วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สัมมนาอินทผลัมโลก ชี้อนาคตพืชเศรษฐกิจไทย

ในระยะ 4–5 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรและเจ้าของสวนที่มีฐานะดีในประเทศไทย หันมาสนใจปลูก “อินทผลัม” ผลไม้สารพัดประโยชน์ที่คนทั่วโลกมีความต้องการบริโภค และขายได้ราคาดี กำลังเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของไทย แต่ผลผลิตออกมาไม่เพียงพอต่อความต้องการ

เนื่องจากสารอาหารในอินทผลัมมีแร่ธาตุมากมาย และน้ำตาลโวลาไตล์ อีกทั้งอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร ลดอาการท้องผูก ฆ่าเชื้อโรคในระบบทางเดินอาหาร และมีสรรพคุณให้พลังงานสูง บำรุงร่างกายด้านต่างๆ โดยเฉพาะแถบยุโรปและตะวันออกกลาง คนนิยมบริโภคกัน

แต่ปัญหาการปลูกอินทผลัมในประเทศไทย เริ่มมีการตั้งคำถามกันมากว่า ระหว่างการ ปลูกด้วยเมล็ด และ การปลูกด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ปลูกแบบไหนให้ผลผลิตที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดที่แท้จริง

ทั้งนี้ เพราะปัจจุบันมีเจ้าของสวนอินทผลัมที่ปลูกด้วยเมล็ดจนโด่งดัง มีต่างประเทศมาเหมาสวนกันเลย จึงไม่แน่ใจว่าผลผลิตแบบไหนจึงจะเหมาะสมกันแน่

โชคดีที่ประเทศไทยได้รับการยอมรับจาก ศูนย์วิจัยเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออินทผลัม D.P.D. (Date Palm Developments) เมืองซัมเมอร์เซ็ท ประเทศอังกฤษ ซึ่งส่งต้นอินทผลัมจากการเพาะเนื้อเยื่อขายให้เจ้าของสวนทั่วโลก เนื่องมาจาก นางกรณิศ นวลละออง เป็นคนไทยคนแรกและคนที่ 2 ของโลก ที่ได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออินทผลัมที่ศูนย์แห่งนี้

นางกรณิศ นวลละออง เจ้าของฟาร์มอินทผลัมจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ED WOOD Thailand อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา และเป็นตัวแทนของ D.P.D. ส่งขายต้นอินทผลัมให้เกษตรกรทั่วประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

ด้วยความห่วงใยและต้องการให้ความรู้แก่เจ้าของสวนและเกษตรกรที่สนใจปลูกอินทผลัมอย่างถูกวิธี ตลอดจนการดูแลให้ผลผลิตออกตามสายพันธุ์ และผลผลิตมีคุณภาพตามความต้องการของตลาด นางกรณิศ จึงได้จัด “สัมมนาอินทผลัมโลก ครั้งที่ 1” (Seminar of Date Palm World) ที่โรงแรมดุสิต ปริ๊นเซส อ.เมือง จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา

การสัมมนาครั้งนี้มี เจ้าของสวนอินทผลัม เกษตรกร และ นักวิชาการที่สนใจ รวมทั้งเจ้าของสวนจาก กัมพูชา และ มาเลเซีย เข้าร่วมสัมมนาประมาณ 200 คน โดยเชิญ ดร.ศรีเมือง เจริญศิริ อดีต รมว.ศึกษาธิการ ซึ่งหันมาเป็นเกษตรกรปลูกอินทผลัมด้วย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมเชิญนักวิชาการไทย นักวิจัยจากอังกฤษและเจ้าของสวนจากออสเตรเลีย มาร่วมสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์

นางกรณิศ ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการเตรียมการเริ่มต้นนำต้นอินทผลัมจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาปลูกอย่างถูกวิธี เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อระยะ 6 เดือน นำต้นมาอนุบาล 1 ปี ก่อนนำลงปลูก ซึ่งจะทำให้ต้นแข็งแรงและดูแลอาหารได้ดีกว่า การลงดินและการใส่ปุ๋ย รวมถึงการใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่ไม่เป็นอันตรายต่อต้นอินทผลัมและผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้ได้ผลสมบูรณ์และมีรสชาติตามสายพันธุ์

นางเจน ชอล์ค และนักวิจัยจากศูนย์วิจัยเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออินทผลัม D.P.D. (Date Palm Developments) เมืองซัมเมอร์เซ็ท ประเทศอังกฤษ ให้ความรู้ว่า จากการวิจัยพบว่า อินทผลัมสายพันธุ์ “บาฮี” (Bahee) ของอิรัก เหมาะสมและเข้ากับ สภาพภูมิอากาศในประเทศไทย ได้ดี และจะให้ผลผลิตที่มีคุณภาพตามสายพันธุ์ คนไทยจึงนิยมปลูกกัน

