วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

งามตระการริ้วขบวนพระบรมศพ

การอัญเชิญพระบรมศพพระมหากษัตริย์ไทยจากพระมหาปราสาทที่ทรงใช้บำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพไปยังพระเมรุมาศก็ดี หรือการอัญเชิญพระบรมอัฐิจากพระเมรุมาศกลับสู่พระบรมมหาราชวังก็ดี ตลอดจนการอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารไปบรรจุหรือลอยพระอังคารก็ดี นับเป็นประเพณีเก่าแก่ของประเทศไทยมาแต่โบราณกาล

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระมหากษัตริย์ที่มีต่อพสกนิกรและด้วยความเชื่อที่ว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทพหรือเทพยดาจุติลงมาสู่มนุษย์โลก ครั้นเมื่อสวรรคตจึงเท่ากับเป็นการเสด็จกลับสู่สรวงสวรรค์ ดังนั้น ในพิธีอัญเชิญพระศพส่งเสด็จสู่สวรรค์ จึงต้องอัญเชิญด้วย ขบวนพระราชอิสริยยศ หรือ “ริ้วขบวน” ที่สมพระเกียรติ

ใน “ริ้วขบวน” ของแต่ละองค์พระมหากษัตริย์ จะประกอบด้วยราชรถ ราชยาน พระคานหาม รวมทั้งมีกำลังคนในการฉุดชัก หรือหามจำนวนมาก พร้อมด้วยเครื่องประกอบพระอิสริยยศได้แก่เครื่องสูง พระกลด บังสูรย์พัดโบก บังแทรก พุ่มเงิน พุ่มทอง จามร พระอภิรุมชุมสาย พรั่งพร้อมด้วยเครื่องประโคม เช่น สังข์ แตร ปี่ กลองชนะ และกำลังโขลนพลโยธาแห่นำตามแซงเสด็จทั้งคู่แห่คู่เคียงจำนวนมากเข้าสู่ขบวนและเคลื่อนขบวนไปอย่างมีระเบียบและสง่างาม

ในเอกสารที่กล่าวถึงการจัดริ้วขบวน หรือขบวนพระราชอิสริยยศได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “การจัดริ้วขบวนในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพนั้น เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง จึงต้องบูรณะตกแต่งราชรถ ราชยาน คานหาม ให้พร้อมสำหรับการอัญเชิญพระบรมศพ พระบรมอัฐิ และพระบรมราชสรีรางคาร รวมทั้งการซักซ้อมการเคลื่อนขบวนให้งดงามประหนึ่งราชรถเคลื่อนบนหมู่เมฆส่งเสด็จสู่สวรรค์ทุกประการ”

ขบวนพระราชอิสริยยศที่มีการกล่าวขวัญถึงและบันทึกไว้ตั้งแต่ยุคต้นๆของกรุงรัตนโกสินทร์ ได้แก่ ขบวนพระราชอิสริยยศของ สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก พระราชบิดาของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 เมื่อ พ.ศ.2338 โดยได้มีการสร้าง พระมหาพิชัยราชรถ ขึ้นเป็นราชรถทรงบุษบกขนาดใหญ่ตามแบบราชประเพณีแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เพื่อใช้ในการอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกเพื่อถวายพระเพลิง ณ พระเมรุมาศ ในปีดังกล่าว

ต่อมาก็ได้มีการใช้ พระมหาพิชัยราชรถ ในการอัญเชิญพระบรมศพ และพระศพพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศ์ผู้สูงศักดิ์มาโดยตลอด รวมทั้งพระบรมโกศ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ใน พ.ศ.2354 และ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เมื่อ พ.ศ.2368 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ใน พ.ศ.2395 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ใน พ.ศ.2412

มาจนถึงการอัญเชิญพระโกศพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ใน พ.ศ.2453 ก็ได้มีการใช้ พระมหาพิชัยราชรถ อีกครั้ง ก่อนที่มีการซ่อมครั้งใหญ่ เพราะตัวราชรถและล้อทรุดโทรมลงไปเป็นอันมาก

ดังนั้น ในพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงต้องใช้ เวชยันตราชรถ ในการอัญเชิญพระโกศพระบรมศพแทน แต่ให้ออกนามในหมาย กำหนดการว่า “พระมหาพิชัยราชรถ” ตามพระราชอิสริยยศ ในฐานะที่เป็นพระราชยานอัญเชิญพระบรมศพพระมหากษัตริย์

