วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นายกฯงดโต้ ซื้อของแพง!

พท.ฉะซ้ำรอยจีที 200 เรือเหาะจี้ประยุทธ์แจง

“บิ๊กป๊อก” โอ่เครื่องจับความเร็ว พกพา 573 ล้าน ปภ.ซื้อถูกกว่า ของชนิดเดียวกันที่เคยจัดหา ไม่เห็นจะแพงตรงไหน “ไก่อู” เผยนายกฯแตะเบรกสั่งงดตอบโต้ปมร้อน พท.เย้ยถูกพ่อค้าหลอกซ้ำรอยจีที 200-เรือเหาะ จวกจงใจกำหนดสเปกสูงเกินจำเป็น ของจะไม่ได้ใช้เก็บใส่ตู้รอปลดระวาง จี้ “ประยุทธ์” เคลียร์เร่งรีบอนุมัติใช้งบกลางก่อนสิ้นสุดปีงบฯ 60 “บิ๊กตู่” ตีกรรเชียงงดจ้อเรื่องอื่น โต้คนปล่อยข่าวรีดเพิ่มเบี้ยประกันสังคม ยันรัฐบาลไม่ทำความเดือดร้อนให้ใคร ครม.คลอด ก.ม.ติดดาบ ป.ช.ช.ต้านโกง วางมาตรการคุ้มครองผู้ชี้เบาะแสทุจริต “เชิดชัย” ห่วงงูเห่าแหกคอกยกมือหนุนนายกฯคนนอก “เด็กชวน” เหน็บรู้ทันอดีต ส.ส.เพื่อไทย หวังดีประสงค์ร้าย ยื่นมือดัน “ชวน หลีกภัย” คัมแบ็กนั่งนายกฯ

กรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จัดหาเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา วงเงิน 573 ล้านบาทถูกจับตาวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายมาอย่างต่อเนื่องว่าเป็นการใช้งบประมาณไม่เหมาะสมและจัดซื้อในราคาแพงเกินจริงนั้น

มท.1โต้เครื่องจับรถซิ่งถูกกว่าเก่า

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 24 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การอนุมัติจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา ให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) 849 เครื่อง วงเงิน 573 ล้านบาท แพงกว่าราคาท้องตลาดว่า ทราบว่าครั้งนี้มีการซื้อถูกกว่า ไม่เห็นว่าซื้อแพงกว่าตรงไหน ขณะนี้ ปภ.ยังไม่ได้จัดซื้อ ยังไม่ได้เริ่มขั้นตอนใดๆ หน่วยงานที่จะจัดซื้อต้องทำการจัดวางสเปกพร้อมกำหนดทีโออาร์ว่าอยากได้เครื่องแบบใด โดยใช้มาตรฐานเดิมที่เคยทำกันมา เพราะเป็นมาตรฐานที่ยอมรับว่าใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล เมื่อซื้อมาแล้วก็ค่อยไปวิพากษ์ตอนนั้นว่าถูกหรือแพง เมื่อถามว่า งบประมาณที่จะจัดซื้อยังลดหรือเพิ่มได้อีกใช่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ ตอบว่าลดได้แต่เพิ่มไม่ได้ เพราะมีการกำหนดวงเงินไว้แล้ว ที่ผ่านมามีการซื้อเครื่องมือชนิดเดียวกันที่แพงกว่านี้ ราคาที่จะซื้อตอนนี้จึงถูกกว่าที่ผ่านมามากพอสมควร ที่มีคนอ้างว่าซื้อถูกกว่านี้ได้ไม่เป็นไร เพราะเขากำหนดอยู่ที่สเปก ถ้าสเปกอย่างที่จะซื้อใครว่ามีของถูก ขอให้บอกมาอย่าไปพูดข้างนอก ราคาจะพันจะหมื่นก็ได้ ตอนนี้ยังไม่ได้ซื้อ ปภ.จะเชิญสื่อไปร่วมฟังให้รับทราบว่ามีการกำหนดสเปกอย่างไร ขอให้สื่อไปร่วม อย่าไปพูดโดยไม่เกิดประโยชน์อะไร

นายกฯสั่งงดตอบโต้ปมร้อนไว้ก่อน

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กรณี ครม.อนุมัติงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 573,075,000 บาท จัดหาเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา 849 เครื่องแพงเกินจริงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทราบถึงการวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าว แต่ขอไว้ในช่วงเวลานี้ไม่อยากให้ตอบโต้อะไร ไม่อยากให้อะไรมาทำให้เสียบรรยากาศของสังคมตอนนี้ และในที่ประชุม ครม.วันที่อนุมัติเรื่องดังกล่าว พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ไม่ได้รายงานรายละเอียดเรื่องนี้ แต่เลขาธิการ ครม.เป็นผู้ชี้แจง ส่วนเมื่ออนุมัติมาแล้วกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ไม่มีสิทธินำไปใช้ตั้งด่านตรวจจับเอง ต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำไปใช้แทนนั้น ตนไม่ทราบ ไม่กล้าตอบ

พท.หยันจะซ้ำรอยจีที 200

ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ระบุกรณีการจัดซื้อเครื่องตรวจจับ ความเร็วของ ปภ.ซื้อในราคาถูกว่า ราคานี้ไม่ได้ประหยัดอย่างที่รัฐบาลอ้าง แต่จงใจซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วที่มีสเปกสูงเกินจำเป็น เพราะจับความเร็วรถได้ไม่น้อยกว่า 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไม่มีใครขับรถเร็วเช่นนั้นได้ในประเทศไทย ยกเว้นจะเหาะไป เหตุผลนี้จึงมีราคาสูงกว่ารุ่นทั่วไปถึง 10 เท่า กลัวว่างานนี้รัฐบาลอาจจะโดนพ่อค้าหลอกขายสินค้าที่ขายไม่ออก หรือเหลือสต๊อกโดยใช้ภาษีคนไทยโดยไม่จำเป็น ที่สำคัญ ปภ.ไม่มีอำนาจหน้าที่ตรวจจับการใช้ความเร็วบนท้องถนน เป็นอำนาจหน้าที่ของตำรวจและเจ้าพนักงานขนส่งทางบก ปภ.จึงไม่สมควรซื้ออุปกรณ์ดังกล่าวไปเก็บไว้ที่ ปภ.จังหวัด ฟันธงได้เลยว่าจะไม่มีใครมาขอใช้ จะถูกเก็บอยู่ในตู้เสียเป็นส่วนใหญ่ และรอปลดระวางเหมือนจีที 200 และเรือเหาะแน่นอน

จี้ “ประยุทธ์” ออกโรงแจงเอง

ร.ท.หญิง สุณิสากล่าวว่า รัฐบาลอย่าหลอกให้ความหวังประชาชน เหมือนว่ากำลังคิดอยู่ว่าจะซื้อดีหรือไม่ เพราะเลยขั้นตอนนั้นไปแล้ว ความจริงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. อนุมัติกรอบวงเงินให้ ปภ.แล้ว แปลว่าถึงอย่างไรก็ต้องซื้อ ที่น่าสังเกตคือ ทำไมต้องเร่งขออนุมัติใช้งบกลางฯ ประจำปี 2560 ทั้งที่การใช้งบกลางฯจะไม่สามารถตรวจสอบการใช้งบของโครงการได้ แต่นายกฯกลับรีบอนุมัติงบประมาณก่อนวันสิ้นสุดปีงบประมาณ 2560 หรือพวกท่านเห็นว่ามีงบกลางฯประจำปี 2560 เหลืออยู่ เลยต้องหาเรื่องใช้ให้หมดใช่หรือไม่ การใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินแบบนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ สมควรต้องปฏิรูป ไม่ใช่ปากก็ด่านักการเมือง แต่ตัวเองกลับละเลงงบประมาณแผ่นดินเล่น โดยไม่อนุญาตให้ใครตรวจสอบ ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ ควรตอบข้อสงสัยของสังคมด้วยตนเอง เพราะเป็นผู้อนุมัติงบประมาณ และรู้เรื่องนี้ดีกว่ารัฐมนตรีส่วนใหญ่ใน ครม.เสียอีก

“บิ๊กตู่” ออก ม.44 สางงานอีก 3 ฉบับ

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. แถลงภายหลังการประชุมร่วม ครม.และ คสช.ว่า ได้หารือคำสั่งต่างๆ โดยเฉพาะการดำเนินการเกี่ยว กับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่กำลังรอร่าง พ.ร.บ.ซึ่งกำลังพิจารณาในรัฐสภา แต่ในทางปฏิบัติก็หารือกันว่าต้องหาวิธีการให้การทำงานเป็นไปรวดเร็วขึ้น จำเป็นต้องใช้ มาตรา 44บางประเด็น เพื่อให้เกิดการทำงานคู่ขนานไปให้ได้ภายใต้เวลาจำกัด ในเรื่องการลงทุนหลายประเทศก็ปรับปรุงพัฒนาส่งเสริมการลงทุนมากมาย เราเองก็ต้องเร่งพัฒนาเรื่องเหล่านี้ นอกจากนี้มีประเด็นรับฟังความเห็นประชาชน ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ที่มีบางคนไม่สะดวกรับเบี้ยประกันทาง สปสช.และกองทุนประกันสังคม จึงได้เห็นชอบว่าจะมีคำสั่งให้สามารถเลือกได้แล้วแต่สะดวกว่า จะเลือกใช้ สปสช.หรือกองทุนประกันสังคมก็ได้ โดยเลือกสถานที่ใกล้บ้าน แล้วแต่ความสมัครใจ โดยใช้เวลา 1 ปี สามารถเปลี่ยนได้ และต้องดูว่าความต้องการประชาชนเป็นอย่างไรด้วย

ฉะคนปล่อยข่าวรีดเบี้ยประกันสังคม

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ส่วนข่าวกองทุนประกันสังคมจะขอเก็บเงินเข้ากองทุนสูงสุด 1,000 บาทนั้น รัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น เป็นการเตรียมการหารือกันมานานแล้วกว่า 15 ปี ก็กำลังหาทางทำให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ยังไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น เห็นมีข่าวว่าจะเก็บเงินเพิ่ม ตนยืนยันว่ายังไม่ได้ทำอะไร บางอย่างมีคนพูดไปก่อนสร้างความตกใจ รัฐบาลไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับใคร รับฟังทุกปัญหา แต่จะแก้ปัญหาได้มากบ้างน้อยบ้างก็ว่ากันไป นอกจากนั้นมาตรา 44 จะจัดสร้างสถาบันวิจัยและพัฒนา ซึ่งจะใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ายมาอยู่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อบูรณาการให้ได้ทั้งระบบ ขณะเดียวกัน จะจัดตั้งสำนักงานบริหารจัดการน้ำ ให้เข้ามาอยู่ในสำนักนายกฯ ด้วย เพื่อบริหารแผนงานทั้งวงจรทั้งระบบ หน่วยงานที่รับผิดชอบข้างล่างมีอยู่แล้ว

ตีกรรเชียงงดจ้อเรื่องอื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายของการแถลงข่าวหลังการประชุม ครม.ก่อนที่สื่อมวลชนจะซักถามประเด็นต่างๆ พล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน รัฐบาลพยายามทำให้ได้มากที่สุด อะไรที่ไม่ใช่ประเด็นก็ลดๆ ไว้บ้างแล้วกัน ทั้งวันนี้และวันหน้า รัฐบาลจะปฏิรูปให้ได้ บางเรื่องทำไปแล้วเป็นปฏิรูปเล็กให้เกิดปฏิรูปใหญ่ก็บอกไปหลายทีแล้ว สั่งย้ำไปหลายที ขอให้ติดตามกันต่อไป ขอเพียงกำลังใจให้กันและกัน สื่อตนก็หวังมาก ต้องช่วยกันเปลี่ยนแปลงประเทศในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งวันนี้ วันหน้า และอนาคต ฝากบอกประชาชนด้วยมีเรื่องอะไรก็บอก จะพยายามแก้ปัญหาให้ได้ทุกเรื่อง”

