้มอันเหี่ยวย่น

ในวินาทีเดียวกันนั้น ก็มีเสียงสะอื้นเล็กๆ ดังลอดเข้ามาอีก...

แต่เสียงๆ นั้นไม่ใช่เสียงใครที่ไหน นั่นคือเสียงสะอื้นที่มาจากความอาลัย และความจงรักภักดีของผู้หญิงคนหนึ่งที่วันนี้มาทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวอย่างสุดความสามารถ เพื่อถวายในหลวง รัชกาลที่ 9 เป็นครั้งสุดท้าย...

เขียนข่าว ลั่นชัตเตอร์ ถวายงานครั้งสุดท้าย เพื่อพ่อหลวง ร.9

เช้าตรู่ของวันที่ 26 ต.ค. 60 วันที่คนไทยไม่อยากให้มาถึง... ผู้สื่อข่าว ทำหน้าที่ประจำอยู่ที่จุดพระเมรุมาศจำลอง พระลานพระราชวังดุสิต เพื่อรายงานข่าว ถ่ายภาพบรรยากาศประชาชนที่เดินทางมาถวายดอกไม้จันทน์ ตั้งแต่ในเวลา 05.00 น.

ตลอดทั้งวันที่จุดพระลานพระราชวังดุสิต แม้แดดจะร้อนเพียงใด หรือต้องรอคิวนับสิบชั่วโมง ประชาชนยังต่อแถวรอคอยอย่างไม่ย่อท้อ ทุกคนมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ เพื่อส่งเสด็จพ่อหลวงสู่สวรรคาลัย...สายตาของประชาชนขณะก้าวขาขึ้นไปบนพระเมรุมาศจำลองแห่งนี้ บ่งบอกได้ถึงความรักและอาลัยที่ต้องสูญเสียกษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งไปตลอดกาล

“นี่คือสิ่งสุดท้ายที่ข้ารองบาทฯ จะถวายแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9” เสียงจากพสกนิกรคนหนึ่งที่เดินลงมาจากพระเมรุมาศ กล่าวกับผู้สื่อข่าว พร้อมหยดน้ำตาที่รินไหลระหว่างเดินลงจากพระเมรุมาศ

หลังจากเสร็จพระราชพิธีนั้น เวลา 15.40 น. ได้มีฝนเทกระหน่ำลงมาที่บริเวณพระลานพระราชวังดุสิตอย่างหนัก ประชาชนที่ต่อแถวอยู่กลางแจ้งยืนตากฝนอย่างไม่กลัวเปียก ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่จิตอาสา และเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ยังคงทำหน้าที่ได้อย่างเข้มแข็ง โดยพิธีการถวายดอกไม้จันทน์ยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางสายฝนที่เทลงมาอย่างไม่มีท่าทีว่าจะหยุด  

แต่แล้วเรื่องน่าอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เมื่อกำลังจะเริ่มพิธีการถวายพระเพลิงพระบรมศพตามหมายกำหนดการในเวลา 16.30 น. จู่ๆ สายฝนที่เทลงมาอย่างหนัก ณ พระลานพระราชวังดุสิตก็หยุดตกทันที ก่อนท้องฟ้าจะกลับมาโปร่งใสเหมือนเดิม

“วันนี้คุณรู้สึกอย่างไร?” คำถามทะลวงใจ จากชาวจีน กับ ช่วงเวลาอันสั้นที่ได้เล่าเรื่องพ่อ...

ขณะที่ ผู้สื่อข่าวได้เดินทางมาถึงบริเวณลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ระหว่างที่นั่งรอรับเสด็จในหลวง รัชกาลที่ 10 ในเวลา 20.30 น. ได้พบกับ น.ส Zhang Xiao และ นาย Zhou shunye วัย 25 ปี ชาวจีน และได้มีการพูดคุยกันจนทราบว่า ทั้งคู่ทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ จึงหวังที่จะได้เห็นช่วงเวลาที่จะเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทย และอยากมาเห็นความรักของคนไทย ที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงอยากศึกษาวัฒนธรรมไทยด้วย

พวกเขายังบอกอีกว่า วันนี้มาตั้งแต่บ่ายโมง แม้อากาศจะร้อน ร่างกายจะเหนื่อยก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นเหตุการณ์สำคัญของคนไทย เกิดมา 25 ปีไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้ ที่ประเทศจีนไม่มีแบบนี้ และยังประทับใจคนไทย รวมถึงวัฒนธรรมไทย โดยได้เห็นสายตาที่แสดงออกถึงความรักที่มีต่อพระเจ้าอยู่หัว เห็นคนไทยหลายคนร้องไห้จึงรู้สึกเศร้าไปด้วย เพราะประเทศไทยกับประเทศจีนก็เหมือนพี่น้องกัน