เวชยันตราชรถ เป็นราชรถรองที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2342 ในสมัยรัชกาลที่ 1 เพื่ออัญเชิญพระศพสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ คู่กับสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี ซึ่งทรงใช้ พระมหาพิชัยราชรถ และได้ใช้พระราชรถรององค์นี้ในการอัญเชิญพระศพเจ้านายชั้นสูงอีกหลายพระองค์ และต่อมา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงตัดสินพระทัยให้ใช้ในการอัญเชิญพระบรมศพ พระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 6 เพราะพระมหาพิชัยราชรถทรุดโทรมมากดังได้กล่าวไว้แล้ว

ราชรถรององค์นี้ยังมีโอกาสได้อัญเชิญพระโกศพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกพระองค์หนึ่ง ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เมื่อ พ.ศ.2493

หมายเลข “9781” คือเลขรหัสประจำราชรถ เวชยันตราชรถ ในปัจจุบัน และมีรายละเอียดเพิ่มเติมว่า เป็นราชรถที่มีขนาดกว้าง 4.90 เมตร ยาว 17.50 เมตร สูง 11.70 เมตร น้ำหนักรวม 12.25 ตัน ใช้จำนวนพลฉุดชักทั้งสิ้น 206 นาย แบ่งเป็นด้านหน้า 160 นาย ด้านหลัง 46 นาย โดยมีผู้ควบคุม 5 นาย

ต่อมาใน พ.ศ.2499 เวชยันตราชรถ ยังมีโอกาสได้อัญเชิญพระโกศพระบรมศพสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า โดยออกนามว่า พระมหาพิชัยราชรถ จนถึงวันที่ 9 เมษายน 2528 ในนามพระมหาพิชัยราชรถเช่นกัน ได้มีการใช้อัญเชิญพระโกศพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 เป็นองค์ล่าสุด

สำหรับ พระมหาพิชัยราชรถ ที่ชำรุดเป็นอันมาก และมิได้ออกใช้ในราชการเป็นเวลานานนั้น ต่อมาได้รับการบูรณะโดยกรมศิลปากร เมื่อ พ.ศ.2530 และกรมสรรพาวุธทหารบกบูรณะระบบล้อเพิ่มเติมจนแข็งแรงมั่นคง เมื่อ พ.ศ.2539 จนสามารถนำมาใช้ในการอัญเชิญพระโกศ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้อีกครั้ง

จากนั้นใน พ.ศ.2551 พระมหาพิชัยราชรถก็ได้รับหน้าที่ในการเชิญพระโกศประกอบพระอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และเชิญพระโกศทรงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชร รัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ใน พ.ศ.2555

และในวันที่ 26 ตุลาคม พุทธศักราช 2560 พระมหาพิชัยราชรถ จะรับภารกิจที่สำคัญที่สุดอีกครั้งหนึ่ง ในฐานะราชรถอัญเชิญพระบรมโกศประกอบพระบรมราชอิสริยยศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 อันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย

พระมหาพิชัยราชรถ ปัจจุบันใช้เลข “9780” เป็นเลขรหัสประจำราชรถมีขนาดกว้าง 4.88 เมตร ยาว 18 เมตร สูง 11.20 เมตร น้ำหนักรวม 13.7 ตัน ใช้จำนวนพลฉุดชักทั้งหมด 216 นาย แบ่งเป็นด้านหน้า 172 นาย ด้านหลัง 44 นาย มีผู้ควบคุม 5 นาย

สำหรับในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ครั้งนี้ ได้มีการบูรณะเพิ่มเติมพระมหาพิชัยราชรถอย่างใหญ่หลวง ทั้งโดย กลุ่ม วิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ที่เข้ามาทำความสะอาดด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนประดับกระจกใหม่ทั้งองค์ และปิดทองในส่วนที่ชำรุด รวมถึงการปรับปรุงส่วนอื่นๆจนงามสง่าดังที่เห็นจากการซ้อมใหญ่หลายๆครั้ง

ในขณะที่ระบบล้อทั้ง 4 ล้อ และระบบการขับเคลื่อนก็ได้รับการจัดสร้างขึ้นมาใหม่ โดย กรมสรรพาวุธทหารบก มีการเพิ่มระบบห้ามล้อ และให้ความสำคัญกับห่วงชักลากที่แข็งแรงรับน้ำหนักได้ดีกว่าเดิม ถือเป็นการปรับปรุงระบบขับเคลื่อนครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่มีการสร้างพระมหาพิชัยราชรถขึ้นเมื่อ 200 ปีที่ผ่านมา

