วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วันถวายบังคมลา ส่งใจสู่ฟ้า “สัญญา” พ่อ

โดย ซูม


วันนี้แล้วนะครับ...วันที่คนไทยไม่อยากให้มาถึงเลยแต่ก็จะต้องมาถึงในที่สุด...วันส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ส่งใจสู่ฟ้าอาลัยพ่อของพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ

เป็นวันกราบถวายบังคมลาครั้งสุดท้ายด้วยความจงรักภักดี ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและด้วยความอาลัยที่ใหญ่หลวงเหนือคำบรรยายใดๆ

ท่านผู้อ่านคงจะได้อ่านข่าวเห็นภาพแล้วว่า พี่น้องประชาชนที่หลั่งไหลเข้าสู่กรุงเทพมหานครแล้วมุ่งหน้าไปยังท้องสนามหลวงเพื่อจับจองพื้นที่ใกล้เคียงกับพระเมรุมาศเอาไว้เท่าที่จะเข้าไปใกล้ได้มากที่สุดนั้นเป็นพี่น้องชาวชนบท หรือจากต่างจังหวัดเสียเป็นส่วนมาก

ไม่เพียงแค่จำนวนที่เดินทางมาล่วงหน้าแล้วเท่านั้น แม้ที่กำลังจะทยอยตามมาอีกไม่รู้กี่แสนคน ก็ล้วนเป็นพี่น้องชาวชนบททั้งที่อยู่ใกล้ๆและห่างไกล เหนือสุด อีสานสุด และใต้สุด

ที่เป็นเช่นนี้เนื่องเพราะพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมอบให้แก่พี่น้องชาวชนบทในทั่วทุกแห่งหนของประเทศมาโดยตลอดนั่นเอง

ดังจะเห็นได้จากโครงการในพระราชดำริกว่า 4,600 โครงการจะอยู่ในพื้นที่ชนบทของทุกภาคกว่าร้อยละ 70

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ความสำคัญแก่ชนบทไทยมาโดยตลอด เพราะทรงตระหนักดีว่า พสกนิกรอันยากจนส่วนใหญ่ของพระองค์ท่านอยู่ในพื้นที่ชนบท

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2508 พระองค์ท่านเสด็จฯไปทรงกระทำพิธีเปิดเขื่อนพลังงานไฟฟ้าแม่น้ำพุง จังหวัดสกลนคร ทรงมีพระบรมราโชวาทแก่ข้าราชการของจังหวัด โดยเฉพาะพัฒนากรกลุ่มใหญ่ที่มาเฝ้ารับเสด็จมีใจความตอนหนึ่งว่า

“ขอบใจมากที่ต้องเหน็ดเหนื่อยทำงานในหมู่บ้านชนบท และ ต้องประสบกับปัญหาต่างๆมากมาย ขอให้ช่วยกันพัฒนาคนให้มีความ ฉลาดสามารถช่วยตัวเองได้ ให้รู้จักใช้และเห็นคุณค่าความเจริญในด้านวัตถุ เช่น การรู้จักนำพลังงานไฟฟ้าจากเขื่อนน้ำพุงนี้ใช้ในบ้านเรือน และการอุตสาหกรรมขนาดย่อม”

“ขอให้ช่วยกันแนะนำชาวบ้านราษฎรให้ขยันขันแข็ง มีความฉลาด สร้างความมั่นคงให้แก่ครอบครัว ทำงานหารายได้และเก็บออมไว้เมื่อถึงคราวจำเป็น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประกันสังคม”

“การสร้างความมั่นคนเป็นปึกแผ่นให้แก่ครอบครัวชนบท เป็นการป้องกันประเทศชาติด้านหนึ่ง อย่าเข้าใจว่าการป้องกันประเทศชาติเป็นหน้าที่ของทหารเช่นสมัยก่อน ความมั่นคงของประชาชนชนบทเป็นส่วนที่จะสร้างชาติและป้องกันประเทศอย่างดี”

พระบรมราโชวาทนี้ยังเป็นที่จดจำจารึกอยู่ในแวดวงของนักพัฒนา ชนบท แม้จะทรงกล่าวไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2508 หรือ 52 ปีมาแล้ว

เราต้องยอมรับความจริงว่าทุกวันนี้ชนบทไทยเราดีขึ้นมาก พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว และความยากจนข้นแค้นในชนบทไทยก็ลดลงไปเป็นอันมากอย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้

ด้วยพระบารมีและพระเมตตาของพระองค์ท่านที่ทรงริเริ่มในการพัฒนาชนบทโดยแท้ อันเป็นผลให้ส่วนราชการต่างๆเริ่มเห็นความสำคัญและตระหนัก จนหันมาทุ่มเทให้ความเอาใจใส่ในการพัฒนาชนบทอย่างจริงจัง

นี่เป็นเหตุผลอันสำคัญยิ่งที่ทำให้พี่น้องชาวชนบทที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านเดินทางมาแสดงความอาลัย และร่วมส่งเสด็จพระองค์ท่านอย่างมากมายดังที่เราเห็นอยู่ขณะนี้

แต่ก็ดังที่เราตระหนักกันดีอยู่แล้วว่า พระมหากรุณาธิคุณของ พระองค์ท่าน แผ่ไพศาลไปยังพสกนิกรทุกหมู่เหล่าอย่างทั่วถึง ไม่เพียงเฉพาะแต่ชาวชนบทเท่านั้น

ชาวกรุงอย่างเราๆก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณในเรื่องการแก้ปัญหาจราจร และการแก้ปัญหาน้ำท่วมหลายๆโครงการเช่นเดียวกัน

รวมไปถึงพี่น้องในต่างจังหวัดที่มิได้อยู่ในชนบทก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างทั่วหน้า

ดังนั้น ในวันนี้จึงเป็นวันแห่งการถวายความจงรักภักดีอันยิ่งใหญ่ของ พสกนิกรไทยทุกหมู่เหล่า

วันแห่งการแสดงความอาลัยและถวายบังคมลา “พ่อ” ของพวกเราชาวไทยทุกคนเป็นครั้งสุดท้าย

ขอให้พวกเราทุกคนตั้งจิตอธิษฐานพร้อมๆกันว่า จะทำทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ “พ่อ” ทรงสั่งสอนไว้ เพื่อความร่มเย็นเป็นสุข และความเจริญรุ่งเรืองของแผ่นดินไทย อันเป็นที่รักยิ่งของ “พ่อ” และของพวกเราชาวไทยไปตลอดกาลนาน.

“ซูม”