วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ในหลวงรัชกาลที่9 งดงามในความทรงจำ

อุบล

“ยังคงงดงามในความทรงจำ” ...ฉันนั่งอยู่ใต้ซุ้ม หลังคาริมถนนเล็กๆที่ทอดยาวไปสู่ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต แสงแดดรำไรยามเช้าส่องลอดผ่านซุ้มหลังคาทางมะพร้าวลงมาดูเป็นลวดลายทางๆ

มันเป็นต้นฤดูร้อนแล้ว อากาศยามเช้ายังไม่ร้อนเท่าใดนัก กอปรกับศาลากลางแห่งนี้อยู่บนเนิน มีลมพัดมารวยรินตลอด เรากำลังรอเวลาอันสำคัญยิ่งคือการเสด็จฯมาเยี่ยมราษฎรของพระบาทสมเด็จพระเจ้ายู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในจังหวัดภูเก็ตเป็นครั้งแรก

เมื่อมองไปทั่วๆ ผู้คนนั่งเบียดเสียดอยู่อย่างหนาแน่น บางกลุ่มกำลังเดินเข้ามาในบริเวณที่ทางการทำเป็นซุ้มหลังคาด้วยทางมะพร้าวเป็นแนวยาวขนานไปกับถนน ทุกคนล้วนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารยืนคอยอำนวยความสะดวกอยู่เป็นระยะๆ ทุกสิ่งทุกอย่างตื่นตาตื่นใจมากสำหรับฉัน

มันเป็นต้นเดือนมีนาคมของปี 2502 ขณะนั้นฉันเรียนอยู่ชั้น ป.4 ครอบครัวฉันและคนในหมู่บ้านพากันนั่งเรือยนต์ข้ามจังหวัด ลัดเลาะมาทางอ่าวพังงา ผ่านหมู่เกาะต่างๆ เช่น เขาพิงกัน เขาตะปู เขาหมาจู ที่เป็นเขาหินปูน ถ้ำหินงอกหินย้อย มาสู่ช่องแคบปากพระ ซึ่งช่องแคบคั่นระหว่างพังงาและภูเก็ต (ปัจจุบันมีสะพานสารสินเชื่อมสองฝั่งเข้าด้วยกัน) เพื่อมารับเสด็จ โดยทั้งสองพระองค์จะประทับที่ภูเก็ต 3 วัน ระหว่างวันที่ 9-11 มีนาคม 2502

ผู้คนบ้านฉันส่วนใหญ่จะมีญาติพี่น้องในจังหวัดพังงาและภูเก็ต ฉะนั้นเวลามีเรื่องสำคัญๆ เช่น ส่งลูกหลานเรียนหนังสือ ป่วยเจ็บ ก็มักจะพากันมาที่นี่ การเดินทางจะสะดวกกว่าเข้าตัวจังหวัดบ้านตัวเอง (เมืองกระบี่)

น้ำทะเลใส ฟ้ากว้าง เรือแล่นผ่านเกาะแก่งมากมาย บางช่วงมีทั้งลมพายุ และฝนแรงจนเรือต้องไปหลบอยู่ตรงถ้ำหินงอกหินย้อยชั่วขณะก่อนจนกว่าลมสงบจึงเดินทางต่อ เราใช้เวลาอยู่ในเรือ 4 ชั่วโมงเศษจึงมาถึงท่าฉัตรไชย ท่าเรือทางทิศใต้ของเกาะภูเก็ต ชายหาดตรงปากพระที่เรือเราจอด หาดทรายขาว ยาวสุดตา มองไปเห็นทิวสนลู่ลม ข้างหลังเราคือท่านุ่นของพังงา มีแพขนานยนต์บรรทุกรถยนต์ข้ามฟากวิ่งไปมาระหว่างท่านุ่น-ท่าฉัตรไชย

เรามากันเกือบ 10 คน ต้องต่อรถโพถ้อง (สองแถวต่อตัวถังด้วยไม้) เข้าตัวเมืองไปพักที่บ้านญาติในตัวเมือง สองข้างทางที่ผ่านเข้าเมืองจะมีซุ้มรับเสด็จและโต๊ะหมู่บูชา พร้อมพระบรมฉายาลักษณ์ตกแต่งอย่างสวยงามอยู่เป็นระยะๆ

ริมประตูทางเข้าศาลากลางมีข้าราชการเข้าแถวอยู่สองข้าง เด็กๆอย่างฉันเขาจัดให้นั่งอยู่แถวหน้าๆ มีเจ้าหน้าที่มาซักซ้อมว่าควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไรบ้างเมื่อเสด็จฯมาถึง