กล่าวกันว่านับตั้งแต่ พ.ศ.2339 ที่มีการใช้พระมหาพิชัยราชรถอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก เป็นพระองค์แรกจนถึงการเชิญพระโกศทรงพระศพสมเด็จ พระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภา พัณณวดี ได้มีการใช้ราชรถองค์นี้ไปแล้ว 25 ครั้ง โดยมิได้นับครั้งที่ใช้เวชยันตราชรถ แต่ให้ออกนามว่าพระมหาพิชัยราชรถ

ดังนั้นการอัญเชิญพระโกศประกอบพระบรมราชอิสริยยศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช จะเป็นครั้งที่ 26 และตรงกับวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2560 โดยบังเอิญยิ่ง

นอกจากพระมหาพิชัยราชรถแล้ว ยังมีการใช้ พระราชรถปืนใหญ่ ในการเวียนพระโกศทองรอบพระเมรุมาศด้วยก่อนเชิญพระโกศทองขึ้นประดิษฐาน ณ พระจิตกาธาน

การใช้พระราชรถปืนใหญ่ในการเวียนพระโกศเป็นธรรมเนียมใหม่ที่เกิดขึ้นใน รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในการพระราชทานเพลิงพระศพจอมพล พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช เมื่อ พ.ศ.2459 เป็นครั้งแรก

โดยนำมาใช้แทน พระยานมาศสามลำคาน อันเป็นธรรมเนียมเดิม แต่ก็จะใช้เฉพาะพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ดำรงพระยศในราชการทหารครั้งทรงพระชนม์ชีพเป็นส่วนมาก

พระบรมศพพระเจ้าอยู่หัวพระองค์แรกที่ทรงราชรถปืนใหญ่แห่เวียนพระเมรุมาศก็คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งมีพระบรมราชโองการไว้ว่า

“ในการแห่งพระบรมศพตั้งแต่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทไปถึงวัดพระเชตุพน ให้ใช้ยานมาศตามประเพณี จากวัดพระเชตุพนไปพระเมรุขอให้จัดแต่งรถปืนใหญ่เป็นรถพระบรมศพ เพราะข้าพเจ้าเป็นทหาร อยากใคร่เดินทาง สุดท้ายนี้อย่างทหาร”

แต่ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระองค์ท่านจริงๆนั้น ในหลวงรัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯให้อัญเชิญพระบรมโกศขึ้นเวชยันตราชรถในนามพระมหาพิชัยราชรถไปยังพระเมรุมาศท้องสนามหลวง แล้วจึงเชิญขึ้นราชรถปืนใหญ่แห่เวียนโดยอุตราวัฏรอบพระเมรุมาศ 3 รอบ ถือเป็นการเริ่มต้นใช้ราชรถปืนใหญ่ในการอัญเชิญพระบรมศพเวียนรอบพระเมรุมาศแต่นั้นมา

สำหรับราชรถปืนใหญ่ถวายพระเกียรติพระ บรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นจอมทัพไทย กรมสรรพาวุธทหารบกได้ดำเนินการจัดสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด 3 องค์

ประกอบด้วยราชรถปืนใหญ่ต้นแบบสำหรับใช้ในการฝึกซ้อม ราชรถปืนใหญ่สำรองมีรูปแบบเหมือนองค์จริงเพื่อเตรียมไว้ใช้เป็นองค์สำรอง และราชรถปืนใหญ่ที่จะใช้ในพระราชพิธี วันที่ 26 ตุลาคมนี้

ราชรถปืนใหญ่ทั้ง 3 องค์นี้ถอดแบบมาจากปืนใหญ่ภูเขาแบบ 51 ซึ่งประจำการในกองทัพบกมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งกรมสรรพาวุธทหารบกได้คัดเลือกปืนใหญ่ที่สมบูรณ์ที่สุดมาเพียง 3 กระบอก เพื่อที่จะถอดเสาปืนใหญ่ออกให้เหลือเพียงโครงสร้างหลักที่ใช้ในการทำราชรถเท่านั้น

ในส่วนของการประดับประดาตกแต่งราชรถปืนใหญ่นั้นเป็นผลงานของสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร เป็นผู้ดำเนินการ ลวดลายส่วนใหญ่ถอดแบบมาจากราชรถปืนใหญ่ที่ใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ 8 แต่ทั้งนี้ก็มิได้ตกแต่งทั้งองค์ราชรถ เพื่อให้คงความสง่างามและความเข้มแข็งของราชรถปืนใหญ่เอาไว้สำหรับเป็นราชรถถวายพระเกียรติแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นจอมทัพไทย

สำหรับการอัญเชิญพระบรมอัฐิและพระบรมราชสรีรางคารของในหลวงรัชกาลที่ 9 กลับเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง หลังจากพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้วนั้นจะใช้พระที่นั่ง ราเชนทรยาน และ ราเชนทรยานน้อย เป็นพระราชยานพาหนะ

ในการอัญเชิญพระที่นั่ง ราเชนทรยาน เป็นพระที่นั่งที่สร้างขึ้นโดยช่างหลวงในสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นทรงบุษบกย่อมุมไม้สิบสอง หลังคาซ้อน 5 ชั้น สร้างจากไม้แกะสลักลงรักปิดทองประดับกระจกมีคานสำหรับหาม 4 คาน ความสูงจากฐานถึงยอดสูงราว 4.15 เมตร กว้าง 103 เซนติเมตร ยาว 191 เซนติเมตร โดยจะใช้เวลาเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนแห่ที่เรียกว่าขบวนสี่สาย เช่นในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก จะใช้ในการเสด็จพระราชดำเนินจากพระราชมณเฑียรไปถวายสักการะพระแก้วมรกต ณ วัดพระศรีรัตน ศาสดาราม เป็นต้น

นอกจากนี้ยังใช้ในการเชิญพระโกศพระบรมอัฐิพระมหากษัตริย์ และสมเด็จพระบรมราชินี จากพระเมรุมาศท้องสนามหลวง เข้าสู่พระบรมมหาราชวังอีกด้วย ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร และในปี 2527 ได้เชิญออกมาบูรณะเป็นครั้งแรก ต่อมาในปี 2539 ได้เชิญมาใช้ในการเชิญพระบรมโกศพระบรมอัฐิ สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี จากพระเมรุมาศท้องสนามหลวง กลับสู่พระบรมมหาราชวัง

ปี 2551 ใช้พระที่นั่งราเชนทรยานในการเชิญพระโกศพระอัฐิ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และ ล่าสุดปี 2555 ก็ได้ใช้ในการเชิญพระโกศพระอัฐิ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จากพระเมรุท้องสนามหลวงกลับสู่พระบรมมหาราชวังอีกครั้ง

ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้มีการจัดสร้าง พระที่นั่งราเชนทรยานน้อยเพิ่มขึ้นอีกองค์หนึ่ง เพื่อใช้อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร แทน พระวอสีวิกากาญจน์ ที่ใช้มาแต่เดิม ส่วนองค์ที่ใช้เชิญพระบรมอัฐิจะยังคงเป็น “พระที่นั่งราเชนทรยาน” ตามเดิม

ผู้ออกแบบและสร้างพระที่นั่งราเชนทรยานน้อย ได้แก่ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ถอดแบบรูปทรงจากพระที่นั่งราเชนทรยานเป็นส่วนใหญ่ ดูจากภายนอกจะเห็นว่ารูปทรงพระที่นั่งทั้ง 2 องค์จะเหมือนกัน เพราะมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย คือ ฐานสิงห์ย่อมุม ที่รองรับบุษบกของพระที่นั่ง ราเชนทรยาน จะมีลักษณะส่วนฐานพื้นเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ส่วนพระที่นั่ง ราเชนทรยานน้อย จะมีลักษณะฐานพื้นเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสด้านเท่า ทำให้ขนาดบุษบกของพระที่นั่งราเชนทรยานน้อยย่อมลงกว่าเล็กน้อย

ทั้งราชรถ ราชยาน และพระคานหาม ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ล้วนประกอบกันเป็นริ้วขบวนในการพระบรมศพพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ มาแต่โบราณกาล นับเป็นเครื่องเชิดชูพระเกียรติยศถวายแด่พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเสด็จสู่สรวงสวรรค์

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นที่เคารพรักและเทิดทูนยิ่งของพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า การจัดริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ จึงเป็นไปอย่างสมพระเกียรติ และยิ่งใหญ่ครบถ้วนตามพระราชประเพณีแต่โบราณกาลทุกประการ ดังจะเห็นได้จากการฝึกซ้อมริ้วขบวนหลายต่อหลายครั้งในช่วงเวลาที่ผ่านมา

วันนี้ 26 ตุลาคม 2560 ขบวนพระบรมราชอิสริยยศจะยิ่งสมพระเกียรติและงามตระการตาขึ้นอีกหลายเท่า อันจะทำให้การส่งเสด็จพระองค์ท่านขึ้นสู่สรวงสวรรค์อยู่ในความทรงจำของพสกนิกรชาวไทยไปตราบกาลนิรันดร.


