วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

16 ประเทศนัดชี้ชะตา “อาร์เซพ”

ลั่นตกลงไม่ได้เสียความน่าเชื่อถือในเวทีโลก

สมาชิกอาร์เซพนัดถกชี้ชะตาความตกลงสัปดาห์นี้ ย้ำต้องลดภาษีนำเข้าเป็น 0% ใน 15 ปีสำหรับสินค้า 92% ของทั้งหมดที่ค้าขายกัน ก่อนชง “ผู้นำ” 16 ประเทศเห็นชอบเดือน พ.ย.นี้ ส่วนเรื่องอื่นๆ ทั้งเปิดเสรีบริการ-ลงทุน-แหล่งกำเนิดสินค้า แม้คืบหน้ามาก แต่ยังตกลงไม่จบ หลังแต่ละประเทศไม่ยอมยืดหยุ่น

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าผู้แทนไทยในการประชุมคณะกรรมการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP-TNC) เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯที่มีสมาชิก ได้แก่ อาเซียน 10 ประเทศ และคู่เจรจา 6 ประเทศคือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จะประชุมครั้งที่ 20 วันที่ 23-28 ต.ค.นี้ ที่เมืองอินชอน เกาหลีใต้ เพื่อหารือถึงความคืบหน้าการเปิดเสรีสินค้า บริการและการลงทุน ภายใต้กรอบ RCEP (อาร์เซพ) ก่อนจะนำผลสรุปการเจรจาเสนอผู้นำอาเซียน การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 31 ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ วันที่ 13-14 พ.ย.นี้

“เกาหลีใต้ เจ้าภาพการประชุม ตั้งเป้าหมายการเจรจารอบนี้คือ ที่ประชุมต้องเห็นชอบให้ลดภาษีนำเข้าสินค้าที่ค้าขายระหว่างกันลงเป็น 0% ภายใน 15 ปีในสัดส่วน 92% ของสินค้าทั้งหมดที่ค้าขายกัน ส่วนที่เหลืออีก 8% จะทยอยลดภาษีให้มากที่สุด ซึ่งต้องหารือกันต่อไป หากตกลงเปิดตลาดสินค้าได้ การเจรจาเรื่องอื่นๆจะคืบหน้าตาม”

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สมาชิกอยู่ระหว่างปรับปรุงข้อเสนอเปิดตลาดสินค้า เพิ่มเติม ส่วนไทยยังคงยืนยันท่าทีเดิม ที่เรียกร้องให้คู่เจรจา โดยเฉพาะอินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เปิดตลาดให้ดีกว่าที่เคยให้ภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) อาเซียน-อินเดีย, อาเซียน-ญี่ปุ่น และอาเซียน-เกาหลีใต้ โดยสินค้าสำคัญที่ไทยเรียกร้อง เช่น ประมงแปรรูป ได้แก่ ปลาทูน่า กุ้ง ปลาหมึก, มันสำปะหลังอัดเม็ด, น้ำตาลจากอ้อย, ข้าว, ปิโตรเคมี, ยางพาราและผลิตภัณฑ์, สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม, ชิ้นส่วนยานยนต์,เครื่องใช้ไฟฟ้า, เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ซึ่งทั้ง 3 ประเทศ นำเข้าสินค้าเหล่านี้จากไทยกว่า 2,100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 6.6% ของมูลค่านำเข้าจากไทยของทั้ง 3 ประเทศ

ส่วนการเปิดเสรีสินค้าบริการ ประเทศพัฒนาแล้วต้องการให้เปิดตลาดบางสาขาถึง 100% หรือถือหุ้นได้ถึง 100% แต่อาเซียนยังเปิดเสรีภายใต้กรอบการค้าเสรีอาเซียน (อาฟตา) สูงสุดเพียง 70% ดังนั้น การเปิดตลาดบริการ จึงเป็นเรื่องที่อาเซียนต้องพิจารณาอย่างหนัก เพราะหากอาเซียนเปิดตลาดใน RCEP สูงกว่าที่เปิดในอาฟตา จะทำให้การเปิดตลาดในอาฟตาไม่มีประโยชน์ใดๆ ขณะที่การเปิดเสรีการลงทุนยังมีปัญหาเรื่องคุ้มครองการลงทุน ที่จะเปิดให้สมาชิกประเทศผู้ลงทุนสามารถฟ้องร้องรัฐบาลประเทศที่เปิดให้เข้ามาลงทุนได้ หากมีนโยบายขัดกับการลงทุน ซึ่งบางประเทศไม่เห็นด้วย เพราะปัจจุบันเกิดกรณีนักลงทุนฟ้องร้องรัฐบาลประเทศที่เปิดให้เข้ามาลงทุนจำนวนมาก ส่วนแหล่งกำเนิดสินค้า เป็นอีกเรื่องที่เจรจายากมาก หากเจรจาไม่ดี อาจเกิดข้อพิพาทเรื่องการเลี่ยงภาษีได้

“การเปิดเสรีบริการและลงทุน เจรจายากมาก ซับซ้อนและกระทบต่อนโยบายภายในของสมาชิก ส่วนเรื่องอื่นๆ เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา สุขอนามัย การเคลื่อนย้ายบุคคล ฯลฯ ยังเจรจาอยู่ แต่ต้องสรุปผลให้ได้ภายในปีหน้า หากการเจรจารอบนี้สมาชิกไม่ยอมยืดหยุ่น อาจทำให้ขาดความน่าเชื่อถือในเวทีการค้าโลก เพราะทั่วโลกจับตาดู RCEP หลังจากที่สหรัฐฯถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (TPP)”.