วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หนุ่มเล่าประสบการณ์ภรรยาวัย 29 ป่วยเป็นมะเร็ง ดูแลกัน 4 เดือนก็เสียชีวิต

หนุ่มโพสต์พันทิป แชร์ประสบการณ์ ภรรยาสาวัย 29 ปี ป่วยเป็นมะเร็งรังไข่ และกระเพราะอาหาร ดูแลกันได้เพียง 4 เดือนก็เสียชีวิต

สมาชิกเว็บไซต์พันทิปล็อกอิน 3382419 ได้แชร์เรื่อราวการป่วยเป็นมะเร็งของภรรยาสาว โดยเขาระบุว่า ถึงเพื่อนๆ ทุกคนที่ผ่านมาอ่านกระทู้นี้ ผมอยากให้อ่าน เผื่อคนในครอบครัวท่านเคยประสบพบเจออาการแบบนี้ อย่านิ่งนอนใจนะครับ

ผมกับแฟนแต่งงานอยู่ด้วยกันมา 7 ปี มีลูกสาว 1 คน อายุ 5 ขวบ ตอนนี้ผมอายุ 30 ปีครับ แฟนผมอายุ 29 ปี ทำงานธนาคารรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง เราอยู่ด้วยกันที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

เดือนเมษายน 2560 เรื่องมีอยู่ว่าเธอทานอาหารได้น้อยลง โดยเธอสังเกตจากน้ำหนักตัวเธอที่หายไป 1-2 กิโลกรัม โดยเธอมักถามผมว่าเธอผอมลงไหม ผมก็ตอบเธอว่าก็ปกตินี่นา ไม่คิดว่าน้ำหนัก 1-2 กิโลกรัม มันจะมีปัญหาอะไร

ต่อมา เดือนพฤษภาคม 2560 เธอจะมีอาการเมื่อทานอาหารเข้าไปเยอะๆ หรือทานอาหารรสจัดจะมีอาการอาเจียนออกมา ผมก็จะบอกเธอว่าไปหาหมอไหม เป็นโรคกรดไหลย้อนรึเปล่า เพราะเธอทำงานธนาคาร เธอจะทานข้าวไม่ค่อยเป็นเวลา

ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2560 เธอสังเกตตัวเองว่าเริ่มมีหน้าท้องนิดๆ เธอเลยชวนผมไปออกกำลังกายเพื่อที่จะลดหน้าท้อง ถ้าเธอไม่มีเวลาเธอก็จะกลับมาบริหารหน้าท้องที่บ้าน และเจ้าตัวเล็กก็จะมาออกกำลังกายกับคุณแม่ของเธอ แต่หน้าท้องของเธอก็ไม่ลดลงเลยมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น

ส่วนอาหารที่เธอทานอาหารรสจัด หรือทานอะไรเข้าไปเยอะ ก็จะมีอาการอาเจียน ผมจึงตัดสินใจพาเธอไปหาหมอที่คลินิกโรคทางเดินอาหารแห่งหนึ่งในจังหวัดฉะเชิงเทรา หมอก็สอบถามอาการแล้วก็แจกยาลดกรด ยาขับลม ยาเคลือบกระเพาะมาให้ทาน ถ้าอาการไม่ดีขึ้นก็ให้ไปหาใหม่อีกรอบ

ต่อมา เดือนมิถุนายน อาการเธอไม่ดีขึ้น แถมท้องก็ใหญ่ขึ้นจึงตัดสินใจไปหาหมอที่โรงพยาบาลในเมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งหมอได้ทำอัลตร้าซาวนด์ พบว่ามีน้ำในช่องท้อง และพบก้อนเนื้อที่บริเวณรังไข่ จึงทำการเจาะเลือดเพื่อหาค่ามะเร็ง (CA) พบว่ามีค่าสูงกว่าปกติ

ทางโรงพยาบาลฉะเชิงเทรา จึงทำการส่งตัวไปที่ รพ.แห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่รักษาโรคมะเร็งนี้เฉพาะทาง ภายในวันนั้นผมก็ไปที่โรงพยาบาลทันที ผมได้เข้าไปติดต่อที่โรงพยาบาลเพื่อทำการรักษา ก็ได้เข้าสู่กระบวนการใหม่อีกครั้ง

โดยตรวจเลือด อัลตร้าซาวนด์ ก็พบว่าผลตรงกัน และทางโรงพยาบาลก็ให้ผมกลับบ้านไปก่อน รอพบอาจารย์หมอ วันที่ 21/6/2560 ซึ่งผมต้องรออีก 2 สัปดาห์ ทางพยาบาลจึงแนะนำให้ทางผมไปทำ CT Scan และตรวจน้ำในช่องท้องก่อน เพราะถ้ารอทางโรงพยาบาลชลบุรี คิวจะยาวมาก และผลน้ำต้องส่งไปตรวจข้างนอก

จากนั้นผมจึงไปหาโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เพื่อทำการ CT Scan และกลับมาเจาะน้ำในท้องออกที่โรงพยาบาลฉะเชิงเทรา เนื่องจากแฟนผมมีอาการแน่นท้องมาก นอนไม่หลับ จึงต้องเจาะน้ำออกประมาณ 2 ลิตร จึงได้ทำการตรวจผลน้ำในช่องท้องไปในตัว

สรุปตอนนี้ผมมีผลครบทุกอย่างในมือ ไปพบอาจารย์หมอวันที่ 21/6/2560 อาจารย์หมอที่โรงพยาบาลชลบุรี ได้อ่านผล และรอประชุมประจำสัปดาห์เพื่อกำหนดวันผ่าตัด ผมรอโทรศัพท์จากทางโรงพยาบาลประมาณ 1 สัปดาห์ ก็ไม่มีการติดต่อกลับมา

สุดท้ายผมต้องโทรไปตามกับพยาบาลเอง สรุปได้คิวผ่าตัดวันที่ 28/7/2560 ก็ต้องรออีกประมาณ 1 เดือนกว่าๆ ซึ่งตอนนั้นท้องของแฟนผมก็ใหญ่เหมือนกับคนตั้งครรภ์ประมาณ 6-7 เดือน คือ ผลอัลตร้าซาวนด์ล่าสุดพบว่ามีน้ำในท้องประมาณ 8 ลิตร เท่ากับขวดโค้ก 1.25 ประมาณ 6 ขวดกว่าๆ

ต่อมา ประมาณกลางเดือนกรกฎาคม เธอทานอาหารได้น้อยลงมาก จาก 1 จาน เหลือ 1 ถ้วย จนมาถึง 1 ทัพพี และมาจน 1 ช้อนโต๊ะ และเมื่อทานอาหารก็จะมีอาการอาเจียนทุกครั้งที่ทานอาหารเข้าไป ผมจึงตัดสินใจพาเธอไปโรงพยาบาลใน กทม.ทันทีซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เพราะคิดว่าเธอคงไม่ไหว พอไปถึงหมอได้ทำการตรวจและนัดผ่าตัดในวันรุ่งขึ้นทันที ซึ่งตรงกับวันที่ 22/7/2560 หมอได้เดินออกจากห้องผ่าตัดในเวลา 21.30 น. พร้อมสีหน้าเหนื่อย และขอคุยกับทางพ่อแม่และผม

“ในใจผมตอนนั้นไม่ค่อยดีเท่าไร พยายามรวบรวมสติคุยกับหมอ คุณหมอบอกว่าพยากรณ์โรคไม่ดี เราได้ทำการตัดมดลูกของคนไข้ พบว่ามีก้อนเนื้อมะเร็งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 13 เซนติเมตร อีกข้างเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เซนติเมตร ตอนนี้เราได้ทำการผ่าออกไปหมดแล้ว แต่ยังมีอีกก้อนที่กระเพาะอาหารขนาดเท่ากำปั้น ซึ่งได้ให้อาจารย์อีกท่านที่ชำนาญในเรื่องระบบทางเดินอาหารมาดู พบว่าผ่าไม่ได้ โดยคนไข้อาจจะมีชีวิตอยู่ได้แค่หลักเดือนเท่านั้น”

ในใจคิดว่าทำไมตอนตรวจก่อนผ่าถึงไม่เจอก้อนนี้เลย จากนั้นหมอก็ย้ายเธอไปห้อง ICU ผม พ่อตาและแม่ยายเดินออกจากห้องผ่าตัดด้วยน้ำตา และกลับมากอดลูกสาว ลูกสาวก็มองด้วยความมึนงง

23/7/2560 เธอได้ฟื้นและออกจากห้อง ICU มาอยู่ห้องพิเศษ เธอได้เจอลูกครั้งแรกเธอก็ยิ้มและน้ำตาไหล ซึ่งอาการของเธอก็มีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ จนมาถึงวันที่ 27/7/2560 จู่ๆ เธอก็เกิดอาการร้อนทั้งตัว หน้ามืด และก็หัวใจหยุดเต้น คุณหมอพยายามจะยื้อชีวิตเธอให้กลับมาเกือบ 1 ชั่วโมง แต่เธอก็ไม่กลับมา

เรื่องราวทุกอย่างเกิดขึ้นภายในระยะเวลาไม่ถึง 4 เดือน และ 2 เดือนในการตรวจเพื่อหาสาเหตุ ซึ่งก่อนหน้านี้เธอไม่มีอาการอะไรที่บ่งชี้เลยว่าผิดปกติ จนมาถึงระยะที่ท้องมีน้ำ (ท้องมาร) ซึ่งเป็นระยะแพร่กระจายของโรคมะเร็ง คือระยะที่ 4 มีโรคแพร่กระจายเข้ากระแสโลหิต (เลือด) ไปยังอวัยวะอื่นๆ สำหรับผมมันเกิดขึ้นไวมากสำหรับผม และลูกสาว แต่อย่างไรผมก็จะสู้ต่อไปครับ