วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สักครึ่งของ 'สี จิ้นผิง'!

ราชอาณาจักรไทยหนึ่งเดียวในโลก

กับภาพของพสกนิกรจำนวนมากทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ไปยันคนชรา เดินทางเข้าจับจองพื้นที่ฟุตปาทริมถนน ยืน นั่ง นอน รอเข้าจุดคัดกรองในวันที่ 25 ตุลาคม เพื่อรอเข้าร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ค้างคืนก่อนล่วงหน้า 2–3 วัน

โดยไม่หวั่นแม้อากาศร้อนอบอ้าว สลับสายฝนตกเทกระหน่ำ

เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสสุดท้ายที่จะอยู่ใกล้ “พ่อของแผ่นดิน” ก่อนเสด็จคืนสู่สวรรคาลัย

เข้าสู่วันสำคัญ 26 ตุลาคม ยิ่งสัมผัสได้ถึง “พลังแผ่นดิน” อันยิ่งใหญ่

นี่คือปรากฏการณ์ที่พูดได้เลยว่า ประเทศไทยมีเหนือกว่าทุกชาติ แม้แต่มหาอำนาจในโลก ภายใต้เอกลักษณ์อันดีงามของชนชาติตัวเองที่ไม่ต้องไปยึดโยงกับใคร

ในอารมณ์แบบเดียวกับที่ประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้กล่าวปราศรัยต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 19 โดยชี้ว่า สังคมนิยมแบบจีนได้เข้าสู่ยุคใหม่ ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจชาติหนึ่งของโลกแล้ว

จึงไม่ควรนำระบอบการเมืองของต่างประเทศมาเป็นแบบอย่าง

ผู้นำจีนประกาศความมั่นใจในแนวทางของประเทศตัวเองอย่างทระนง

แต่ไฮไลต์สำคัญที่ “สี จิ้นผิง” พูดต่อหน้าสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีน กระตุกเตือนกันเป็นเชิง

ประชาชนตั้งความหวังไว้มาก พวกเราต้องอย่าทำให้เขาผิดหวัง

โดยผู้นำจีนมุ่งไปที่ปมคอร์รัปชันคือตัวทำลายประเทศ ที่ผ่านมาเป็นเพียงเริ่มต้น เราจะต้องปฏิรูปลงไปให้ถึงแก่น ต้องไล่ในทุกระดับ ไปให้สุดปลายทางในการล้างทุจริต

เรื่องของเรื่อง ไม่ใช่แค่พูดให้ดูสวยหรูเท่านั้น แต่อย่างที่เห็นเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก ยุค “สี จิ้นผิง” ได้ทำการปราบปราม จับขบวนการทุจริตในจีนแผ่นดินใหญ่มาแล้วนับล้านคน

ไม่เว้นแม้ผู้ที่มีอิทธิพลทางการเมืองตัวใหญ่ๆในพรรคคอมมิวนิสต์ เช่น “ป๋อ ซีไหล–โจว หย่งคัง”

ล้วนแต่ระดับเสือ ไม่ใช่แค่แมลงหวี่ แมลงวัน

มังกรจีนลุยล้างคอร์รัปชันที่ลามไปทุกอณูของประเทศได้อย่างเด็ดขาด จนส่งผลให้การพัฒนาประเทศเดินหน้าไปสู่ความเป็นมหาอำนาจโลกอย่างเต็มตัว

ในเครื่องหมายคำถาม ตามปรากฏการณ์ที่คล้ายคลึงกัน คอร์รัปชันลามกัดกินไปทั่วประเทศ

เมืองไทยจะทำได้สักครึ่งหนึ่งของเมืองจีนหรือไม่

ภายใต้อำนาจพิเศษที่รัฐบาลทหาร คสช.ถือธง “ปฏิรูป” ประเทศครั้งใหญ่ ผู้นำอย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ขันอาสาประชาชนมาลุยล้างคอร์รัปชัน ประกาศชัดตั้งแต่วันยึดอำนาจ 22 พฤษภาคม 2557

แต่ผ่านมาจนย่างเข้าปีที่ 4 สภาพอย่างที่เห็น ณ ห้วงปัจจุบัน รัฐบาลทหาร คสช.ก็หนีไม่พ้นเจอเสียงครหาเรื่องความโปร่งใส วาระแฝงผลประโยชน์ไม่หยุดหย่อน

โดยเฉพาะบรรดาพี่ น้อง เพื่อน คนรอบข้างผู้นำ

ล่าสุดกับปมร้อนที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติการจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย

ที่ยิ่งเคลียร์ก็ยิ่งมั่ว ยิ่งออกตัวยิ่งผูกปมมัดคอ

เพราะไล่เช็กต้นตอโครงการฉาว มีเค้าตั้งแท่นมาตั้งแต่ยุคอดีตรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ตั้งงบประมาณไว้สูงลิ่วเกินราคาจริงกว่า 10 เท่า มีการสอดไส้เข้า ครม.กันมาหลายรอบ

ขนาดโดนสำนักงบประมาณตั้งข้อสังเกตแพงเกินจริงก็แล้ว

แต่สุดท้ายก็มาผ่าน ครม.ในช่วงที่ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เซ็นอนุมัติ จัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา “สเปกเทพ” ตรวจวัดความเร็วรถยนต์ได้ถึง 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในราคาเครื่องละ 6.75 แสนบาท จำนวน 849 เครื่อง งบประมาณ 573 ล้านบาท

น่าเอะใจก็ตรง เอาไปให้เจ้าหน้าที่ ปภ.ประจำอำเภอ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ใช้ตรวจจับความเร็วบนถนนสายรอง ที่ส่วนใหญ่เป็นรถสิบล้อ รถอีโก่ง รถอีแต๊ก รถไถนา รถมอเตอร์ไซค์

เร่งยังไงก็วิ่งได้ไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง.


ทีมข่าวการเมือง