วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผุด 2 โปรเจกต์ยักษ์ลดเหลื่อมล้ำ หอการค้าไทยลุยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

“หอการค้าไทย” ลุยโปรเจกต์ยักษ์ ดันโครงการ 1 หอการค้า ดูแลอย่างน้อย 1 สหกรณ์การเกษตร และโครงการ 1 หอการค้า 1 วิสาหกิจชุมชน หวังเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ท้องถิ่น ลดความเหลื่อมล้ำ และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก วอนรัฐเอาความสำเร็จของโครงการไปช่วยเหลือชุมชนอื่นต่อ

นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า นโยบายสำคัญหนึ่งของหอการค้าไทยคือ การลดความเหลื่อมล้ำและการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะในภาคเกษตร ที่เป็นภาคเศรษฐกิจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น หอการค้าไทยจึงได้จัดทำโครงการช่วยเหลือภาคเกษตร และชุมชนท้องถิ่นในหลายโครงการ เช่น โครงการ 1 หอการค้า ดูแลอย่างน้อย 1 สหกรณ์การเกษตร, โครงการ 1 หอการค้า 1 วิสาหกิจชุมชน เป็นต้น

“การจัดทำโครงการต่างๆเหล่านี้ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ชุมชนในท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง เสริมสร้างรายได้และยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น โดยหากชุมชนในท้องถิ่นมีความเข้มแข็งแล้ว จะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็งขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล ถือเป็นการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้อีกทาง”

หนุนเกษตรกรสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า

ด้านนายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า โครงการ 1 หอการค้า ดูแลอย่างน้อย 1 สหกรณ์การเกษตร มีเป้าหมายเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านต่างๆ และยกระดับความสามารถให้กับสหกรณ์การเกษตร และสมาชิก โดยจะเน้นองค์ความรู้ในด้านการผลิตสินค้าที่มีนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ความรู้ด้านการตลาด ด้านการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตร เป็นต้น

สำหรับวิธีการดำเนินงาน จะคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรเพื่อเข้าร่วมโครงการ โดยหอการค้าจังหวัดจะตั้งคณะทำงาน ประกอบด้วย ผู้รู้ด้านการสร้างแบรนด์ ด้านการตลาด และทีมกฎหมาย เพื่อศึกษาข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มเกษตรกร จุดเด่น จุดด้อย ปัญหาอุปสรรค และโอกาส รวมถึงจัดทำกลยุทธ์เพื่อนำกลุ่มเกษตรกรไปสู่ความสำเร็จ โดยกำหนดผู้รับผิดชอบทุกขั้นตอน และระยะเวลาสำเร็จโครงการ กำหนดผู้ติดตามความก้าวหน้า ตัวชี้วัด ตารางเวลาติดตามงาน จนกว่าจบโครงการ และประสบความสำเร็จ

“ล่าสุด ได้คัดเลือกสหกรณ์การเกษตรเป้าหมาย และลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกันแล้ว โดยมีสหกรณ์การเกษตรเข้าร่วมโครงการ 118 แห่ง อย่างไรก็ตาม ตั้งเป้าหมายที่จะยกระดับสหกรณ์การเกษตรเพื่อเป็นต้นแบบนำร่องให้ได้ 10 แห่งในปี 61 และจะนำสหกรณ์การเกษตรต้นแบบไปใช้ในการยกระดับสหกรณ์การเกษตรอื่นๆต่อไป”

“กันทรลักษ์” สำเร็จเกินคาด

นายวิชัยกล่าวต่อโครงการที่ประสบความสำเร็จ เช่น สหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งได้ประสานการทำงานร่วมกับหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ โดยหอการค้าช่วยเหลือในการยกระดับผลผลิตทุเรียนให้เป็นระดับพรีเมียม โดยได้ให้ข้อเสนอแนะ ชี้นำ แก้ไขปัญหา รวมถึงจัดหาช่องทางการตลาดให้มากขึ้น ขณะที่สหกรณ์ประสานงานและจัดอบรมให้ความรู้ด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ซึ่งการผลิตทุเรียนของสหกรณ์แห่งนี้ จะได้มาตรฐานวิธีปฏิบัติที่ดีทางการเกษตร (GAP) มีระบบ QR-Code เพื่อตรวจสอบย้อนกลับ ทำให้ผู้บริโภคทราบว่ารับประทานทุเรียนของเกษตรกรรายใด และมีคุณภาพ เพียงใด มีการรับประกันทุเรียนทุกลูก ทำให้เกษตรกรขายได้ในราคาสูง เช่น จำหน่ายบรรจุกล่อง 1 ผล ราคา 666 บาท ขนาด 2 ผล ราคา 1,295 บาท จากทุเรียนทั่วไปที่จำหน่ายหน้าสวนกิโลกรัม (กก.) ละ 70-90 บาท

นอกจากนี้ ยังมีสหกรณ์การเกษตรนาเกลือ สมุทรสาคร ที่ร่วมมือกับหอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร แก้ปัญหาราคาเกลือตกต่ำด้วยการเพิ่มมูลค่าดอกเกลือในรูปแบบเกลือสครับผิว และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น สบู่เหลวและสบู่ก้อนดอกเกลือ เกลือแช่เท้า เกลือแช่ตัว เป็นต้น ส่งผลให้ผู้ผลิตสามารถขายผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้ในราคาสูงขึ้นมาก เช่น เกลือสครับผิว 500 กรัม ราคา 450 บาท แต่ดอกเกลือ 1 กก. เพียง50บาทเท่านั้น

วอนรัฐสานต่อโครงการต้นแบบ

นายวิชัยกล่าวต่อถึงโครงการ 1 หอการค้า 1 วิสาหกิจชุมชน ว่า มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่น โดยจะส่งเสริมสนับสนุน และพัฒนาที่เหมาะสมกับศักยภาพของวิสาหกิจชุมชนแต่ละแห่งให้มีความเข้มแข็ง และพึ่งพาตนเองได้ รวมถึงสร้างรายได้ให้กับวิสาหกิจชุมชน สร้างองค์ความรู้ด้านต่างๆ และยกระดับความสามารถให้กับวิสาหกิจชุมชน และสมาชิก
โดยวิธีการดำเนินการนั้น อาจเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่เป็นสมาชิกหอการค้าไทยที่สมัครเข้าร่วมโครงการ หรือบริษัทขนาดใหญ่โดยการร่วมมือกับหอการค้าจังหวัดจะเป็นผู้คัดเลือกวิสาหกิจชุมชน จากนั้นจะจัดประชุมหารือเพื่อรวบรวมข้อมูลปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และนำมาศึกษาวิเคราะห์ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลตามศักยภาพที่วิสาหกิจชุมชนต้องการที่จะขอ รับการสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือต่อมาจะส่งเสริมและสนับสนุนองค์ความรู้ด้านต่างๆ และสุดท้ายเป็นขั้นตอนของการติดตามประเมินผลโครงการอย่างต่อเนื่อง

โครงการ “สารภี” ตัวอย่างชั้นยอด

สำหรับตัวอย่างของโครงการนี้ เช่น ชุมชนผู้ปลูกลำไย ต.ขัวมุง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ มีปัญหา คุณภาพผลผลิตลดลง และถูกกดราคารับซื้อจากพ่อค้าคนกลางชาวต่างชาติ หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่จึงได้ช่วยเหลือในการเชื่อมโยงผลผลิตเข้าสู่ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) ทำให้มีตลาดรองรับผลผลิต รวมถึงให้ความรู้ในด้านการ บริหารจัดการ เพื่อผลักดันให้เกิดวิสาหกิจแปลงใหญ่ รองรับการค้าขายกับห้างค้าปลีก ขณะที่ธนาคารกรุงเทพได้ช่วยเหลือในการปล่อยเงินกู้ระยะสั้น ส่งผลให้ชาวสวนสามารถขายผลผลิตตรงสู่ผู้บริโภค และขายได้ในราคาดีขึ้น มีการรวมกลุ่มผลิตและพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ดีขึ้น

“สิ่งที่ภาคเอกชนทำ เป็นการช่วยเหลือชุมชนในท้องถิ่น โดยเอาความต้องการของท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง เราไม่ได้คิดเอาเองว่าจะต้องช่วยเหลือเขาอย่างไร แต่ได้ปรึกษาหารือกับเขาแล้วว่าต้องการความช่วยเหลืออย่างไร แล้วจึงลงมือทำร่วมกัน ถือเป็นเพียงโครงการต้นแบบ เท่านั้น อยากให้ภาครัฐเอาโครงการต้นแบบนี้ไปสานต่อในการช่วยเหลือชุมชน หรือสหกรณ์การเกษตร หรือวิสาหกิจชุมชนอื่นๆต่อไป เพราะรัฐจะมีแรงและกำลังที่จะช่วยเหลือได้มากกว่าภาคเอกชน หากทำได้จริง เศรษฐกิจฐานรากจะเข้มแข็ง และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน”.