นอกจากนี้ พวกเขายังขอเป็นกำลังใจให้คนไทยเดินผ่านความโศกเศร้าครั้งนี้ไปให้ได้ ก่อนจะบอกว่าคนไทยโชคดีมากที่มีพระมหากษัตริย์ที่ดี

หลังเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์ทั้งคู่ได้ถามกลับมาด้วยว่า “วันนี้คุณรู้สึกอย่างไร?” ผู้สื่อข่าวนิ่งไปครู่หนึ่ง..เป็นคำถามที่ในฐานะผู้สื่อข่าวไม่เคยถูกตั้งคำถามแบบนี้เลยสักครั้ง จึงตอบไปตามความรู้สึกว่า “เสียใจอย่างที่สุด...” พร้อมอธิบายถึงเหตุผลว่า ทำไมคนไทยถึงรักในหลวงมากมายเช่นนี้...

“พระองค์ทรงงานหนักมาโดยตลอด เสด็จฯ ไปในถิ่นทุรกันดารเข้าถึงยาก ไม่มีใครไปแต่พระองค์เสด็จฯ ไป เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องดิน น้ำ ป่า เพื่อให้ประชาชนของพระองค์ อยู่ดี กินดี ตราบใดที่ประชาชนของพระองค์ยังทุกข์อยู่ พระองค์จะไม่ทรงหยุดการทรงงาน แม้ในวันที่พระองค์ทรงพระประชวรอยู่ในโรงพยาบาลก็ยังทรงงาน เรารู้สึกโชคดีที่ได้เกิดในแผ่นดินไทย ได้เป็นข้ารองพระบาทของพระองค์...”

ชาวจีนทั้งคู่พยักหน้าเป็นการตอบรับว่าเข้าใจในสิ่งที่ผู้สื่อข่าวต้องการจะสื่อให้ฟัง ก่อนถามถึงที่มาที่ไปและความหมายของบทเพลงต่างๆ ที่เปิดคลออยู่ตลอดบริเวณถนนราชดำเนิน ก่อนเดินแยกจากกันภายหลังจากที่ขบวนเสด็จผ่านไป...

22.00 น. ผู้สื่อข่าว เดินทางไปยังบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ประชาชนหลายร้อยคนที่เดินเข้าไปไม่ถึง ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงนั่งเฝ้าหน้าจอโปรเจกเตอร์ ฝั่งโรงเรียนสตรีวิทยา บางคนนั่งสวดมนต์เพื่อส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ขณะที่อีกหลายคนยังเดินผ่านเพื่อเข้าไปให้ใกล้พ่อหลวงที่สุด ก่อนทำการรายงานสดผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์เป็นจุดสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม สำหรับตลอดทั้งวันที่ผ่านมา แม้จะเจอทั้งแดดและฝน ในฐานะประชาชน สื่อมวลชน และข้ารองพระบาท รู้สึกปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ที่ได้มีโอกาสถวายงานรับใช้ครั้งหนึ่งในชีวิต

ก้มกราบแนบแผ่นดิน น้อมส่งใจสู่ฟ้า อาลัยพ่อ

บริเวณจุดคัดกรอง 1 แยกสะพานมอญ เป็นจุดที่ผู้สื่อข่าวได้มาทำหน้าที่ตั้งแต่เวลา 05.00 น. เต็มไปด้วยคลื่นมหาชนจากทั่วสารทิศที่มาปักหลักรอคิวเข้าท้องสนามหลวง ยืนเข้าแถวกันยาวสุดลูกหูลูกตาอย่างมุ่งมั่นและอดทน สายตาทุกคู่ชะเง้อมองไปจุดเดียวกันที่เหล็กกั้นจุดคัดกรอง เฝ้ารอคอยให้ถึงเวลาเปิด เพื่อจะได้เข้าชมพระราชพิธีเคลื่อนริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศจากพระบรมมหาราชวังมายังพระเมรุมาศอย่างใกล้ชิด และกราบพ่อหลวง ร.9 เป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต

จนเวลา 06.15 น. เปิดให้ประชาชนทยอยเข้าจุดคัดกรอง หลายคนดีใจจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ที่จะได้ใกล้ชิดกับพระองค์ท่านสมดังหวัง เนื่องจากเดินทางมาจากสุราษฎร์ธานีและปักหลักรอเข้าแถวตั้งแต่คืนวันที่ 24 ต.ค.60

“ถือว่าเป็นบุญอย่างยิ่ง นึกว่าจะไม่ได้เข้ามาส่งพระองค์ท่านแล้ว มานอนรอ 2 วัน 2 คืน ดีใจมาก” พสกนิกรจากภูเก็ตกล่าวกับผู้สื่อข่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมเดินเร็วเพื่อเข้าประจำจุดที่นั่ง

และเมื่อผู้สื่อข่าวได้เข้าไปยังบริเวณท้องสนามหลวง ภาพลูกของพ่อนั่งรอส่งเสด็จกันเนืองแน่น ทุกคนมีแววตาเศร้าสร้อย รอคอยอย่างมุ่งมั่น แม้ต้องนั่งตากแดดนับชั่วโมง แต่ก็ไม่ย่อท้อ

ผู้สื่อข่าวสังเกตว่าในความโศกเศร้าเสียใจในวันที่เราต้องมาส่งพ่อหลวงกลับคืนสู่สรวงสวรรค์ แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งก็มีเหตุการณ์และเรื่องราวที่ทำให้ทั้งรู้สึกประทับใจโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร พยาบาล และจิตอาสา ที่คอยเดินแจกน้ำ แจกอาหาร ดูแลลูกของพระองค์เป็นอย่างดี

จนกระทั่งเวลา 10.40 น. พระราชพิธีอัญเชิญพระบรมโกศไปพระเมรุมาศ (ช่วงที่ 2) บริเวณข้างสวนสราญรมย์ ใกล้ประตูศักดิ์ไชยสิทธิ์เริ่มขึ้น และริ้วขบวนเคลื่อนผ่านอย่างช้าๆ เสียงพสกนิกรร่ำไห้สะอื้น น้ำตาแห่งความเสียใจไหลรินไม่ขาดสาย และต่างพร้อมใจกันยกมือไหว้ก้มกราบแนบพื้นดินด้วยความจงรักภักดี เป็นภาพสุดเศร้าอย่างยิ่ง

ตลอด 1 ชั่วโมงที่ริ้วขบวนที่ 2 ย่างกรายไปอย่างช้า พสกนิกรของพ่อมองตามพระบรมโกศ และยกมือขึ้นไหว้ตลอดเวลา และผู้สื่อข่าวในฐานะพสกนิกรคนหนึ่งก็ได้ก้มกราบแนบพื้นดิน พร้อมน้ำตาไหลรินด้วยความเสียใจและอาลัย

“พิธียิ่งใหญ่และงดงามสมพระเกียรติเหลือเกิน คุ้มกับเวลาที่รอคอยนาน 27 ชั่วโมงเต็มๆ ที่จะได้เข้าไปใกล้พระองค์ท่านมากที่สุด สาธุๆๆ ลูกได้กราบบังคมลาและส่งพ่อสู่สวรรค์แล้ว พ่อเหนื่อยเพื่อเรามามากแล้ว จากนี้จะขอทำความดีและพอเพียงเพื่อพระองค์ตลอดไป” น.ส. ปิยะธิดา กิ่งโสดา วัย 44 ปี เดินทางมาจากอ้อมน้อย กทม. คนเดียวเมื่อวันที่ 25 ต.ค. 60 มารอตั้งแต่เวลา 04.00 น. และได้เข้ามาในท้องสนามหลวง เวลา 07.00 น. ของวันที่ 26 ต.ค. 60 รอนาน 27 ชั่วโมง

เมื่อสิ้นสุดขบวนเคลื่อนผ่าน พสกนิกรยังนั่งเศร้า น้ำตาคลอ มองไปบนท้องฟ้าด้วยความอาลัยยิ่ง และทยอยเดินทางไปเข้าแถวตามจุดต่างๆ เพื่อถวายดอกไม้จันทน์

ขอได้เข้าใกล้พระองค์มากที่สุดก็เพียงพอแล้ว 

ในวันที่แสนปวดใจ เศร้าใจ และหดหู่ที่สุดในชีวิต แต่ลูกคนหนึ่งของ พ่อหลวง ร.9 ก็ต้องทำหน้าที่ประจำของตนเอง คือ การเป็นผู้สื่อข่าว นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ การถ่ายทอดความรู้สึกถึง "การรอคอย" เพื่อที่จะได้เข้าใกล้พ่อให้ได้มากที่สุด ถึงแม้จะทราบว่าก่อนหน้านี้มีประชาชนจำนวนมากมารออยู่ก่อนแล้ว และไม่รู้ว่าจะได้เข้าไปข้างในท้องสนามหลวงหรือไม่...

