วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กระแสหนังสือ’60 วัยรุ่นรุ่งผู้ใหญ่ร่วง

“หนังสือเป็นการสะสมความรู้ และทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ได้สร้างมา ทำมา คิดมา แต่โบราณกาลจนทุกวันนี้ หนังสือจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นคล้ายๆธนาคารความรู้และเป็นออมสิน เป็นสิ่งที่จะทำให้มนุษย์ก้าวหน้าได้โดยแท้...”

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่คณะสมาชิกห้องสมุดทั่วประเทศเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2514

มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 เปิดแล้ว ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เปิดร้านขายระหว่างเวลา 10.00-21.00 น. จนถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2560

การจัดงานหนังสือก็เพื่อให้คนไทยเห็นความสำคัญของการอ่าน และส่งเสริมให้อ่านหนังสืออย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเรียนรู้และทำความเข้าใจเทคนิควิธีการอ่านแก่เด็กและเยาวชนอย่างเหมาะสม อีกทั้งส่งเสริมให้สำนักพิมพ์ในประเทศไทยเกิดความตื่นตัว ปรับปรุงและพัฒนาการผลิตหนังสือให้มีคุณภาพ มีความหลากหลาย เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน

เพราะการอ่านหนังสือ คือรากฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศในทุกด้าน

คราวนี้พบกับหนังสือมากกว่า 1,000,000 เล่ม จากสำนักพิมพ์ 389 ราย รวมทั้งสิ้น 939 บูธ บนพื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร โดยจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ความทรงจำ” พร้อมเสนอ “นิทรรศการความทรงจำ” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ต่อวงการหนังสือไทยตลอดรัชสมัยของพระองค์

ไพร่ฟ้าตระหนักดีว่าพระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยในศาสตร์และศิลป์การประพันธ์ ภาษาและวรรณคดี ทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมหลายรูปแบบ ทั้งความเรียง นิทาน และเรื่องแปล ทรงมีความรอบรู้แตกฉานในภาษาทั้งต้นทางและปลายทาง จนสามารถทรงพระราชนิพนธ์แปล ทั้งสำนวนที่เป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง อาทิ พระมหาชนก คุณทองแดง ติโต และนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ เป็นต้น

ในนิทรรศการ มีบทพระราชนิพนธ์เรื่อง “เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์” ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์เรื่องแรกเมื่อทรงขึ้นครองราชย์ ลงตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารวงวรรณคดี ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2490 เป็นตอนแรก โดยมีพระบรมราชานุญาตพิเศษเฉพาะหนังสือเล่มนี้มาจัดแสดง ร่วมกับหนังสือพระราชนิพนธ์เล่มอื่นๆ

เสนอเรื่องภาพและเหตุการณ์สำคัญ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอด 7 ทศวรรษในรัชสมัยของพระองค์ พร้อมชมนิทรรศการภาพถ่าย “๙ สู่สวรรคาลัย” และการจัดแสดงปกหนังสือและการออกแบบรูปเล่มดีเด่น ที่ได้รับการคัดเลือกจากโครงการ 100 Annual Book and Cover Design หรือ 100 ABCD ร่วมสนับสนุนของที่ระลึกงานมหกรรมหนังสือระดับชาติในครั้งนี้ “ที่คั่นหนังสือ” ซึ่งจัดทำขึ้นเป็นพิเศษโดยนักออกแบบชื่อดัง รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะมอบให้กับ โรงพยาบาลศิริราช เพื่อสมทบทุนอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา

สำหรับการจัดงานนี้ นางสุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย บอกว่า มหกรรมหนังสือระดับชาติ ถือเป็นงานแสดงหนังสือระดับชาติที่ได้รับความสนใจและรอคอยจากบรรดาคนรักการอ่านมาตลอด สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯต้องการสะท้อนให้เห็นว่า การอ่านหนังสือเป็นเรื่องของคนทุกเพศทุกวัย ทุกกลุ่มอาชีพ และทุกคนในครอบครัว

เป้าหมายและกิจกรรมของสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ คือส่งเสริมให้เกิดการอ่าน รณรงค์ให้คนไทยเล็งเห็นความสำคัญของการอ่าน และส่งเสริมให้อ่านหนังสืออย่างต่อเนื่อง และยังเป็นการส่งเสริมให้สำนักพิมพ์และผู้เกี่ยวข้องเกิดความตื่นตัว ปรับปรุงและพัฒนาการผลิตหนังสือให้มีคุณภาพ มีความหลากหลาย เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านอย่างแท้จริง

ด้านคนทำหนังสือในภาวะปัจจุบันเป็นอย่างไร นางลันนา เจริญสิทธิชัย หรือ “กิมหลั่น” เจ้าของนวนิยายเรื่อง “เจ๊กบ้านนอก” คู่ชีวิตของคำพูน บุญทวี นักเขียนรางวัลซีไรต์เรื่องลูกอีสาน นวนิยายเรื่องแรกของไทยที่ได้รับรางวัลซีไรต์ เมื่อปี พ.ศ.2522

นวนิยายเรื่องลูกอีสานของคำพูนมีขายหนังสืออยู่ที่บูธโป๊ยเซียน N 35 โซนซี ชั้นล่าง “กิมหลั่น” บอกว่า การทำสำนักพิมพ์ในปัจจุบันไม่เหมือนก่อน เคยพิมพ์ครั้งละ 3,000-5,000 เดี๋ยวนี้ลดลงเหลือ 500-1,000 เล่ม สาเหตุนอกจากคนสนใจโลกออนไลน์แล้ว ยังมาจากโรงเรียนต่างๆตัดงบซื้อหนังสือ ทำให้โรงเรียนแม้จะอยากซื้อหนังสือก็ซื้อไม่ได้

ส่วนผลงานของคำพูน บุญทวี มีคนซื้อลิขสิทธิ์ไปทำอีบุ๊กส์ และสร้างละครโทรทัศน์อย่างเรื่อง นายฮ้อยทมิฬ ที่กำลังออนแอร์อยู่ทางช่อง 7 เป็นต้น “ตั้งแต่ปฏิวัติมานี่แหละ เศรษฐกิจแย่ไปหมด ต่างจังหวัดระเนนระนาด เราต้องประคองตัวเองไป พิมพ์คราวละน้อยๆ แล้วขายทางออนไลน์เอา ขายได้วันละสามสี่เล่มก็อยู่ได้ เราไม่ได้หวังร่ำหวังรวยอะไร” กิมหลั่นบอก

หันมาทางแวดวงวรรณกรรมปี 2560 เสียใจกับการจากไปของนักเขียนหลายนาม อาทิ แขคำ ปัณณะศักดิ์, ปรารถนา รัตนะสิทธิ์, สุภาพ พิมพ์ชน และล่าสุด สุมิตรา จันทร์เงา อดีตบรรณาธิการ นิตยสารศิลปวัฒนธรรม เจ้าของผลงานวรรณกรรมหลากหลายรูปแบบ

สำหรับรางวัลปีนี้ รางวัลซีไรต์ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาตัดสินรอบสุดท้าย จากหนังสือรวมเรื่องสั้นทั้งหมด 8 เล่ม คาดว่าจะประกาศผลราวเดือนพฤศจิกายน 2560 ส่วนรางวัลชมนาด รางวัลสารคดีของนักเขียนหญิงของ สนพ.ประพันธ์สาส์น ปีนี้เรื่องที่ได้รางวัลคือ ความฝันของฉันทนา ผลงานของจันทรา รัศมีทอง ขณะที่รางวัลแม่น้ำโขงปีนี้เป็นของกวีหนุ่มเมืองสุพรรณ เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ และนักเขียนสารคดี วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง

วงการนักเขียน ในมุมของนายกสมาคมนักเขียนเป็นอย่างไร กนกวลี พจนปกรณ์ เจ้าของนวนิยายล่าสุดเรื่อง กาลกระซิบ บอกว่า วัยรุ่นไทยยังอ่านหนังสือกันอยู่มาก แต่เลือกอ่านหนังสือตามที่เขาชอบ ตามความต้องการส่วนตัว แล้ววัยรุ่นอ่านอะไร เพื่ออะไร จุดประสงค์การอ่านอาจจะต่างกัน สมัยก่อนกล่าวกันว่า นักคิดคือนักเขียน นักเขียนคือนักคิด เวลาอ่านหนังสือจะได้สิ่งดีๆ ได้ข้อคิด ความก้าวหน้า ได้ประโยชน์ ทั้งต่อสังคมและตนเอง แต่วัยรุ่นยุคนี้อ่านเพื่อความบันเทิงอย่างเดียวหรือไม่ อ่านเรื่องที่มีสาระแค่ไหน เป็นเรื่องที่น่าศึกษาและทำวิจัย

“อย่างเมื่อวาน ไปงานหนังสือมาเห็นคนมาเข้าแถวรอซื้อหนังสือนี่เป็นเรื่องแปลกมาก ทางเจ้าหน้าที่ร้านต้องจัดระเบียบให้ ปรากฏการณ์นี้น่าจะสอดคล้องกับที่เขาสำรวจออกมาว่า คนซื้อหนังสือมากคือวัยรุ่น” แสดงว่า “การที่วัยรุ่นยังอ่านหนังสือกันอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องดี”

นายกสมาคมนักเขียนบอกว่า แม้คนจะอ่านอีบุ๊กส์กันมาก แต่หนังสือก็ยังขายได้ และเป็นที่ต้องการของกลุ่มวัยรุ่น ประเด็นที่น่าคิดคือกลุ่มผู้ใหญ่ ปัจจุบันกลุ่มผู้ใหญ่น่าศึกษามาก เพราะว่านิตยสารที่เลิกกิจการไป และหนังสือที่ลดน้อยลงส่วนหนึ่งเป็นหนังสือตอบสนองผู้ใหญ่ “เมื่อหนังสือกลุ่มผู้ใหญ่ไม่มีให้อ่าน ผู้ใหญ่วัยเกษียณส่วนหนึ่งใช้สื่อยุคใหม่ไม่เป็น ออนไลน์ไม่เป็น แต่หนังสือที่จะอ่านกลับไม่มี นี่ต้องหาคำตอบว่ามันเกิดปัญหาจากอะไร และจะส่งเสริมกันอย่างไร”

เพราะ “ผู้ใหญ่บางคนไม่มีหนังสืออ่านก็ไม่อ่าน บ้างก็หันไปเล่นเกม”

ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร “หนังสือ” ย่อมยังอยู่ แต่จะอยู่ในกระดาษมากแค่ไหน อยู่ในโลกออนไลน์เพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัยส่งเสริม.