ไม่นานนักรถนำขบวนแล่นมาถึงประตูทางเข้าผ่านเลยประตูไปแล้วจอดรถพระที่นั่งจอดตรงทางเข้าพอดิบพอดี ประตูรถถูกเปิดออก เสียงจ้อกแจ้กจอแจก่อนหน้านี้เงียบลง เกิดภาวะนิ่งงันไปชั่วครู่ ก่อนมีเสียง “ทรงพระเจริญ” ดังขึ้นมาอย่างกึกก้องทั่วบริเวณนั้น เมื่อทั้งสองพระองค์เสด็จลงจากรถ ระยะที่นั่งของฉันยังไกลอยู่ ฉันพยายามยื่นหน้ามองไปทางนั้น ผู้คนยกมือขึ้นพนมระหว่างอก คนแก่คนเฒ่ากราบลงกับพื้น...

ทั้งสองพระองค์กำลังเสด็จฯมาตามถนนเข้ามาใกล้ที่ฉันนั่งอยู่ ฉันมองเห็นแล้ว...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารบกสีเขียวขี้ม้า สมเด็จพระราชินีในชุดผ้าถุงและเสื้อแขนกระบอกสีฟ้าอ่อนหวาน พระพักตร์สดใส ทรงแย้มพระสรวลตลอดเวลา ทรงโบกพระหัตถ์ทักทายประชาชนที่อยู่ไกลๆออกไป บางครั้งทั้งสองพระองค์จะหยุดประทับนั่งลงทักทายไต่ถามผู้เฒ่าผู้แก่ที่นั่งอยู่แถวหน้าๆ

พลันที่สมเด็จพระราชินีเสด็จพระราชดำเนินมาประทับนั่งลงทักทายเด็กเล็กที่มากับพ่อแม่ใกล้ๆฉัน ฉันขนลุกซู่ นิ่งงันไปทั้งตัว...โลกทั้งโลกอยู่ตรงหน้าฉันนี่แล้ว ใกล้แค่นี้...ได้ยินเสียงที่พระองค์ท่านตรัสกับเด็ก แต่ฉันฟังไม่ได้สรรพว่าพระองค์ตรัสอะไร ใจฉันพองโต ตื่นเต้น ตื้นตัน อย่างที่ยากจะอธิบาย

หลังจากรับเสด็จครั้งแรกในชีวิตแล้ว ฉันเกิดอาการที่หลับตานอนลงครั้งใด ฉันจะเห็นสมเด็จฯในชุดสีฟ้าพร้อมรอยแย้มพระสรวลมาลอยอยู่ตรงหน้าจนกระทั่งหลับไปเสมอ...

ฉันมีโอกาสรับเสด็จที่ภูเก็ตอีกครั้งหนึ่งในปี 2510 (23 พ.ค.2510) เมื่อทั้งสองพระองค์เสด็จฯมาเปิดอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทร และเปิดศูนย์บริการโลหิตตึก “เลิศ โภคารักษ์” ณ โรงพยาบาลวชิระ ซึ่งตอนนั้นฉันเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนสตรีภูเก็ตและต่อมาเมื่อเรียนปริญญาตรีที่ธรรมศาสตร์ นอกจากการได้เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรแล้ว ตลอด 4 ปีที่เรียนที่นี่ฉันมีโอกาสรับเสด็จในวันที่เสด็จฯมาทรงดนตรี ประจำปีทั้ง 4 ปี

จำได้ว่าทรงดนตรีนั้นเป็นตอนบ่าย แต่ฉันจะต้องไปมหาวิทยาลัยตั้งแต่เช้าเพื่อจองที่ให้ใกล้ประตูหอประชุมใหญ่ให้มากที่สุด เพื่อหอประชุมเปิดเมื่อใดจะได้วิ่งไปนั่งแถวหน้าๆ แต่นักศึกษาทุกคนก็คิดอย่างนี้ทั้งสิ้น หน้าหอประชุมจึงมีนักศึกษาเบียดเสียดยัดเยียดแทบหาที่ยืนไม่ได้ทุกปี...พอประตูเปิดทุกคนจะวิ่งกรูเข้าไปด้วยความเร็วยิ่งกว่าวิ่งเร็ว 100 เมตรก็ไม่ปาน...ในวันทรงดนตรี เราจะร้องเพลงพระราชทาน “ยูงทอง” ต่อท้ายเพลงสรรเสริญพระบารมีทุกครั้ง ในความรู้สึกฉัน “วันทรงดนตรี” เป็นวันอะไรที่มากกว่าการได้รับเสด็จ

และได้ฟังเพลงที่นักดนตรีคนหนึ่งคือองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป่าแซกโซโฟน...แคลริเน็ต...ทรัมเป็ต แต่เป็นวันที่ฉันอยากเรียกว่า “วันครอบครัวของในหลวง” เพราะพระองค์เสด็จฯมาพร้อมครอบครัวของพระองค์ในบรรยากาศที่อบอุ่น ผ่อนคลาย สบายๆ ที่ฉันรู้สึกว่าพระองค์ท่านอยู่ใกล้ชิดและอยู่ในหัวใจ

ภาพจำของฉันคือ ครั้งหนึ่งพระองค์ท่านทรงหยอกเย้าพระธิดาองค์เล็กของท่าน (ขณะนั้น 10 กว่าพระชันษา) เมื่อตรัสว่า “ขอเพลงนี้ได้ไหม” เมื่อพระธิดายังทรงอิดออดพระองค์ท่านตรัสต่ออีกว่า “นี่พ่อนะ”...

เวลา 4-5 ชั่วโมงในการทรงดนตรีแต่ละปี ทำเอาหัวใจฉันพองโต ตื้นตัน รู้สึกถึงความเป็นครอบครัวของประเทศนี้ และครอบครัวนี้เป็นที่รัก ภักดี ที่อยู่ในหัวใจคนไทยทุกคน...วันทรงดนตรีปีไหนจำไม่ได้ มีภาพยนตร์ที่ตั้งตาคอยมานานเข้าฉายในโรง เพื่อนรักนักดูหนังเอ่ยปากชวนไปดูหลังรับเสด็จ เพราะโรงหนังนั้นอยู่ใกล้ ฉันได้ปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ไม่อยากให้มีอะไรมาทำให้ความปีติ อิ่มเอิบและงดงามที่อยู่ในใจฉันในวันนี้เจือจางไป...

เมื่อฉันทำงานที่ทำงานฉันจะอยู่ในเส้นทางเสด็จฯไปวัดเทพศิรินทราวาสฯ เมื่อรู้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จฯผ่าน จะวิ่งออกมาริมถนน และเพียงได้เห็นรถพระที่นั่งผ่านไปก็รู้สึกปีติ ขนลุก อยากร้องไห้เสียทุกครั้งไป...ทุกสิ่งทุกอย่างมันเนิ่นนานมากแล้วแต่ยังคงงดงามอยู่ในความทรงจำฉันตลอดมา

และครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2557 (6 ส.ค.2557) วันรับพระราชทานปริญญามหาบัณฑิตของลูกสาวที่หอประชุมธรรมศาสตร์ ซึ่งหมายกำหนดการจะเป็นตอนค่ำ เย็นนั้นร้านอาหารที่ท่าพระจันทร์คนแน่นมาก ฉันจึงชวนน้องๆ ที่มาด้วยนั่งเรือข้ามฟากไปยังโรงพยาบาลศิริราช หมายใจจะไปทานกันที่ “ตึกโรงพยาบาลปิยมหาราชการุณย์” พอเลี้ยวเข้าประตูศิริราชเห็นตำรวจและผู้คนมากมายอยู่สองข้างทางเข้า ถามแล้วได้ความว่าพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ จะเสด็จฯจากหัวหินมาศิริราช สอบถามตำรวจเรื่องเวลาที่จะเสด็จฯถึง เรารีบทานข้าวแล้วลงมารอตรงถนนทางเข้าเหมือนคนอื่นๆ ไม่นานนักขบวนเสด็จมาถึง แสงไฟตรงถนนทางเข้าไม่สว่างเท่าใดนัก เพียงเห็นรถพระที่นั่งและเห็นพระองค์ท่านเพียงเงาๆในรถใจฉันก็พองโตเหมือนทุกครั้ง

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นพระองค์ท่าน...

13 ตุลาคม 2559 ตื่นเช้าบอกลูกว่าเมื่อคืนแม่นอนไม่ค่อยหลับ ฝันร้าย ตื่นตั้งแต่ตี 4 ก่อนลุกหูแว่วได้ยินเสียงเพลง “ธรณีกันแสง” บ่ายเป็นประธานการประชุม มีเพื่อนไลน์ส่งข่าวร้ายที่ไม่อยากรับรู้แทบจะทำหน้าที่ต่อไปไม่ได้ นายแพทย์ที่นั่งอยู่ข้างๆขอออกจากที่ประชุมก่อน บอกไม่มีกะใจทำอะไรแล้ว...เลิกประชุมฉันขับรถกลับบ้านด้วยอาการตัวเบาโหวงๆ วังเวง...กลัว บอกไม่ถูกว่ากลัว...อะไร ตอนค่ำรับฟังแถลงการณ์แล้วคือสิ่งยืนยันว่า “เสด็จสวรรคตแล้ว” มันคือความจริง...มันคือความจริง...โลกหยุดหมุนและมืดมิด...!ๆๆ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ อุบล หลิมสกุล อดีตรองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)