วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติที่สุด มหรสพสมโภชงานออกพระเมรุ ในหลวง ร.9

งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพแต่อดีตโบราณกาลมา มักปรากฏการแสดงมหรสพสมโภชในงานออกพระเมรุพระบรมอัฐิด้วย โดยมีจุดประสงค์ให้เป็นเครื่องปลอบประโลมคลายทุกข์โศกแก่ประชาชน ขณะเดียวกันก็ถือเป็นการส่งเสด็จเจ้านายสู่สรวงสวรรค์อย่างสมพระเกียรติที่สุด

สำหรับงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทางสำนักการสังคีต กรมศิลปากร และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม ได้เป็นหัวเรือใหญ่จัดเตรียมการแสดงมหรสพสมโภชงานออกพระเมรุครั้งประวัติศาสตร์ไว้อย่างสมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี นำขบวนโดย การแสดงโขนหน้าพระที่นั่งทรงธรรม (หน้าพระเมรุมาศ) เรื่องรามเกียรติ์ ชุดพระรามข้ามสมุทร-ยกรบ-รำสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ระดมนาฏศิลปินกว่า 300 ชีวิต มาร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของในหลวง รัชกาลที่ 9

ขณะที่บริเวณสนามหลวงด้านทิศเหนือ เปิดให้มีการแสดงมหรสพกลางแจ้งพร้อมกัน 3 เวที ทุกเวทีกำหนดเวลาเริ่มแสดง 18.00 น. ในวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช จนถึงเวลา 6 โมงเช้าของวันรุ่งขึ้น โดยการแสดงทุกเวทีจะหยุดเมื่อมีพระราชพิธีในพระเมรุมาศ

เวทีแรกเป็นพื้นที่ของ การแสดงหนังใหญ่เบิกหน้าพระ และการแสดงเบิกโรงหนังใหญ่ ชุดจับลิงหัวค่ำ, การแสดงโขนหน้าจอและโขนชักรอก เรื่องรามเกียรติ์ ชุดพระรามข้ามสมุทร ชุดศึกทศกัณฐ์ครั้งแรก ทัพสิบขุนสิบรถ ชุดท้าวมาลีวราชว่าความ ชุดนางมณโฑหุงน้ำทิพย์ ชุดศึกทศกัณฐ์ขาดเศียรขาดกร และชุดสีดาลุยไฟ พระรามคืนนคร เสริมทัพด้วย การแสดงโขนพระราชทานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ เรื่องรามเกียรติ์ ชุดรามาวตาร ทศกัณฐ์รบสดายุ หนุมานถวายพล พิเภกสวามิภักดิ์

ส่วนเวทีที่สองเป็น เวทีการแสดงละคร หุ่นหลวง และหุ่นกระบอก มีไฮไลต์อยู่ที่การแสดงละคร เรื่องพระมหาชนก อิเหนา และมโนราห์ เพิ่มความสมบูรณ์แบบด้วยการแสดงหุ่นหลวง ตอนหนุมานเข้าห้องนางวานรินทร์ และการแสดงหุ่นกระบอกเรื่องพระอภัยมณี ตอนกำเนิดสุดสาครจนถึงเข้าเมืองการะเวก

สำหรับเวทีที่สาม เป็นการบรรเลงดนตรีสากล ภายใต้แนวคิด “ธ คือ ดวงใจไทยทั่วหล้า” นอกจากจะมีการบรรเลงและขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ตลอดจนบทเพลงเทิดพระเกียรติเพื่อแสดงความอาลัย โดยผู้บรรเลงและขับร้องหลายร้อยชีวิตจากทั่วประเทศ เวทีนี้ยังมีความพิเศษอยู่ที่การอัญเชิญ “บัลเลต์พระราชทานเรื่องมโนราห์” มาจัด แสดงเป็นมหรสพสมโภชในงานออกพระเมรุ เพื่อรำลึกถึงพระอัจฉริยภาพของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ทรงให้กำเนิดบัลเลต์สายเลือดไทยเป็นครั้งแรกในโลก โดยในหลวงของเราทรงเป็นผู้ฝึกซ้อม พระราชนิพนธ์เค้าโครงเรื่อง บทเพลงประกอบการแสดง เรียบเรียงเสียงประสาน ออกแบบฉาก และควบคุมการผลิตด้วยพระองค์เอง เปิดการแสดงครั้งแรกบนเวทีสวนอัมพร ในงานกาชาด ประจำปี 2505 ซึ่งครั้งนั้นโปรดเกล้าฯให้ “คุณหญิงเจเนเวียฟ เลสปันยอล เดมอน” พระอาจารย์บัลเลต์ของพระเจ้าลูกยาเธอทั้งสามพระองค์ เป็นผู้ประดิษฐ์ท่าเต้นบัลเลต์ประกอบบทเพลงพระราชนิพนธ์ถวายการแสดงบัลเลต์เรื่องมโนราห์ บรรเลงดนตรีประกอบโดยวงสุนทราภรณ์ และวง อ.ส. อำนวยเพลงโดย “เอื้อ สุนทรสนาน” ได้พระราชทานนามบทเพลงบัลเลต์ว่า “กินรีสวีท” ประกอบด้วย 5 บทเพลงพระราชนิพนธ์คือ เพลงเริงวนารมย์ (Nature Waltz) บรรยายถึงฉากธรรมชาติสวยงามของป่าหิมพานต์, เพลงพรานไพร (The Hunter) บรรยายลักษณะของพรานป่า ด้วยเสียงเดี่ยวของดนตรีต่างๆ, เพลงกินรี (Kinari Waltz) ถ่ายทอดภาพของกินรีที่อ่อนหวาน บริสุทธิ์ สดใส ร่าเริง, เพลงภิรมย์รัก (A Love Story) บอกเล่าความรักระหว่างเจ้าชายกับกินรี และเพลงอาทิตย์อับแสง (Blue Day) บรรยายความโศกเศร้าอาดูรของนางกินรีที่เจ้าชายต้องจากไปรบ ในครั้งนั้นได้ “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช” รำเบิกโรงไหว้ครู ขณะที่ “วนิดา ดุละลัมพะ (สุขุม)” รับบทนางมโนราห์คนแรก ยิ่งงามตระการตาเมื่อได้ “ปิแอร์ บัลแมง” ออกแบบเครื่องแต่งกายตัวละคร และศิลปินแห่งชาติระดับตำนาน “จักรพันธุ์ โปษยกฤต” เป็นผู้แต่งหน้า ต่อมาในปี 2507 “ท่านผู้หญิงวราพร ปราโมช ณ อยุธยา” ได้รับบทมโนราห์เป็นคนที่สอง นับแต่นั้นมาคณะบัลเลต์มโนราห์พระราชทานก็มีโอกาสต้อนรับพระราชอาคันตุกะหลายครั้งหลายครา และตามเสด็จแปรพระราชฐานไปทรงงานยังภูมิภาคต่างๆของประเทศอยู่เนืองๆ

เหตุที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงสนพระทัยเรื่องมโนราห์ เพราะได้ทอดพระเนตรระหว่างเสด็จเยี่ยมราษฎรภาคใต้ และโปรดให้พระศาสนโสภณคัดโครงเรื่องจากสุธนชาดกถวาย แต่เนื้อเรื่องยาวไป จึงได้ทรงผูกโครงเรื่องใหม่ให้กะทัดรัดเหมาะแก่การแสดงบัลเลต์ ตัดทอนเหลือตอนที่นางกินรีถูกนายพรานไพรจับตัวมาถวายพระสุธน พระสุธนทรงพอพระทัยนางกินรีตั้งแต่แรกพบ เจ้าชายและนางกินรีรักใคร่ปรองดองกัน เจ้าชายจากไปรบ นางกินรีโศกเศร้า แต่สุดท้ายเจ้าชายก็เสด็จกลับมาครองรักกับนางกินรีอย่างมีความสุข

แม้จะใช้เวลาแสดงเพียง 29 นาที แต่ในฐานะผู้ควบคุมการแสดงและออกแบบท่าเต้น “ครูโจ้-สุธีศักดิ์ ภักดีเทวา” ได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจเพื่อถวายงานครั้งสุดท้ายให้สมพระเกียรติที่สุด โดยครูโจ้บอกเล่าระหว่างการซ้อมใหญ่ที่โรงละครแห่งชาติว่า บัลเลต์มโนราห์เป็นบัลเลต์พระราชทานเรื่องแรกของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งเปิดแสดงเฉพาะหน้าพระพักตร์และงานใหญ่ๆเพื่อต้อนรับพระราชอาคันตุกะ เมื่อได้รับการติดต่อจากกรมศิลปากร ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา จึงตอบรับทันที และบอกได้คำเดียวว่ารู้สึกเป็นบุญเหลือเกินของชีวิตที่มีโอกาสทำงานถวายพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย โดยสิ่งแรกที่ยึดถือในการทำบัลเลต์มโนราห์ครั้งนี้คือ จะคงไว้ซึ่งบทเพลงพระราชนิพนธ์ชุด “กินรีสวีท” และเค้าโครงเรื่องเดิมทุกอย่าง ขณะเดียวกันก็ต้องมีความร่วมสมัยในแบบของบัลเลต์มโนราห์ยุค 2560 โดยได้มีการออกแบบท่าเต้นใหม่หมดเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย และใช้เทคนิคบัลเลต์สลับซับซ้อนขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการใส่หญ้าแฝกและดอกดาวเรืองลงไปในป่าหิมพานต์ เพื่อระลึกถึงพระองค์ท่านและพระราชกรณียกิจที่ทรงทุ่มเทเพื่อประชาชน.

ทีมข่าวหน้าสตรีไทยรัฐ