อินทผลัมสายพันธุ์ “บาฮี” จะปลูกด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและอนุบาลตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง ก่อนนำลงปลูกในพื้นดินและดูแลใส่ปุ๋ยตามระยะจนออกดอกออกผล สำหรับสภาพ อากาศและดินในประเทศไทย เข้ากับสายพันธุ์นี้ได้ดี ออกดอกและให้ผลผลิตรวดเร็วภายใน 3 ปี ขณะที่ในต่างประเทศใช้เวลาประมาณ 6 ปี

ส่วน นายเดวิด ไรล์ลี เจ้าของสวน Gurra Downs ที่ปลูกอินทผลัมสายพันธุ์ “บาฮี” และเป็นรายใหญ่ที่ส่งขายในประเทศออสเตรเลีย แทบไม่พอขาย และยังส่งต้นอินทผลัมที่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อขายให้เจ้าของสวนอีก 250 สวน ได้แนะวิธีการปลูกที่ได้ผลดีกว่า ที่สวนของตนใช้ช่วงเวลาของอากาศและการเร่งดอกทำให้เก็บผลผลิตได้ 3 ครั้งต่อปี แต่ประเทศไทยโชคดี ปลูก 3 ปี ออกผลแล้ว ที่ออสเตรเลียใช้เวลา 6-7 ปี

การสัมมนาครั้ง นายกฤษดา จักรเสน นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องอินทผลัมในประเทศไทย และกำลังทำปริญญาเอกด้านอินทผลัมพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย ที่จะสร้างรายได้มหาศาลในอนาคต ได้มาเป็นผู้ดำเนินการสัมมนา และแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้ร่วมสัมมนาอย่างกว้างขวาง

นายกฤษดา กล่าวว่า ตนสนับสนุนให้ชาวสวนปลูกอินทผลัมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เริ่มต้นปลูก 5-15 ต้น พร้อมปลูกพืชอื่นๆไปด้วย จะได้มีผลผลิตสร้างรายได้ไปด้วยระหว่างปลูกอินทผลัม การปลูกอินทผลัมเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าจับตามอง เพราะลงทุนอาจจะสูงนิดหน่อย แต่อายุต้นยาวนานถึง 90 ปี เก็บผลผลิตได้ระยะยาว

ดร.ศรีเมือง เจริญศิริ อดีต รมว.ศึกษาธิการ ที่มาร่วมสัมมนาและได้รับเชิญเป็นประธานเปิดงานด้วย เผยว่า ตั้งใจนำบุตรชายและพนักงานมาร่วมสัมมนาครั้งนี้ เพราะปัจจุบันตนมีไร่อ้อยและสวนหลายแห่ง เพิ่งมาทดลองปลูกอินทผลัม ปลูกทั้งใช้เมล็ดและเนื้อเยื่อสายพันธุ์ต่างๆ เพื่อรอดูว่าพันธุ์ไหนให้ผลผลิตดี จะได้ปลูกเพิ่มอย่างจริงจัง

“ผมสนใจพันธุ์บาฮี จึงสั่งซื้อต้นไปปลูกถึง 300 ต้น ปลูกที่ จ.มหาสารคาม ขายอ้อยได้ 3-4 ล้านบาท เอามาลงทุนปลูกอินทผลัมหมด ยังปลูกพันธุ์อื่นๆที่ จ.ขอนแก่น และ จ.เชียงใหม่ ด้วย แต่ปัญหาในอนาคตคือการบริหารจัดการด้านตลาดอินทผลัมในประเทศไทย ต้องมีการจัดการที่ดี ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาเรื่องดั๊มราคา และตัดราคากันเหมือนพืชอื่นๆ ทุกคนต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ดี” ดร.ศรีเมือง กล่าวด้วยความเป็นห่วง

จากการสัมมนาครั้งนี้ทำให้ทราบว่า การปลูกอินทผลัมด้วยเมล็ด ยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพและรสฝาด ไม่เหมือนการปลูกจาก ต้นที่เพาะเนื้อเยื่อสายพันธุ์บาฮี ที่ให้ผลผลิตดี เม็ดใหญ่และรสชาติหวาน ขณะที่ภาคเอกชนและเจ้าของสวนอินทผลัมก้าวหน้าไปกว่าภาคราชการในเรื่องนี้

มีการคาดการณ์ว่า เฉพาะอินทผลัมสายพันธุ์ “บาฮี” จาก ศูนย์ของ ED WOOD Thailand แห่งเดียว ขายให้สมาชิกไปแล้ว 25,000 ต้น ผลผลิตต้นละ 100-150 กิโลกรัม ราคาปัจจุบันเฉลี่ยกิโลกรัมละ 500-600 บาท อีก 5 ปี จะมีผลผลิตออกมามูลค่า 2 พันกว่าล้านบาท นี่ยังไม่นับจากไร่อื่นๆอีก

หากไม่มีการบริหารจัดการเรื่องตลาดที่ดีพอ อินทผลัมในประเทศไทย พืชเศรษฐกิจตัวใหม่จะเกิดปัญหาด้านราคา จึงต้องเตรียมการกันตั้งแต่ตอนนี้เลย.

นิธิรุจน์ สุพัฒน์ศักดิ์ /รายงาน