วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ให้ออกไว้ก่อนพตอ.พา'ปู'หนี-เย้ยไม่มีฝีมือ ปชป.ลั่นไม่เอา'ตู่'นั่งนายกต่อ

ปชป.ไม่เคลิ้ม พท.พร้อมจับมือหนุน “ชวน หลีกภัย” รีเทิร์นนายกฯ ชี้แค่ข้อเสนอบางคน ไม่ใช่ มติพรรค “วัชระ” เผยเสนอชื่อ “มาร์ค-ชวน” แคนดิเดตนายกฯ ยันไม่มีชื่อพลเอกในลิสต์ หยัน “บิ๊กตู่” ไร้ฝีมือ ขนาดมี ม.44 เป็นยาสารพัดนึก ลั่นไม่หนุนเป็นนายกฯต่อแน่ พท.กอดหลักการไม่หามเสลี่ยงเชิญนายกฯคนนอก เด้งเชือกปม “บิ๊กตู่” จ่อเบิ้ลเก้าอี้นายกฯ แนะให้ดูผลงาน 3 ปีประทับใจจ๊อดมั้ย “สมชาย” คาด ก.ม.ลูก ส.ว.อีนุงตุงนัง ส่อเค้ายืดเยื้อให้ศาลรธน.ตีความ “วัชรพล” เด้งเชือกไม่รู้เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ล่าชื่อค้าน ก.ม.ลูก สตง.ลุยงัด กรธ.ปมกรอบเวลาทำงาน ก.ม.ลูก ป.ป.ช. “พิศิษฐ์” ตอกหน้า “สมชาย” อย่าแหลมมาชี้นำ กรณีสมัครผู้ว่าการ สตง. ให้ คตง.เป็นคนตัดสิน สวดยับเขียน ก.ม.ออกทะเล ต้องไปล้วงควักงบประมาณแผ่นดิน “เรืองไกร” ย้อนแสบ “สมชาย” ใครกันแน่ไม่รู้จักพอ เซ็นแล้ว “ชัยฤทธิ์” พ.ต.อ.ช่วย “ปู” ให้ออกจากราชการไว้ก่อน

สืบเนื่องจากข้อเสนอของนายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล อดีต ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุให้พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์จับมือกันไม่เอานายกรัฐมนตรีคนนอกก่อนการเลือกตั้ง โดยมี สมาชิกพรรคเพื่อไทยแสดงท่าทีเห็นด้วย และเปรยว่า พร้อมจะสนับสนุนนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กลับมาเป็นนายกฯอีกรอบด้วยนั้น

ปชป.ไม่เคลิ้ม พท.หนุน “ชวน” นั่งนายกฯ

เมื่อวันที่ 23 ต.ค. นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยสนับสนุนให้สองพรรคใหญ่จับมือกันตั้งรัฐบาล เพื่อปิดทางนายกรัฐมนตรีคนนอก พร้อมทั้งหนุนนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษา พรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเป็นนายกฯว่า สะท้อนให้เห็นว่าคนในพรรคเพื่อไทยบางส่วนมองเห็นถึงสภาพความเป็นจริง ตาแหลม และเห็นถึงบารมีของนายชวน แต่ก็เป็นเพียงข้อเสนอของบางคนเท่านั้น ไม่ใช่มติของพรรคเพื่อไทย อย่างไรก็ตาม กฎหมายเลือกตั้งใหม่กำหนดให้พรรคการเมืองเสนอชื่อบุคคลที่เห็นควรเป็นนายกรัฐมนตรี 3 ชื่อ โดยต้องได้รับความยินยอมจากบุคคลนั้นๆด้วย เมื่อกฎหมายเปิดโอกาสให้เสนอชื่อบุคคลได้ถึง 3 ชื่อ แน่นอนว่าอันดับที่ 1 ของพรรคประชาธิปัตย์ ต้องเป็นชื่อนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน ส่วนอันดับ 2 ตนจะเสนอชื่อนายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ 2 สมัยและประธานสภาที่ปรึกษาพรรค สำหรับอันดับ 3 ก็สุดแล้วแต่มติที่ประชุมพรรค แต่ตนยืนยันได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่มีวันเสนอชื่อพลเอกคนใดคนหนึ่งมาเป็นนายกฯแน่

ลั่นไม่เอา “บิ๊กตู่” แน่–เย้ยไร้ฝีมือ

“พรรคประชาธิปัตย์จะรณรงค์และสนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ รวมทั้งคนที่มติพรรคเสนอชื่อครบ 3 คน ตามกฎหมายกำหนด เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาที่รัฐบาล คสช.สร้างเอาไว้ เช่น กรณีการไม่ปฏิรูปตำรวจ รวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการแจกบัตรสวัสดิการของรัฐ หรือบัตรคนจน ที่ยังมีปัญหาลักลั่น เลือกปฏิบัติ ไม่เท่าเทียมทั่วถึง คาดว่าจะเกิดปัญหาในลักษณะเดียวกับบัตร 30 บาทรักษาทุกโรค น่าสงสัยว่าในเมื่อคนไทยทุกคนมีบัตรประชาชนประจำตัวที่มีชิปข้อมูลเอกลักษณ์บุคคลอยู่แล้ว ทำไมต้องทำบัตรคนจนใหม่ และต้องมีเครื่อง รูดบัตร เป็นการใช้งบซ้ำซ้อนสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน ถามว่าใครได้ประโยชน์ ขอประกาศย้ำไว้ เลยว่า ผมไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ให้ขึ้นเป็นนายกฯต่อในสมัยหน้าแน่นอน เพราะที่ผ่านมาก็สรุปได้เพียงพอแล้ว ขนาดมีมาตรา 44 ในมือ ยังไร้ฝีมือในการบริหารประเทศ” นายวัชระกล่าว

พท.ยึดหลักไม่เอานายกฯคนนอก

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงข้อเสนอให้สองพรรคใหญ่จับมือประกาศไม่เอานายกฯคนนอกว่า ส.ส.เป็นผู้ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เขาก็ต้องเลือกคนที่มาในระบบปกติขึ้นเป็นนายกฯ จะให้ผู้แทนราษฎรเลือกคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเป็นนายกฯได้อย่างไร แม้รัฐธรรมนูญจะเขียนเปิดช่องไว้กรณี ส.ส.เลือกนายกฯกันไม่ได้ ให้เสนอคนนอกเข้ามาได้ แต่ตนเชื่อว่าผู้แทนทั้ง 500 คน จะสามารถเลือกคนในระบบมาเป็นนายกฯได้ตั้งแต่แรก และพรรคเพื่อไทย คงไม่ต้องไปจับมือลงสัตยาบันกับใครเรื่องไม่เอานายกฯคนนอก เพราะพรรคยึดหลักประชาธิปไตยมาตลอด เป็นสิ่งที่บอกอยู่ในตัวเองแล้วว่าต้องเลือกคนที่มาจากการเลือกตั้งเป็นนายกฯ ส่วนพรรคการเมืองอื่นจะคิดอย่างไร คงไม่สามารถไปตอบแทนเขาได้

จะเลือก “บิ๊กตู่” ให้ดูผลงาน 3 ปี

ต่อข้อถามว่า ถ้ามีคนเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กลับมาเป็น นายกฯอีกรอบ นายสมคิดตอบว่า ยังไม่ถึงเวลาที่จะพูดตรงนั้น ต้องให้ได้ ส.ส.มาก่อน ผลงานของ พล.อ. ประยุทธ์เป็นอย่างไร ตนไม่ขอพูดถึง แต่ประชาชนทุกคนรู้อยู่แล้ว หากไม่มั่นใจก็ย้อนไปดู 3 ปีที่ผ่านมา ว่าประทับใจผลงานของ พล.อ.ประยุทธ์หรือไม่

“สมชาย” ชี้อย่ากังวล ก.ม.ลูกขลุกขลิก

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณีที่มีข้อกังวลเรื่องการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง อาจทำให้เงื่อนเวลาโรดแม็ปเลือกตั้งเลื่อนออกไปจากเดือน พ.ย.2561 เป็นต้นปี 2562 ว่า ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ยังอยู่ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) คาดว่าจะส่งมายัง สนช.ได้ปลายเดือน พ.ย.นี้ ไม่อยากคิดกันไปไกล ยังมีอีกหลายขั้นตอนกว่าจะไปถึงจุดนั้น อย่างน้อยถ้ามีประเด็นขัดแย้งต้องผ่านขั้นตอนการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วมก่อน ส่วนกรณีที่สนช.จะคว่ำร่างกฎหมายลูกเพื่อขยับโรดแม็ปเลือกตั้งออกไปนั้น จะต้องเป็นประเด็นขัดแย้งกันรุนแรงจริงๆ ที่ทำให้ กมธ.ร่วมปรับปรุงเนื้อหาร่างกฎหมายลูกจน สนช.ยอมรับไม่ได้ และคงไม่เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของ สนช.ทั้งหมด หรือ 167 เสียงขึ้นไป ดูแล้วเป็นเรื่องยากหากมีประเด็นขัดแย้งไม่กี่เรื่องแต่คิดจะโหวตคว่ำกฎหมายทั้งฉบับ

คาดฉบับ ส.ว.ส่อเค้าถึงมือศาล รธน.