หลังจากรายงานข่าวในช่วงเช้าเสร็จสิ้น บทบาทของ "ผู้สื่อข่าว" จึงถูกถอดออกเหลือเพียงประชาชน ตั้งแต่เวลา 07.30 น. ที่บริเวณหน้าวัดมหรรณพารามวรวิหาร จุดนี้มีการตั้งแถวเพื่อเดินเท้าผ่านถนนตะนาว เลี้ยวขวา เข้าสู่ถนนบำรุงเมือง และมุ่งหน้ามายังจุดคัดกรองที่ 3 บริเวณสะพานช้างโรงสี เพื่อที่จะเดินต่อไปยังถนนกัลยาณไมตรี เพื่อตัดเข้าถนนสนามไชยและเข้าพื้นที่ท้องสนามหลวง

หลังจากยืน...นั่ง จนเกือบ 1 ชั่วโมง แถวที่ต่อกันยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา ก็เริ่มที่จะขยับ ซึ่งประชาชนที่ต่อแถวนั้น มีคนไทยจากทั่วสารทิศ บ้างมาค้างแรมตั้งแต่เมื่อคืน (25 ต.ค.60) บ้างมาค้างแรมนอนข้างถนนตั้งแต่ วันที่ 24 ต.ค.60 ก็มี ซึ่งแถวดังกล่าวมีจิตอาสามาช่วยจัดระเบียบ ตั้งแต่แถวตอน 6 คน และให้เดินครั้งละ 5 แถว (หางแถวแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ หางแถวยาวไปทางถนนราชดำเนิน และซอยนาวา ทะลุลานคนเมือง)

ระหว่างที่ต่อแถวกันอยู่นั้น สิ่งที่พบเห็นคือ พลังของจิตอาสา รวมถึง ลูกของพ่อหลวง ร.9 ที่อาศัยในย่านนั้น นำน้ำดื่ม อาหาร มาแจกจ่ายให้กับประชาชน ที่หลั่งไหลด้วยความศรัทธามาปักหลักรอข้ามวันข้ามคืน นอนเรียงรายกันตามถนน และก็เป็นโชคดี ที่ได้เห็น หมอกธุมเกตุ ด้วย...

เจ้าหน้าที่จัดแถวหน้ากระดานเรียง 6 ทยอยปล่อยให้เดินไปเป็นพักๆ ระหว่างนั้น เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เมื่อมีชายหญิงกลางคน 2-3 คน พยายามทำเนียนเข้าแถวแทรกแถว...และแล้วกลุ่มคนดังกล่าวก็ต้องถอนตัวออก เมื่อเหล่าประชาชนที่มายืนอยู่ก่อนพร้อมใจกันชี้ตัวบอกเจ้าหน้าที่ให้ช่วยเหลือและคัดตัวออกไป และเชิญให้ไปต่อแถว

ระหว่างที่รอแถวนั้น ยังมีเรื่องราวประทับใจมากมาย จากการช่วยเหลือกัน แบ่งปันอาหารเครื่องดื่มกันและกัน เอื้ออาทรต่อกัน เสมือนเป็นพี่น้องกัน ภาพเหล่านี้เป็นภาพที่เคยเห็นเมื่อนานมาแล้ว และวันนี้คืออีกวันที่เราได้เห็นความ "สมัครสมานสามัคคี" ของคนไทยในวันที่ทุกคน "รวมใจเป็นหนึ่งเดียว" 

ช่วงเวลา 09.30 น. เป็นช่วงเวลาที่แถวเริ่มขยับมากที่สุด และตอนนั้นเอง คุณยายวัย 70 ปี ก็เร่งฝีเท้าวิ่งปร๋อ ดั่งกับสาว 18 เมื่อเจ้าหน้าที่บอกให้วิ่งได้ เธอวิ่งด้วยสีหน้าอิ่มเอมใจ เชื่อว่าจะได้เข้าไปในพื้นที่ใกล้พระเมรุมาศที่สุด 

