วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อดีตแชมป์โลกคนที่ 4 ของไทย ใช้ชีวิตพอเพียงตามแนวทางในหลวง ร.9

"เวนิส บ.ข.ส." อดีตแชมป์โลกคนที่ 4 ของไทย เผยสุดซาบซึ้ง เคยชิงแชมป์ต่อหน้าพระพักตร์ในหลวง ร.9 
พร้อมเล่าความทรงจำสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และน้อมนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิต...

วันที่ 25 ต.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประเวศ พลเชียงขวาง หรือ "เวนิส บ.ข.ส." อายุ 68 ปี เจ้าของฉายา ซ้ายพญายม อดีตนักชกแชมป์มวยโลกชื่อดัง คนที่ 4 ของไทย ชาว จ.นครพนม ปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง กับครอบครัว ที่บ้านพักในเขตเทศบาลตำบลนาแก อ.นาแก จ.นครพนม ถือเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ทรงพระเมตตาต่อตน รวมถึงวงการมวยไทย ที่สำคัญได้เปิดเผยผ่านสื่อ ถึงความทรงจำครั้งสำคัญ ที่ได้เคยเข้าเฝ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท รวมถึงได้มีโอกาสชกมวยชิงแชมป์โลกต่อหน้าพระพักตร์ ให้พระองค์ทอดพระเนตร ถือเป็นความซาบซึ้งและเป็นเกียรติประวัติสูงสุดในชีวิต 

โดยอดีตแชมป์มวยโลกชาวนครพนม เล่าถึงที่มาความทรงจำว่า ตนมีความสนใจชอบในกีฬามวยมาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา จึงศึกษาไขว่คว้าฝึกซ้อมมาต่อเนื่องตั้งแต่อายุ 10 กว่าขวบ และเคยเดินสายชกตามงานวัด เพราะมีความชอบในกีฬามวย จนกระทั่งได้รับโอกาสจากผู้ใหญ่ในวงการมวย ในการไต่เต้าจากมวยแทนเป็นมวยชั้น และเข้าสู่การชกมวยสากลระดับประเทศ จนเมื่อปี 2508 ได้แชมป์มวยรอบครั้งแรก ในศึกมวยรอบพ็อปท็อป จากนั้นจึงมีการพัฒนาต่อเนื่อง ทำให้ประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิต ก้าวสู่มวยแชมป์ฟลายเวตประเทศไทย เวทีลุมพินี เมื่อปี 2513


ต่อมาเมื่อปี 2515–2516 ได้แชมป์ฟลายเวต WBC ซึ่งถือเป็นแชมป์สูงสุดของนักมวยระดับโลก ซึ่งได้ขึ้นชกในวันที่ 29 กันยายน 2515 ที่อินดอร์สเตเดียม หัวหมาก กับเบตูลิโอ กอนซาเลซ ชาวเวเนซุเอลา ทำให้ตนชนะในยก 10 ได้แชมป์โลกไปอย่างงดงาม ได้ฉายา ซ้ายพิฆาต ในช่วงอายุประมาณ 21 ปี สำคัญที่สุด ถือเป็นเกียรติประวัติสูงสุดในชีวิต ในครั้งนี้ ซึ่งในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จทอดพระเนตรการชกด้วยพระองค์เอง หลังจากชนะแล้วได้ลงจากเวทีเพื่อเข้าเฝ้ากราบฝ่าพระบาท พระองค์ตรัสถามว่า เจ็บมั้ย เหนื่อยมั้ย เก่งมากหนู ขอให้รักษาแชมป์ไว้นานๆ แบบรุ่นพี่ และยังมีการทอดพระเนตรด้วยแววตายิ้มแย้ม เมตตา นับเป็นพระมหากรุณาเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ และเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต ที่พระองค์ทรงมีพระเมตตา ตนในฐานะพสกนิกรชาวไทย อยากให้คนไทยน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ 


จากนั้น ยังได้มีโอกาสได้เข้าฝ้าฯ ถึงในวังสวนจิตรลดาหลังการได้แชมป์ โดยพระองค์ได้ตรัสว่า นักมวยอีสานได้ขึ้นชกชิงแชมป์โลกหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ ตนถือเป็นคนแรก อยากให้รักษาแชมป์ และเอาแชมป์โลกมาให้คนไทยให้มากที่สุด ทำให้ทุกครั้งที่ตนชกได้นึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ มุ่งมั่นชกแบบถวายชีวิตเพื่อชาวไทย ภายหลังยังได้แชมป์ของสถาบันเดอะริงด้วย ในการชนะคะแนนนักชกชาวฟิลิปินส์ รวมถึงได้แชมป์มวยรอบ ในการเดินทางไปชกกับนักมวยเม็กซิกันถึงถิ่น เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2516 โดยชนะน็อก ฮูลิโอ กัวเรโร ได้ในยกที่ 6 อีกทั้งยังได้แชมป์แบนตั้มเวตประเทศไทย เวทีราชดำเนิน เมื่อปี 2522–2524 เคยได้รับค่าตัวสูงสุดกว่าล้านบาท ต่อมาได้ลาวงการกลับมาใช้ชีวิตที่ บ้านเกิดนครพนม เนื่องจากสภาพร่างกายไม่พร้อมตามอายุ


มาถึงวันนี้ เมื่อนึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 น้ำตาไหลทุกครั้ง ตั้งแต่พระองค์สวรรคต ตนและครอบครัวเสียใจมากที่สุดในชีวิต อยากให้พระองค์มีพระชนมายุยืนยาว สิ่งเดียวที่ทำได้ตอบแทนพระองค์คือทำตัวเป็นคนดีของสังคม มาถึงวันนี้เหลือเพียงภาพที่เคยเข้าเฝ้าฯ พระองค์ และรางวัลแชมป์ต่างๆ ที่เก็บรักษาไว้ในบ้านพัก ถึงแม้ตนจะไม่มีฐานะร่ำรวย ไม่มีอาชีพบั้นปลายชีวิต อาศัยเพียงเบี้ยยังชีพดูแลเลี้ยงชีวิต แต่ได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อความสุขบั้นปลายชีวิต ซึ่งตนอยากบอกชาวไทยว่าสุดท้ายคือความพอเพียง รวมถึงฝากนักชกรุ่นใหม่ให้นึกถึงความพอเพียง เพื่อจะได้ไม่เดือดร้อนในบั้นปลายชีวิต อยากให้คนไทยได้น้อมทำความดีถวายพ่อหลวง ตอบแทนที่พระองค์ดูแลพสกนิกรชาวไทยมาตลอด รวมถึงพระองค์ทรงเป็นในหลวงที่มีความเมตตา มีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาวไทยทุกคน อย่างหาที่สุดมิได้ ขอให้พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย.