วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

น้อมบังคมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยด้วยใจภักดิ์

บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของประเทศไทย สำหรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ได้หลอมรวมใจไทยทุกดวงให้เป็นหนึ่งเดียว กับพระราชพิธีอันสำคัญยิ่งในชีวิตของพสกนิกรชาวไทยที่ได้เกิดมาภายใต้พระบรมโพธิสมภารของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี ด้วยริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ นอกจากนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการทหารตำรวจ พลเรือน ข้าราชบริพาร สมาชิกในราชสกุล 80 ราชสกุล นักเรียนจากโรงเรียนในพระอุปถัมภ์ ตลอดจนแพทย์และพยาบาล ที่ถวายงานในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมจำนวนทั้งหมดกว่า 2,000 คน ร่วมเดินในริ้วขบวนที่อัญเชิญพระบรมโกศ เคลื่อนสู่พระเมรุมาศ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 26 ต.ค.60 ซึ่งทุกคนต่างจดจารึกไว้ในดวงจิต ถึงพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้นี้ จึงได้มีโอกาสถวายงานจนวาระสุดท้าย

รศ.ดร.นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร รอง ผอ.โรงพยาบาลศิริราช หนึ่งในผู้ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ร่วมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ เปิดเผยว่า ต้องถือเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตจริงๆ ที่เหล่าทีมแพทย์และพยาบาลของ รพ.ศิริราช รวมทั้งคณะพยาบาลจาก รพ.จุฬาลงกรณ์ ที่เคยถวายงาน ได้มีโอกาสร่วมพระราชพิธีนี้ ถือเป็นบุญอันใหญ่หลวง ในตอนที่เดินร่วมพระราชพิธี ได้แต่นึกถึงพระองค์ท่าน พวกเราเดินกันด้วยใจ ทำถวายเพื่อให้สมพระเกียรติ พอเห็นประชาชนที่มานั่งตากแดดรอเฝ้าดูพระราชพิธี ยิ่งทำให้เรามีแรงเดินส่งเสด็จฯพระองค์ท่านมากยิ่งขึ้น และนับแต่นี้ก็อยากให้พวกเราตามรอยพระองค์ ซึ่งคำสอนของพระองค์มีมากมายรอบด้าน ในส่วนของ รพ.ศิริราช เราก็จะสืบสานในสิ่งที่ทรงรับสั่งให้เราดูแลประชาชน เป็นโรงพยาบาลของแผ่นดิน

ม.ร.ว.เบญจาภา ไกรฤกษ์ หนึ่งในสมาชิกราชสกุลที่ได้ร่วมในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ กล่าวว่า ภูมิใจและปลื้มใจมากที่ได้มีโอกาสได้ร่วมในพระราชพิธีในวันที่ 26 ต.ค. และวันที่ 29 ต.ค. อัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมาน บนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท การได้มีส่วนร่วมครั้งนี้มีความหมายมาก ขอทำถวายแทนท่านพ่อ (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ) ถือเป็นสิ่งที่สูงสุดของเราในฐานะผู้ที่จงรักภักดี ความรู้สึกไม่รู้จะบรรยายอย่างไร ยิ่งเห็นประชาชนมานั่งเฝ้าในวันจริงและวันที่ซ้อม ซาบซึ้งมาก ทำให้ต้องเตรียมพร้อมเพื่อวันงานที่พวกเราจะทำให้สมพระเกียรติที่สุด

สิริยส เทพหัสดิน ณ อยุธยา กลั่นความรู้สึกจากเบื้องลึกในหัวใจว่า นับเป็นเกียรติยศสูงสุดในชีวิตที่ได้มีโอกาสร่วมเป็นคนหนึ่งในริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศอย่างยิ่งใหญ่ และสมพระเกียรติถวายแด่พระองค์ท่านในนามราชสกุลเทพหัสดิน ถือว่าเป็นบุญต่อตนเองด้วย ตนเองไม่ได้รับราชการ แต่เป็นข้าแผ่นดินที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ถ้ามีสิ่งใดที่เราจะทำถวายพระองค์ท่านได้ เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูรู้พระคุณ เราจะรีบทำทุกอย่างโดยไม่มีข้อแม้ ในงานพื้นที่จริง คือบริเวณพระเมรุมาศ ตอนจบจะต้องยืนรอเพื่อที่จะอัญเชิญพระบรมโกศเสด็จขึ้นไปบนทางเลื่อน เพื่อขึ้นประดิษฐานบนพระจิตกาธาน เป็นภาพที่สะเทือนใจ ใจหาย เศร้าหัวใจ เหมือนใจเรายังไม่พร้อมที่จะรับความจริงสักที น้ำตาหยด ลืมเรื่องอากาศที่ร้อนระอุตอนเที่ยงวันไปเลย อยากแต่จะมอง อยากจะเก็บภาพทุกวินาทีไว้ในความทรงจำ ยากที่จะทำใจรับได้จากการที่จะไม่มีพระองค์ท่านอีกแล้วจริงๆ เริ่มรู้สึกเคว้งคว้าง แต่บอกตัวเองว่า คำสอนและหลักปฏิบัติต่างๆที่พระองค์ท่านได้พระราชทานแนวทางไว้ คือตัวแทนที่ดีที่สุดที่เราทุกคนควรจะนำไปปฏิบัติ เพื่อเป็นการบูชาพระคุณของพระองค์ท่าน เราต้องช่วยกันสานต่อโครงการต่างๆที่พระองค์ท่านทรงสร้างไว้ให้สืบทอดต่อไป

สุดท้าย ม.ล.อุบลวดี ชยางกูร กล่าวว่า นับว่าเป็นบุญมากที่ได้ร่วมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ พระเจ้าอยู่หัวที่เรารักมาก ความรู้สึกบรรยายไม่ถูกจริงๆ แม้อากาศจะร้อนอบอ้าวทั้งในงานจริงและวันซ้อม ก็ต้องอดทนอยู่ในขบวนให้สมพระเกียรติ ความรู้สึกตอนนั้น คิดเพียงว่า เราเหงื่อออกแค่นี้ ก็แค่ช่วงนี้ แต่ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระองค์ท่าน ทรงบุกป่า บุกดง ข้ามเขา พระเสโทหลั่งออกมาตลอด 70 ปี ยิ่งกว่าพวกเราเยอะนัก.