แต่แล้ว...ความหวังก็เริ่มริบหรี่ลงหรืออาจต้องรอนานขึ้น เพราะเวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่เดินมาบอกกับประชาชน ว่าหากเลยเวลา 11.00 น. ยังไม่ได้เข้าไปในสนามหลวง ก็อาจจะต้องรอนานถึง 5 โมงเย็น เนื่องจากมีพระราชพิธีอีกทั้งต้องรอคนจากสนามหลวงออกมาก่อน

"เข้าไปก็อาจจะไม่เห็นอะไรนะ ริ้วขบวนก็ไม่เห็น พระเมรุมาศก็ไม่เห็น...เพราะทางเข้าอีกด้านหนึ่งของสนามหลวง”

"แล้วเห็นกำแพงวังไหม" ชายกลางคนที่ยืนต่อแถวอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยถามสวนขึ้น

“เรายังเห็นค่ะ”

เมื่อเจ้าหน้าที่ตอบรับเพียงเท่านี้ ทำให้คนในแถวบางส่วนที่เริ่มแสดงสีหน้าเหนื่อยอ่อน เริ่มย่อท้อแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม แม้จะมีเหงื่อโซมกายและใบหน้าก็ตาม...

“ขอได้เข้าใกล้พระองค์มากที่สุดก็เพียงพอแล้ว” ทุกคนในแถวต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน และหันพูดคุยกันถึงแม้บางคนจะไม่เคยเจอหน้าหรือรู้จักกันมาก่อนก็ตาม

ขบวนแถวค่อยๆ เดินทีละน้อย แดดที่เปล่งแสงออกมาเริ่มเจิดจ้า ผู้สื่อข่าวในฐานะประชาชนต่อแถวไปเรื่อยๆ กระทั่ง มาหยุดที่บริเวณ ถนนบำรุงเมือง มองเห็นจุดคัดกรองที่ 3

“นั่งเลยครับ ตอนนี้ขบวนจะไม่เดินแล้ว และคาดว่าต้องรอนาน”

และเป็นอย่างที่เจ้าหน้าที่บอก เรานั่งกลางแดดร่วมกับคนอื่นๆ ตรงนั้นเป็นเวลานาน 3-4 ชั่วโมง และมีเหตุวุ่นๆ ขึ้นเล็กน้อย ผู้คนบางส่วนอาศัยร่มไม้ไปนั่งหลบแดด เช่นเดียวกับ คุณยายท่านหนึ่ง นั่งพิงกับเสาไฟใกล้ๆ ก.มหาดไทย 

นางอารี ป้ายงูเหลือม อายุ 61 ปี ชาวนาจาก จ.นครราชสีมา เดินทางมาลำพัง แต่มาสมทบกับพี่สาวก่อนจะเดินทางมาต่อแถว ตั้งแต่ 21.00 น. วันที่ 25 ตุลาคม 

"ป้าไม่ได้ท้อนะ แต่อยากออกมานั่งหลบแดดพักเหนื่อยก่อน ที่มาวันนี้เพราะอยากจะเข้าใกล้เพื่อมาส่งพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย ป้าบูชาพระองค์เหมือนกับเทพ เพราะพระองค์ช่วยเหลือชาวนา ทุกวันนี้ ลูกๆ รวม 6 คนของป้าเรียนจบมีงานทำ...หากแม้ว่าไม่ได้เข้าไปข้างในแต่ขอเข้าใกล้ให้ได้มากที่สุดก็ดีใจมากแล้ว..."

อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาประมาณ 15.30 น. ก็มีคำสั่งปิดจุดคัดกรองทั้ง 9 จุด ผู้คนจึงเปลี่ยนทิศทางไปวางดอกไม้จันทน์ในจุดรอบๆ แทน 

การเดินทางมาต่อแถวในครั้งนี้ แม้จะเหนื่อย ร้อน แต่หัวใจกลับเปี่ยมไปด้วยความสุข ได้เข้าใกล้พระองค์ทีละก้าว ทีละก้าว เพื่อส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ใกล้แค่ไหนก็ปลาบปลื้มใจเป็นที่สุดของชีวิตน้อยๆ คนนี้แล้ว 

ทั้งหมดนี้ คือ บันทึกแห่งความทรงจำ ในฐานะผู้สื่อข่าวที่ทำหน้าที่ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 วันที่ พ่อหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จสู่สวรรคาลัย แต่ยังคงอยู่ในหัวใจคนไทยทุกคนตราบชั่วนิจนิรันดร์ 

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน