วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

น้อมนำคำสอน "ในหลวงรัชกาลที่9" ดูแลสุขภาพใจ-กาย คนไทยทั้งประเทศ

“13 ตุลาคม 2559”

วันที่คนไทยทุกคนเหมือนถูกฟ้าฟาดลงกลางใจ เมื่อสำนักพระราชวังประกาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต

นับเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้ว ที่ประชาชนชาวไทยสูญเสีย “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ผู้ทรงเป็น “พ่อของแผ่นดิน” แม้คนไทยอยากให้เป็นเพียงฝันร้าย ที่เมื่อตื่นจากการหลับใหลแล้ว ฝันร้ายนั้นก็จะมลายหายไป แต่ในที่สุดทุกคนก็ต้องยอมรับกับโลกแห่งความจริงถึงเหตุการณ์ความสูญเสียที่สร้างความเศร้าโศกครั้งนี้

ความเจ็บปวดทั้งทางกายและทางจิตใจอย่างแสนสาหัสฝังลึกในหัวใจพสกนิกรชาวไทยทุกคน แต่ชีวิตต้องก้าวต่อไป และสิ่งที่ดีที่สุดคือการ น้อมนำพระบรมราโชวาทของพระองค์ท่าน มาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน พร้อมด้วยการแปรเปลี่ยนความสูญเสีย ความเศร้าโศกให้กลายเป็นพลัง

และในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 นับเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ประชาชนชาวไทยทุกคนไม่อยากให้ถึงเวลานี้

นั่นก็คือ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

ความโศกเศร้าที่เหมือนถูกสะกดให้อยู่ในส่วนลึกของจิตใจ ก็กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งพร้อมความรู้สึกใจหายลึกๆ

ทีมข่าวสาธารณสุข ขอนำคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ในการดูแลสุขภาพทั้งทางกายและทางจิตใจให้กับประชาชน ในช่วง งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร รวมไปถึงการเยียวยาจิตใจภาย หลังงาน พระราชพิธีถวายพระ เพลิงพระบรมศพฯ เพื่อช่วยบรรเทาความเศร้าโศกและประคับประคองให้ทุกคนสามารถก้าวเดินต่อไปได้

น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการดูแลสภาพจิตใจพร้อมทั้งแนะนำวิธีการคลายความเศร้าโศก ว่า ตั้งแต่ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” เสด็จสวรรคต คนไทยทุกคนก็ตกอยู่ในภาวะอันโศกเศร้าที่สูญเสียพระองค์ แต่เมื่อมาถึงวันที่จะต้องมีการถวายพระเพลิงพระบรมศพ ความโศกเศร้าก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก จึงส่งผลให้เกิดความใจหาย เพราะการถวายพระเพลิงในความรู้สึกของทุกคนจะเหมือนพระองค์จากไปจริงๆ ดังนั้น ในการดูแลสภาพจิตใจเมื่อเกิดภาวะใจหาย เราต้องเริ่มจากการมีสติ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมชาติที่อยู่ในเงื่อนไขเดียวกับที่พระองค์ได้เสด็จสวรรคต ซึ่งใน งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เป็นการจากไปของพระองค์ที่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ซึ่งเราต้องทำใจและพยายามคิดในสิ่งที่ดี คิดถึงสิ่งที่พระองค์ท่านได้สอนเราไว้ ทุกคนจะได้ประพฤติปฏิบัติ และทำให้พระองค์ได้มีความสุข โดยทำในสิ่งที่พระองค์ได้วางแนวทางเอาไว้ และแปรความสูญเสียที่สมบูรณ์ แปรความโศกเศร้า กลับมาทำในสิ่งที่ทำให้พระองค์มีความสุข นอกจากนี้ ที่ผ่านมาประชาชนได้รับการดูแลจิตใจอย่างต่อเนื่อง และได้เตรียมตัวเตรียมใจมาระดับหนึ่งแล้ว จึงเชื่อว่าจะมีภูมิต้านทานที่ดีขึ้น สามารถผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้

“การพบภาวะสูญเสีย ความโศกเศร้าถือเป็นปฏิกิริยาที่ตอบสนองปกติ แต่ความโศกเศร้าไม่ควรอยู่นานเกิน 2-3 สัปดาห์ หากนานกว่านี้ ก็ควรได้รับการดูแลรักษา ส่วนการสังเกตอาการคนรอบข้าง หากมีอาการ เช่น ร้องไห้ไม่หยุด แยกตัวอยู่คนเดียว พูดคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง เอะอะ โวยวาย ซึมเศร้า เหม่อลอย และ เพ้อนั้น ให้คนรอบข้างใส่ใจ รับฟัง พูดคุยและปลอบประโลม ด้วยการจับมือหรือโอบกอดเพื่อให้รู้สึกว่ามีคนเข้าใจ มีคนให้กำลังใจพร้อมจะรับฟัง แต่ถ้าหากยังไม่ดีขึ้น เช่น ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ โศกเศร้ารุนแรง ส่อแววมีความคิดฆ่าตัวตาย ให้ขอความช่วยเหลือจากหน่วยแพทย์พยาบาลเคลื่อนที่ ทีมเดินเท้า และจิตอาสาด้านการแพทย์ หรือทีมจิตแพทย์ที่อยู่ใกล้บ้าน” อธิบดีกรมสุขภาพจิต แนะนำการสังเกตอาการคนใกล้ชิดที่มีความโศกเศร้ามากกว่าปกติ

น.ต.นพ.บุญเรือง ยังเล่าถึงการให้บริการด้านสุขภาพจิตที่ท้องสนามหลวงตลอด 1 ปี ว่า นอกจากพบภาวะโศกเศร้าเสียใจแล้ว ภาวะหายใจเร็วเป็นอีกหนึ่งอาการที่พบบ่อย โดยจะมีลักษณะอาการ หายใจถี่ อาจจะหายใจตื้นหรือหายใจลึก แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก รู้สึกหัวใจเต้นแรง บางครั้งรู้สึกชาตามแขน ศีรษะเบา ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ใจสั่น เจ็บหน้าอก ในรายที่เป็นรุนแรงจะหมดสติ หรือมีอาการเกร็งมือจีบ คล้ายอาการชักเกร็ง แต่ผู้ป่วยจะรู้สึกตัวดี ไม่สับสน ซึ่งสาเหตุเกิดจากการเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ ขาดการพักผ่อน ตลอดจนเป็นโรคทางกาย เช่น หอบหืด ภาวะเป็นกรดในเลือดจากเบาหวาน น้ำตาลในเลือดต่ำ ภูมิแพ้ และโรคของต่อมไทรอยด์หรือโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจ

“ในการช่วยเหลือ จะมีการประเมินภาวะทางกาย จากการหายใจ ชีพจร และโรคประจำตัว หากพบว่าผิดปกติต้องแจ้งทีมช่วยเหลือเยียวยาจิตใจ แต่ถ้าไม่ผิดปกติ ต้องสอนวิธีการหายใจเพื่อให้หายใจช้าลง ถ้ายังไม่ดีขึ้น ก็ให้ผู้ป่วยหายใจในถุงกระดาษเจาะรูเล็ก ร่วมกับฝึกหายใจ และหากผ่านไป 5 นาทียังไม่ดีขึ้น ต้องส่งผู้ป่วยให้แพทย์เพื่อพิจารณาว่าจะให้ยารับประทานหรือฉีดเข้าหลอดเลือดดำช้าๆ สำหรับวิธีการฝึกหายใจ เพื่อให้หายใจช้าลงนั้น จะเริ่มด้วยการหายใจเข้าและออกอย่างช้าๆ แล้วกลั้นหายใจนับ 1 ถึง 5 เมื่อนับถึง 5 แล้วให้หายใจออกพร้อมกับจินตนาการภาพตัวเองกำลังผ่อนคลายจนกว่าอาการสงบ ซึ่งคาดว่าภาวะหายใจเร็วนี้จะยังพบในช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระ บรมศพ พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร” อธิบดีกรมสุขภาพจิตสะท้อนสาเหตุที่นำมาซึ่งภาวะการหายใจเร็ว

นอกจากการดูแลและสังเกตสุขภาพจิตใจของบุคคลอันเป็นที่รักแล้ว ในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับความโศกเศร้าจากความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ อีกสิ่งสำคัญคือการดูแลสุขภาพกาย โดยเฉพาะ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับเทศกาลกินเจ

นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า การร่วม งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ประชาชนยังสามารถกินเจได้ตามปกติ แต่อยากให้ประชาชนเน้นสิ่งที่ทดแทนพลังงานได้จริงๆ ไม่ยึดติดในรสชาติ เลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ทั้งนี้ในการละเว้นเนื้อสัตว์ จะทำให้ร่างกายขาดแหล่งโปรตีนที่มีคุณภาพดี แต่เราสามารถทดแทนได้โดยเลือกแหล่งของโปรตีนที่มีคุณภาพจากพืช เช่น ถั่วเมล็ดแห้ง เห็ดชนิดต่างๆ และผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น เต้าหู้ ฟองเต้าหู้ นมถั่วเหลือง ถั่วหมัก เต้าเจี้ยว เต้าหู้ยี้ เป็นต้น เลี่ยงการบริโภคเนื้อสัตว์เทียม เนื่องจากมักใช้ส่วนผสมที่ทำจากแป้ง และปรุงรสหวาน มัน เค็ม ซึ่งเป็นที่นิยมใช้เป็นส่วนผสมในอาหารมังสวิรัติหรืออาหารเจ เพื่อเลียนแบบเนื้อสัตว์

“เน้นกินผักผลไม้เพราะจะมีคุณค่าทางอาหาร 3 อย่างที่สูง ได้แก่ แร่ธาตุ วิตามิน และไฟเบอร์ ทำให้ระบบย่อยอาหารและขับถ่ายดีขึ้น นอกจากนี้ ควรกินผักผลไม้ให้ครบ 5 สี เพื่อมาช่วยชดเชยทำให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า แต่ต้องล้างให้สะอาดก่อนรับประทาน เพื่อลดสิ่งที่ไม่ปลอดภัย สำหรับการสังเกตอาการที่อาจเสี่ยงเป็นลม คือ มีอาการเหนื่อย อ่อนเปลี้ยเพลียแรง เพราะร่างกายอาจขาดน้ำ เกลือแร่ หรือขาดอาหารที่เป็นพลังงาน ซึ่งสามารถสังเกตง่ายๆคือมีอาการเหนื่อยกว่าปกติ ซึ่งช่วงกินเจจะทำให้ขาดโปรตีน ดังนั้น ในการเดินทางไปร่วมงานควรเตรียมน้ำ น้ำเกลือแร่ให้พร้อมเพราะเวลาเสียเหงื่อจะขาดเกลือ นอกจากนี้ เวลากินเจจะหิวง่ายก็ต้องพกอาหารไปด้วย เช่น อาหารตระกูลถั่วและเห็ด เช่น ถั่วเมล็ดแห้ง ที่สามารถกินได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ ควรพักผ่อนให้เพียงพอและเมื่อรู้สึกเหนื่อยก็พัก งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น” อธิบดีกรม อนามัย ระบุเพื่อขยายภาพเตรียมความพร้อมของร่างกายในช่วง งาน พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร และการดูแลสุขภาพร่างกายในช่วงเทศกาลกินเจ

แน่นอนความสูญเสีย “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทยทั้งชาติ ย่อมก่อให้เกิดความเศร้าโศกเสียใจอย่างที่สุด

แต่หากลูกหลานไทยแปรเปลี่ยนความโศกเศร้าที่เกิดขึ้น เป็นการน้อมนำ พระบรมราโชวาท ที่ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” พระราชทานและวางรากฐานที่ดีไว้ให้กับประชาชนชาวไทยทุกคน มาเป็นหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิต

ในการสร้างความ “รู้ รัก สามัคคี” พร้อมเสริมภูมิคุ้มกันลูกหลานไทย และนำพาประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของทุกคน ไปสู่การพัฒนาที่เป็นปึกแผ่น มั่นคง และยั่งยืน

เพื่อเมื่อใดที่ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ทอดพระเนตรลงมาจากสวรรคาลัยจะได้ทรงมีพระราชหฤทัยที่เปี่ยมสุข.

ทีมข่าวสาธารณสุข