วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พ่อทำให้คนไทยกินดีอยู่ดี

โครงการพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ตลอดเวลามิทรงเหน็ดเหนื่อยย่อท้อ ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนาที่ทรงตรากตรำทำงานหนักที่สุดในโลกเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยให้มีความกินดีอยู่ดี

ตัวอย่างโครงการพระราชดำริที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ โครงการปลานิลพระราชทาน ซึ่งเป็นโครงการที่ล่วงเลยมาสู่ปีที่ 51 พระอัจฉริยภาพของพระองค์ไม่เพียงแต่พัฒนาคุณภาพชีวิตให้คนไทยได้กินดีอยู่ดี ยังได้สร้างระบบเศรษฐกิจขึ้นมามูลค่ามหาศาล

เป็นโครงการที่ต้องการเสริมสุขภาพอนามัยแก่ประชาชนที่ขาดแคลนโปรตีนในเขตจังหวัดยากจนหลายๆจังหวัดของประเทศ
ได้มีอาหารปลาซึ่งให้โปรตีนสูงเพื่อแก้ไขโรคขาดสารอาหาร และยังเป็นการสร้างอาชีพให้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาและพัฒนาเทคโนโลยีการเลี้ยงและพัฒนาสายพันธุ์จนที่เห็นกันในปัจจุบัน

สมเด็จพระจักรพรรดิอปากิฮิโตะ แห่งประเทศญี่ปุ่น ได้ทูลเกล้าฯถวายลูกปลาตระกูลเดียวกับปลาหมอเทศ จำนวน 50 ตัว แด่ในหลวง ร.9 เมื่อปี พ.ศ.2508 ซึ่งพระองค์ได้ทรงทดลองเพาะเลี้ยงบ่อปลาในสวนจิตรลดา ปรากฏว่า ผลการทดลองปลานี้สามารถเจริญเติบโตและแพร่ขยายพันธุ์ได้เป็นอย่างดี และพระราชทานให้กรมประมง 10,000 ตัว และพระราชทานชื่อ ว่า “ปลานิล” ซึ่งมาจากแม่น้ำไนล์ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของปลาสายพันธุ์นี้

การเพาะพันธุ์ปลานิลในประเทศไทยเริ่มมีการบันทึกสถิติในปี พ.ศ.2517 นับจากนั้นมาปลานิลหน้าฟาร์มได้สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไม่น้อยกว่า 107,000 ล้านบาท จนถึงปัจจุบันมีการผลิตปลานิลไม่น้อยกว่า 220,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าหน้าฟาร์ม 12,000 ล้านบาท ปลานิลยังเป็นปลาน้ำจืดเพื่อการส่งออกที่มีศักยภาพสูงกว่าปลาชนิดอื่น นอกจากปลานิลเป็นปลาที่ชาวไทยบริโภคกันมากที่สุดแล้ว ยังทำให้เกิดการมีงานทำแก่ประชาชนมากกว่าล้านคนในฟาร์มปลานิลที่มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 300,000 แห่งทั่วประเทศ

ในปี 2549 องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) รายงานว่า ประเทศไทยสามารถผลิตปลานิลได้เป็นอันดับที่ 4 ของภูมิภาคเอเชีย รองลงมาจากประเทศจีน ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

ในปัจจุบันประเทศไทยยังส่งออกปลานิลไปยังตลาดต่างประเทศทั้งในยุโรป, ตะวันออกกลาง, สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย และเอเชีย ในปี พ.ศ.2551 ตลาดสหภาพยุโรปกลายเป็นตลาดอันดับ 1 ของปลานิล คิดเป็นปริมาณส่งออก 7,758.98 ตัน รองลงมาคือ ประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง มีปริมาณการส่งออก 5,583.91 ตัน

ส่วนตลาดสหรัฐฯอยู่ในลำดับที่ 3 มีปริมาณ 4,786.27 ตัน คิดเป็นสัดส่วนการส่งออกปลานิลไทยไปยังประเทศต่างๆในสหภาพยุโรปมากที่สุดถึงร้อยละ 40 รองลงมาคือสหรัฐฯ ร้อยละ 37 ส่วนประเทศในแถบตะวันออกกลางมีสัดส่วนราวร้อยละ 15 ของการส่งออกรวม โดยทำการส่งออกทั้งหลายรูปแบบ ทั้งปลานิลสด, ปลานิลที่ยังมีชีวิต และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ

สำหรับการพัฒนาสายพันธุ์นั้น ทางศูนย์ประมงน้ำจืดของจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดขอนแก่น ได้พัฒนาสายพันธุ์ปลานิลธรรมดาผสมข้ามสายพันธุ์กับปลาหมอเทศ ได้ปลาที่มีลักษณะเป็นปลาที่มีสีขาวอมแดง และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรม ราชินีนาถ พระราชทานนามว่า “ปลานิลแดง”

นอกจากนี้ ปลานิลซุปเปอร์เมลเป็นการพัฒนาสายพันธุ์จนได้ปลาเพศผู้ทั้งหมด โดยทำการดัดแปลงโครโมโซม ซึ่งให้ผลผลิตสูงกว่าปลานิลทั่วไป

สำหรับปลาทับทิม ในปี พ.ศ.2532 ในหลวง ร.9 พระราชทานแนวพระราชดำริแก่นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ให้พัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ปลานิล เนื่องจากขณะนั้นกระแสนิยมบริโภคเนื้อปลาเพื่อสุขภาพมีมากขึ้น แต่ปลาทะเลกลับมีปริมาณลดลงเรื่อยๆ กลุ่มธุรกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำซีพีเอฟจึงได้เริ่มวางโครงการพัฒนาสายพันธุ์ปลาด้วยการนำปลานิลจิตรลดาพระราชทานมาเป็นต้นตระกูลเพื่อพัฒนาสายพันธุ์ตามแนวพระราชดำริ โดยคัดเลือกสายพันธุ์ปลานิลทั้งจากอเมริกา อิสราเอล และไต้หวัน ซึ่งแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะเด่นมากในด้านต่างๆ โดยปลาอเมริกาเป็นปลาที่มีสีแดง สวยและทนต่อความเค็มของน้ำได้ดี และพระราชทานชื่อ “ปลาทับทิม”

ในวันที่พ่อไม่อยู่ ประชาชนคนไทยจะต้องทำความดีและน้อมนำคำสอนมาใช้ในชีวิตประจำวันและเพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้.

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th