ครม.ติดดาบ ปชช.ต่อต้านทุจริต

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบหลักการร่าง พ.ร.บ.การส่งเสริมและคุ้มครองประชาชนในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติ มิชอบ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) เสนอ เพื่อกำหนดแนวทาง วิธีการ และกลไกส่งเสริมสนับสนุน และรับรองการรวมตัวของประชาชนในการรณรงค์ ต่อต้าน หรือชี้เบาะแสการทุจริต ซึ่งเป็นร่าง พ.ร.บ.ที่จัดทำขึ้นตามมาตรา 63 และมาตรา 278 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน บัญญัติไว้ให้ ครม.ดำเนินการให้หน่วยงานของรัฐที่ ครม.กำหนดให้มีการจัดทำร่างกฎหมายที่จำเป็น โดยสาระสำคัญกำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองประชาชนในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ (คตป.) มีเลขาธิการ ป.ป.ท.เป็นประธาน ส่วนกรรมการได้แก่ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้แทนสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และผู้แทนกระทรวงยุติธรรม ขณะที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นายกฯแต่งตั้งจำนวน 4 คน และมีกรรมการจากภาคประชาสังคม จำนวน 4 คน รวมถึงกำหนดให้รัฐจัดหางบประมาณสนับสนุนในการรณรงค์การต่อต้านการทุจริตของประชาชน

วางมาตรการคุ้มครองผู้ชี้เบาะแส

พล.ท.สรรเสริญกล่าวว่า พร้อมกำหนดให้มีมาตรการคุ้มครองและช่วยเหลือเครือข่ายต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบภาคประชาชน เช่นปกปิดมิให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่สามารถระบุตัวผู้ชี้เบาะแสได้ ห้ามปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อผู้ชี้เบาะแส รวมถึงบุคคลใกล้ชิด อย่างกรณีถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ให้มีการช่วยเหลือจัดหาทนายความและให้คำปรึกษา และมีการกำหนดให้มีบทลงโทษกรณีกระทำผิดต่อชีวิตร่างกายต่อผู้ชี้เบาะแส หรือบุคคลที่มีสัมพันธ์ใกล้ชิดตามประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงกำหนดให้มีการเพิ่มโทษอีกครึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ในความผิดกรณีผู้มีอำนาจเหนือการปฏิบัติของผู้ชี้เบาะแส กระทำเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง ลักษณะงาน สถานที่ทำงาน ข่มขู่ หรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อผู้ชี้เบาะแส แจ้งเบาะแสอันเป็นเท็จ เจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลใดนำข้อมูลของผู้ชี้เบาะแส หรือบุคคลที่มีส่วนร่วมไปเปิดเผย ทำให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือประชาชน และได้กระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรอันมิชอบด้วยกฎหมาย

ตั้ง “ประภาศรี” นั่งรองปลัด สปน.

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า ครม.มีมติอนุมัติตามที่สำนักนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้งนางประภาศรี บุญวิเศษ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) เป็นรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ที่ประชุมยังเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแต่งตั้งนายรณรงค์ เส็งเอี่ยม เป็น ผอ.องค์การสวนพฤกษศาสตร์

คสช.ให้คนพิการเลือกสิทธิรักษาตัว

พล.ท.สรรเสริญกล่าวอีกว่า สำหรับผลการประชุม คสช. ที่ประชุม คสช.มีมติแก้ไขคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 58/2559 เรื่องการรับบริการสาธารณสุขของคนพิการตามกฎหมายว่าด้วยหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม จากเดิมผู้พิการถือเป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายหลัก ประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสิทธิบัตรทอง แต่คำสั่งดังกล่าวให้สิทธิผู้พิการที่เข้าระบบการทำงานใช้สิทธิประกันสังคมได้ แต่มีการร้องเรียนเข้ามาว่าอยากมีทางเลือก เพราะผู้พิการที่ทำงานในระบบแล้ว แทนที่จะรักษาตัวตามระบบประกันสังคมได้อย่างเดียว เขาอยากเลือกได้ว่าจะใช้สิทธิรักษาตัวตามระบบประกันสังคม หรือใช้สิทธิบัตรทอง ที่ประชุม คสช. จึงพิจารณาออกร่างคำสั่งดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้พิการสามารถเลือกได้ว่าจะใช้สิทธิอะไรเพียงสิทธิเดียว แต่ถ้าเลือกไปแล้วรู้สึกว่าสิทธิดังกล่าวไม่ตอบรับความต้องการ ปีต่อไปสามารถเปลี่ยนแปลงได้

พท.ห่วงงูเห่าหนุนตั้งนายกฯคนนอก

วันเดียวกัน นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงข้อเสนอการให้พรรคเพื่อไทยจับมือพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล เพื่อต่อต้านนายกรัฐมนตรีคนนอกในการเลือกตั้งสมัยหน้าว่า จุดยืนของพรรคเพื่อไทยมีความชัดเจนอยู่แล้วว่า ไม่เอานายกฯคนนอก เพราะขัดต่อหลักประชาธิปไตย แต่หากถึงขั้นให้ไปจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลเพื่อต่อต้านนายกฯคนนอกนั้น เท่าที่คุยกับ ส.ส.หลายคนก็ไม่เห็นด้วย คงร่วมงานกันลำบาก เพราะอุดมการณ์การเมืองต่างกัน ดูแล้วยากมากที่ทั้งสองพรรคจะมาจับมือกัน แม้พรรคเพื่อไทยจะได้เสียงข้างมาก แต่หากพรรคการเมืองอื่นๆหันไปจับมือกับ ส.ว.เพื่อจัดตั้งรัฐบาลเอานายกรัฐมนตรีคนนอก พรรคเพื่อไทยพร้อมเป็นฝ่ายค้าน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ห่วงคือ อาจมีกรณีงูเห่าที่ผู้สมัครพรรคเพื่อไทยไปยกมือสนับสนุนนายกฯคนนอก หรือพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล หวังว่าจะไม่เกิดขึ้น แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะในอดีตเคยมีประวัติศาสตร์มาแล้ว แม้ขณะนี้ยังไม่มีท่าทีว่าจะมีอดีต ส.ส.คนใดจะหักหลัง แต่ใจคนยากแท้หยั่งถึง พอถึงเวลาหากมีผลประโยชน์มาล่อตาล่อใจก็อาจแปรเปลี่ยนไปได้ เชื่อว่าหากใครทำเช่นนั้นจริง คงหมดอนาคตการเมืองแน่นอน

“เด็กชวน” รู้ทันหวังดีประสงค์ร้าย

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นเพื่อนของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึง กรณีอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางส่วน ออกมาระบุพร้อมจับมือพรรคประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาล และสนับสนุนนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีว่า ต้องถามกลับก่อนว่าคนของพรรคเพื่อไทยที่ออกมาสร้างข่าวนี้ พูดในนามส่วนตัวหรือพูดในนามพรรค ถ้าพูดในนามพรรค ก็อยากให้ไปจัดระเบียบพรรคของตัวเองให้เรียบร้อยก่อน อาทิ ไปหาคนมาเป็นหัวหน้าพรรคคนต่อไป แต่หากพูดในนามส่วนตัว อาจถูกมองว่าเป็นการก้าวล่วงต่อพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ เข้าลักษณะหวังดีประสงค์ร้าย ที่จะทำให้คนในพรรคประชาธิปัตย์มีความเห็นต่างเรื่องตัวบุคคลที่จะเสนอชื่อเป็นนายกฯ ตนยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์มีวินัย ไม่มีความเห็นแตกแยกขัดแย้งกันเองแน่ ส่วนตัวมองว่าเป็นการสร้างประเด็นหวังดีประสงค์ร้ายมากกว่า