วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เศรษฐกิจต่างจังหวัดปีหน้ายังอ่วม ทีเอ็มบีชี้คนไทยกำลังซื้อ“สิงห์ปืนฝืด”

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทีเอ็มบี รายงานว่า รายได้เกษตรกรปีหน้ายังอยู่ในภาวะนิ่ง ส่งผลให้กำลังซื้อเศรษฐกิจภูมิภาคไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เหตุราคาสินค้าเกษตรสำคัญทรงตัว หวังรัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม แม้เศรษฐกิจปี 2561 มีทิศทางปรับตัวดีขึ้นกว่าปีนี้จากคาดการณ์ โดยคาดว่าจะขยายตัว 3.8% เพิ่มจากปีนี้ที่ขยายตัว 3.5% ปัจจัยหลักคือการส่งออกปรับตัวดีขึ้น แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังกระจุกอยู่ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ด้านเศรษฐกิจภูมิภาคยังคงทรงตัว เนื่องจากราคาสินค้าเกษตรสำคัญ คือ ข้าว ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน มีแนวโน้มทรงตัวต่อเนื่องจากปีนี้

โดยศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี ประเมินว่า ราคาเฉลี่ยข้าวเปลือกและยางแผ่นดิบที่เกษตรกรจะขายได้ในปี 2561 อยู่ที่ 7,700 บาทต่อตัน และ 66 บาทต่อกิโลกรัม หรือเพิ่มขึ้น 2% และ 1.5% ตามลำดับ ขณะที่การส่งออกแม้ปริมาณจะเพิ่มขึ้นแต่อาจได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งลดทอนความสามารถในการส่งออกข้าวและยางของไทย ขณะที่ราคามันสำปะหลังและปาล์มน้ำมันปีหน้า คาดว่ามันสดจะมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 1.40 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากการปริมาณส่งออกไปจีนยังคงลดลงต่อเนื่อง ด้านปาล์มน้ำมัน คาดว่าราคาเฉลี่ยปาล์มสดอยู่ที่ 4.70 บาทต่อกิโลกรัม ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.4% เนื่องจากผลผลิตปาล์มสดออกสู่ตลาดเป็นปกติ และไม่เกิดภาวะภัยแล้ง

ทั้งนี้ สินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มราคาลดลงปีหน้า คือ อ้อย ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำตาลตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงจากต้นปีนี้กว่า 30% ทำให้ราคาอ้อยโรงงาน ปี 2561 จะอยู่ที่ 900 บาทต่อตันจากราคาเฉลี่ย 982 บาทต่อตัน นอกจากนี้ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายยังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการกำกับดูแลและกลไกการกำหนดราคา ซึ่งยังอยู่ในระยะเริ่มต้น อาจส่งผลต่อราคารับซื้ออ้อยจากเกษตรกร

ดังนั้น เมื่อภาพรวมของราคาสินค้าเกษตรสำคัญที่มีมูลค่าผลผลิตกว่า 710,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นรายได้ของเกษตรกรกว่า 12 ล้านคน ทั่วประเทศ มีแนวโน้มทรงตัวในปีหน้าทำให้คาดการณ์ดัชนีรายได้เกษตรกรปี 2561 พบว่า รายได้จะไม่ขยายตัว โดยเกษตรกรพื้นที่ภาคใต้ ภาคตะวันออก และบางจังหวัดในภาคกลาง รวม 21 จังหวัด มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ 56 จังหวัด ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวโน้มรายได้ทรงตัว และจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อาทิ ธุรกิจปุ๋ย เคมีภัณฑ์ เป็นต้น รวมทั้งการจับจ่ายใช้สอยในเศรษฐกิจภูมิภาคอาจชะลอตัวจากความไม่มั่นใจในรายได้ของเกษตรกร

สำหรับกลุ่มสินค้าที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงคือ สินค้าคงทน สินค้าฟุ่มเฟือย สินค้าที่มีมูลค่าสูง และสามารถเลื่อนเวลาซื้อออกไปได้ เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เป็นต้น ดังนั้น เพื่อให้เศรษฐกิจภูมิภาคมีสภาพคล่องและขยายตัวได้ในระยะที่เกษตรกรไม่สามารถใช้จ่ายได้เพิ่มขึ้น ภาครัฐต้องเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณมากขึ้น หรือเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาค.