วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เกร็ดพระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิ พระบรมราชสรีรางคารพระมหากษัตริย์จักรีวงศ์

ภายหลังจากพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จสิ้นแล้ว วันรุ่งขึ้น (27 ต.ค. 60) จะเข้าสู่พระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิ ณ พระเมรุมาศ อัญ เชิญพระบรมอัฐิสู่พระบรมมหาราชวัง โดยทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ได้เลือกสรรเกร็ดพระราชพิธีจาก “คู่มืองานพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร” ที่จัดทำโดยกรมศิลปากร ในเรื่องการเก็บพระบรมอัฐิและพระบรมราชสรีรางคาร เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ ดังนี้...

ขั้นตอนการเก็บพระบรมอัฐิและพระบรมราชสรีรางคาร

การเก็บพระบรมอัฐิและพระบรมราชสรีรางคาร เป็นพิธีที่กระทำขึ้นหลังจากการถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จสิ้นแล้ว โดยประกอบพิธี ณ พระจิตกาธาน (เชิงตะกอน) เมื่อเสด็จขึ้นพระเมรุมาศเจ้าพนักงานภูษามาลา (ข้าราชการในราชสำนักมีหน้าที่รักษาเครื่องราชอิสริยยศและเครื่องแต่งพระองค์ของพระมหากษัตริย์) เปิดผ้าคลุมพระบรมราชสรีรางคาร ทรงสรงพระบรมอัฐิด้วยน้ำพระสุคนธ์ เจ้าพนักงานแจงพระบรมอัฐิโดยอัญเชิญพระบรมอัฐิ พระบรมราชสรีรางคาร เรียงเป็นลำดับให้มีลักษณะ เหมือนรูปคน หันพระเศียรไปทางทิศตะวันตก

จากนั้น หันพระบรมอัฐิพระบรมราชสรีรางคารที่แจงไว้มาทาง ทิศตะวันออกเรียกว่า “แปรพระบรมอัฐิ” แล้วจึงถวายคลุมด้วยผ้า เช่น พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถวายคลุมด้วย ผ้า 3 ชั้น คือ แพรขาว ผ้าตาด และผ้ากรองทอง

ทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการทองน้อย ทรงกราบถวายบังคม พระบรมอัฐิแล้วเสด็จลงมาประทับพระที่นั่งทรงธรรม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เหล่าราชนิกุล ข้าราชการ เดินสามหาบ (การจัดข้าวของและอาหารเป็นหาบ 3 หาบ พันไม้คานด้วยผ้าขาว ข้างหนึ่งของหาบเป็นเสบียงอาหารแห้ง หาบอีกข้างหนึ่งบรรจุข้าวและอาหารคาวหวานที่ทำสุกแล้ว) ต่อมาเปลี่ยนเป็นการทำสำรับภัตตาหารสามหาบ ตั้งถวาย พระสงฆ์สดับปกรณ์พระบรมอัฐิ ทรงจุดธูปเทียน เครื่องนมัสการทองน้อย ทรงทอดผ้าไตร สมเด็จพระราชาคณะ และพระราชาคณะสดับปกรณ์ ทรงโปรยเหรียญทอง เหรียญเงินพระราชทาน

เจ้าพนักงานภูษามาลาเปิดผ้าคลุม พระบรมอัฐิ ทรงเก็บพระบรมอัฐิลงสรงในขัน ทรงพระสุคนธ์ การเก็บพระบรมอัฐิจะเลือกเก็บแต่ละส่วนของพระสรีระอย่างละเล็กน้อย พร้อมกันนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในที่ได้รับพระบรมราชานุญาตขึ้นรับพระราชทานพระบรมอัฐิไปสักการบูชาแล้ว ทรงประมวลพระบรมอัฐิบรรจุพระโกศ

หลังจากนั้นเชิญ พระโกศพระบรมอัฐิ ไปยังพระที่นั่งทรงธรรม ทรงประกอบ พิธีบำเพ็ญพระราชกุศลถวายส่วนพระบรมราชสรีรางคาร เชิญลงบรรจุในพระผอบโลหะปิดทองประดิษฐานบนพานทองสองชั้นคลุมผ้าตาดพักรอไว้บนพระเมรุมาศ

ส่วน “พระบรมราชสรีรางคาร” คือเถ้าถ่านที่ปะปนกับพระบรมอัฐิชิ้นเล็กชิ้นน้อย ของพระบรมศพพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี และสมเด็จพระบรมราชบุพการีที่เผาแล้ว ซึ่งอาจเรียกว่า “พระสรีรางคาร” ตามลำดับพระอิสริยยศของพระบรมวงศ์ และเรียกว่า “อังคาร” สำหรับสามัญชน

รัชกาลที่ 6 ทรงยกเลิกการลอยพระบรมราชสรีรางคาร

อย่างไรก็ตาม การบรรจุพระบรมราชสรีรางคารจะเป็นขั้นตอนสุดท้าย ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระบรมราชบุพการี และสมเด็จพระบรมราชินี เกิดขึ้นครั้งแรกในคราวพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2454

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกธรรมเนียมการลอยพระบรมราชสรีรางคาร และโปรดให้เชิญพระบรมราชสรีรางคารมาประดิษฐาน ณ รัตนบัลลังก์พระพุทธชินราช ภายในพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม จึงกลายเป็นธรรมเนียมในการเชิญพระบรมราชสรีรางคาร ไปประดิษฐานในสุสานหลวงหรือสถานที่อันควรแทน โดยเจ้าพนักงานจะเชิญพระบรมราชสรีรางคารจากสถานที่ที่พักไว้แล้วตั้งขบวนพระบรมราชอิสริยยศไปยังสถานที่บรรจุอันเหมาะสม

สำหรับพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จะอัญเชิญโดยพระที่นั่งราเชนทรยานไปประดิษฐาน ณ พระวิมานบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ขณะที่พระบรมราชสรีรางคาร จะอัญเชิญไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ก่อนจะนำไปบรรจุ ณ วัดบวรนิเวศวิหารต่อไป สถานที่ประทับขณะที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระผนวช

สำนักช่างสิบหมู่ ออกแบบผอบเชิญพระบรมราชสรีรางคาร อย่างสมพระเกียรติ

สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ได้รับมอบหมาย ให้ออกแบบผอบอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารองค์ใหม่ เพื่อใช้ทรงพระบรมราชสรีรางคารไปประดิษฐานในพระถ้ำศิลาที่ฐานชุกชีพระประธานพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และที่ฐานองค์พระพุทธชินสีห์ที่วัดบวรนิเวศวิหาร โดยได้ศึกษารูปแบบจากผอบองค์เดิมที่มีอยู่แล้วและนำมา ประยุกต์ออกแบบใหม่ให้มีรูปทรงและลวดลายชั้นเชิงต่างๆ งดงามสมพระเกียรติยิ่งขึ้น ผอบองค์นี้แบ่งส่วนประกอบเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่เป็นฐาน ส่วนตัวผอบ และส่วนที่เป็นฝา ซึ่งส่วนฐานจะมีชั้นหน้ากระดานบัวคว่ำ รองรับชั้นลูกแก้ว มีลวดและท้องไม้สลับคั่นระหว่างชั้น ลูกแก้ว โดยลวดลายลูกแก้วหรือชั้นเกี้ยวตามโบราณราชประเพณีจะใช้ออกแบบเครื่องสูงสำหรับพระมหากษัตริย์ และเป็นหนึ่งในลวดลายประดับพระมหาพิชัยมงกุฎ

สถานที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์ไทยในราชวงศ์จักรี

พระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์ไทยจะประดิษฐานอยู่สองที่ คือ...

1. หอพระธาตุมณเฑียร เป็นหอประดิษฐานพระบรมอัฐิ ตั้งอยู่ข้างพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ จะมีพระวิมานประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี 3 พระองค์รวมไปถึงพระบรมวงศ์ชั้นสูงในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ด้วย โดยพระวิมานกลางจะเป็นพระบรมอัฐิ รัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 รวมไปถึงพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมราชชนกผู้เป็นพระราชบิดาในรัชกาลที่ 1

2. พระวิมานทองกลาง พระที่นั่งองค์กลางชั้นบนสุดของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เป็นที่ประดิษฐานของพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 4 ถึง รัชกาลที่ 8 รวมไปถึงพระมเหสีตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ขึ้นมาทั้งหมด อีกทั้งยังเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิของพระบรมราชวงศ์จักรีชั้นสูงหลายพระองค์ ส่วนในส่วนพระที่นั่งจักรีฯ นั้น ทางด้านชั้นบนพระที่นั่งองค์ตะวันตกก็เป็นสถานที่ประดิษฐานของพระอัฐิของพระบรมวงศ์บางพระองค์อีกด้วย

วัดที่ประดิษฐานพระราชสรีรางคารของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี

อาจารย์สันติสุข โสภณสิริ ที่ปรึกษามูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป ให้ข้อมูลในด้านประวัติศาสตร์พระราชพิธีว่า พระบรมราชสรีรางคารที่ถูกอัญเชิญไปประดิษฐานในพระถ้ำศิลาที่ฐานชุกชี พระประธานพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามนั้น เป็นจุดเดียวกับที่อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ไว้ที่นี่ด้วย

ทั้งนี้ ที่มาของ “วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม” เป็นวัดที่รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นวัดแรก หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์ได้ 1 ปี เพื่อให้เป็นวัดประจำรัชกาลตามโบราณราชประเพณี ส่วนภายในพระอุโบสถเป็นงานศิลปกรรมแบบฝรั่งเศสคล้ายกับพระที่นั่งในพระราชวังแวร์ซายในฝรั่งเศส และรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธอังคีรส เป็นพระประธานปางสมาธิ สร้างจากทองคำทั้งองค์ด้วย

นอกจากนี้ ยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสุสานหลวงขึ้นในวัดราชบพิธฯ ด้วยมีพระราชประสงค์จะให้ผู้ที่มีความใกล้ชิด คือ พระมเหสี เจ้าจอมมารดา เจ้าจอม พระราชโอรส พระราชธิดา พระนัดดา และพระปนัดดา ได้อยู่ร่วมกัน หลังจากที่ได้ล่วงลับไปแล้วตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์

สำหรับวัดที่ประดิษฐานพระราชสรีรางคารของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี มีดังนี้

รัชกาลที่ 1 ประดิษฐาน ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร
รัชกาลที่ 2 ประดิษฐาน ณ วัดอรุณราชวราราม วรมหาวิหาร
รัชกาลที่ 3 ประดิษฐาน ณ วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร
รัชกาลที่ 4 ประดิษฐาน ณ วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร
รัชกาลที่ 5 ประดิษฐาน ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดเบญจมบพิตร ดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร
รัชกาลที่ 6 ประดิษฐาน ไว้ที่ฐานพระร่วงโรจนฤทธิ์ ที่วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม และวัดบวรนิเวศวิหาร
รัชกาลที่ 7 ประดิษฐาน ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
รัชกาลที่ 8 ประดิษฐาน ณ วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรวิหาร
รัชกาลที่ 9 ประดิษฐาน ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดบวรนิเวศวิหาร

อย่างไรก็ตาม การที่จะอัญเชิญพระบรมอัฐิและพระบรมราชสรีรางคารไปประดิษฐานไว้ที่ใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่ากษัตริย์พระองค์นั้นทรงมีพระราชปรารภไว้หรือไม่ อย่างรัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชปรารภไว้ก่อนเสด็จสวรรคตว่าให้อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารไปประดิษฐานไว้ที่ฐานพระร่วงโรจนฤทธิ์ ที่วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้าง รวมไปถึงประดิษฐาน ณ วัดประจำรัชกาลด้วย

อาจารย์สันติสุข ยังเผยอีกว่า หลังจากที่กษัตริย์เสด็จสวรรคตแล้วนั้น จะมีการปั้นพระบรมราชานุสาวรีย์ 8 รัชกาลที่ประดิษฐานอยู่ภายในปราสาทพระเทพบิดร ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งในรอบ 1 ปีจะเปิดให้ประชาชนได้เข้ากราบสักการะเพียง 7 วัน เท่านั้น ส่วนรัชกาลที่ 9 คงปั้นพระบรมราชานุสาวรีย์ในภายหลัง ซึ่งโดยปกติแล้วจะห้ามปั้นพระบรมราชานุสาวรีย์ก่อน มีเพียงรัชกาลที่ 5 ที่มีการปั้นพระบรมราชานุสาวรีย์ก่อนหนึ่งปี หลังจากนั้น พระองค์ก็เสด็จสวรรคต.