***************


รายละเอียดริ้วขบวนถวายพระเพลิงพระบรมศพ ร.9

วันที่ 26 ตุลาคม พุทธศักราช 2560

ริ้วขบวนที่ 1 เชิญพระโกศทองใหญ่ โดยพระยานมาศสามลำคานจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ผ่านประตูเทวาภิรมย์ จากนั้นใช้เส้นทางถนนมหาราชเลี้ยวเข้าสู่ถนนท้ายวังมุ่งไปยังถนนสนามไชย

เชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นประดิษฐานในบุษบกพระมหาพิชัยราชรถ บริเวณหน้าวัดพระเชตุพน วิมลมังคลาราม รวมระยะทาง 817 เมตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

ริ้วขบวนที่ 2 เชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นประดิษฐานในบุษบกพระมหาพิชัยราชรถโดย เกรินบันไดนาค จากหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามไปทางถนนสนามไชย ยาตราขบวนแห่เชิญพระโกศทองใหญ่จากถนนสนามไชยเข้าสู่ถนนราชดำเนินใน ผ่านหน้ากระทรวงกลาโหม ศาลหลักเมือง ศาลฎีกา

จากนั้น...ขบวนพระบรมราชอิสริยยศแห่เชิญพระโกศทองใหญ่เข้าสู่ท้องสนามหลวง รวมระยะทาง 890 เมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

ริ้วขบวนที่ 3 เชิญพระโกศทองใหญ่ลงจากพระมหาพิชัยราชรถโดยเกรินบันไดนาค ประดิษฐานพระโกศทองใหญ่บนราชรถปืนใหญ่ ตั้งขบวนพระบรมราชอิสริยยศเข้าสู่ราชวัติ เวียนพระเมรุมาศ โดยอุตราวัฏ...เวียนซ้าย 3 รอบ เมื่อครบแล้วเทียบราชรถปืนใหญ่ที่ เกรินบันไดนาคพระเมรุมาศ เชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นประดิษฐาน ณ พระจิตกาธาน รวมระยะทาง 260 เมตรต่อรอบ ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

วันที่ 27 ตุลาคม พุทธศักราช 2560

ขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ริ้วขบวนที่ 4 เชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐานในบุษบก พระที่นั่ง ราเชนทรยาน และเชิญ พระบรมราชสรีรางคาร ขึ้นประดิษฐานในพระที่นั่ง ราเชนทรยานน้อย จากพระเมรุมาศเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง

เคลื่อนขบวนพระบรมราชอิสริยยศเชิญพระโกศพระบรมอัฐิ พระบรมราชสรีรางคาร ขบวนพระบรมราชอิสริยยศเชิญพระบรมราชสรีรางคารโดยพระที่นั่งราเชนทรยานน้อย แยกเข้าวัดพระศรีรัตนศาสดารามเชิญพระผอบพระบรมราชสรีรางคารพักไว้ที่พระศรีรัตนเจดีย์

ขบวนพระบรมราชอิสริยยศเชิญพระโกศพระบรมอัฐิโดยพระที่นั่งราเชนทรยาน เข้าประตูพิมานไชยศรี เชิญพระโกศพระบรมอัฐิจากพระที่นั่งราเชนทรยานเข้าสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ประดิษฐานที่บุษบกแว่นฟ้าทอง รวมระยะทาง 1,074 เมตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

วันที่ 29 ตุลาคม พุทธศักราช 2560

ริ้วขบวนที่ 5 เชิญพระโกศพระบรมอัฐิ โดยพระที่นั่ง ราเชนทรยาน จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมานบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท รวมระยะทาง 63 เมตร ใช้เวลา 10 นาที

ริ้วขบวนที่ 6 ขบวนกองทหารม้า เชิญพระบรมราชสรีรางคารจากพระศรีรัตนเจดีย์ วัดพระศรี รัตนศาสดาราม โดยรถยนต์พระที่นั่งออกจากพระบรมมหาราชวังทางประตูวิเศษไชยศรี ไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามและวัดบวรนิเวศวิหาร


***************


ศิลปิน : ยุทธกิจ ประสมผล

ภาพ : ปกฟ้าร่มแผ่นดิน

ขนาด 90 x120 ซม. สีน้ำมัน

แรงบันดาลใจ : “ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นสมมติเทพ ดุจพระโพธิสัตว์ จึงถ่ายทอดภาพนี้ประหนึ่งว่า พระองค์ทรงประทับอยู่บนสรวงสวรรค์ แผ่ทิพยบารมีลงมาสู่เบื้องล่าง เมื่อมองภาพนี้แล้ว ทำให้รู้สึกว่าพระองค์ยังคงอยู่ปกผืนฟ้า ป้องแผ่นผืนดิน ให้ชาวประชาได้อยู่ร่มเย็น ด้วยพระบารมี ภายใต้พระบรมโพธิสมภาร”