นายสมชายกล่าวว่า ทั้งนี้หากในที่สุดแล้วมีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ต้องดูว่าประเด็นที่ยื่นตีความมีกี่เรื่อง อย่างครั้งที่แล้วที่สมาชิก สนช.ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นการยื่นตีความประเด็นเดียว ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาวินิจฉัย 2 เดือน ดังนั้นจึงมองว่าขั้นตอนการวินิจฉัยกฎหมายลูกของศาลรัฐธรรมนูญไม่น่าจะยืดเยื้อ หากมีการยื่นเรื่องให้ตีความหลายประเด็น เต็มที่ศาลรัฐธรรมนูญคงใช้เวลาไม่เกิน 3-4 เดือน ถึงอย่างไรก็ไม่น่าจะกระทบโรดแม็ปเลือกตั้ง เรื่องนี้จะต้องสู้กันอีกหลายยกกว่าจะไปถึงจุดที่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เมื่อถามว่า ร่างกฎหมายลูกการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. มีหลายประเด็นเป็นเรื่องใหม่ อาทิ การนับคะแนนเลือกตั้งแบบใหม่ การเลือกไขว้ในกลุ่มอาชีพเพื่อคัดเลือก ส.ว. อาจทำให้เกิดความสับสน เป็นเหตุให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ นายสมชายตอบว่า แม้หลายเรื่องเป็นของใหม่ แต่ สนช.จะพยายามปรับจูนไม่ให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เช่น การเลือกไขว้ในกลุ่มอาชีพเพื่อเลือก ส.ว.จะต้อง หาทางไม่ให้มีการฮั้วหรือบล็อกโหวต คงต้องแปรญัตติค่อนข้างเยอะ ในเรื่องที่ กกต.ไม่เห็นด้วยในทางปฏิบัติ และเรื่องที่พรรคการเมืองท้วงติงมา เพื่อให้ความเป็นธรรมที่สุดกับทุกฝ่าย ก่อนจะไปถึงขั้นตอนให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

“วัชรพล” บอก ก.ม.สตง.ได้ข้อยุติแล้ว

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ผ่านความเห็นชอบวาระ 2-3 จากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่า เห็นด้วยในเนื้อหากฎหมาย เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดินของทุกส่วนราชการและหน่วยงานรัฐ ประเด็นที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.คัดค้านร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวนั้น ไม่ได้คัดค้านเรื่องการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน เพราะเป็นอำนาจหน้าที่ของ สตง.อยู่แล้ว การที่มีเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.เคลื่อนไหวล่ารายชื่อคัดค้านนั้น ตนไม่ทราบข้อเท็จจริง ปัจจุบันข้อมูลข่าวสารรวดเร็ว ทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาที่กำลังดำเนินการอยู่ หลังจากอ่านกฎหมายกันแล้วอาจมองว่ามันก้าวไปไกลกว่าที่คิดว่ามีอำนาจหน้าที่ อย่างไรก็ตาม เมื่อ สนช.พิจารณาเรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างก็เป็นที่ยุติ

ลุยงัดข้อ กรธ.ตีกรอบไต่สวนคดี ป.ป.ช.

พล.ต.อ.วัชรพลกล่าวว่า ส่วนเรื่องเร่งด่วนของ ป.ป.ช.ขณะนี้คือการดำเนินการเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ทราบว่า กรธ.จะส่งร่างกฎหมายให้ สนช.ในวันที่ 31 ต.ค. และนำเข้าที่ประชุม สนช.วาระแรกวันที่ 2 พ.ย.นี้ ป.ป.ช.ได้ส่งความเห็นต่อร่างกฎหมายดังกล่าวไปยัง กรธ.แล้ว เป็นประเด็นเกี่ยวกับบริบทของการทำหน้าที่ที่มีปัญหาอุปสรรคขัดกับร่างกฎหมาย จะพยายามชี้แจงกับ กรธ. แต่ถ้ายังไม่มีการปรับแก้ตามข้อเสนอ ก็ยังมีชั้นกรรมาธิการวิสามัญ ยืนยันว่าจะใช้เวทีนี้ชี้แจงอีกครั้ง รวมถึงช่องทางกระบวนการอื่นๆ ที่ทำให้กฎหมายมีประสิทธิภาพ ประเด็นที่อยากให้ปรับแก้มากที่สุดคือกรอบเวลาการทำงาน ไม่อยากให้เจ้าที่ทำงานภายใต้แรงกดดัน กังวลเรื่องบทลงโทษ ส่วนการรื้อฟื้น 3 คดีใหญ่ที่จะยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยมีคดีที่เกี่ยวกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 2 คดีนั้น เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาล คาดว่าใช้เวลาไม่นาน เพราะมีข้อมูลเรื่องเดิมอยู่แล้ว มติกรรมการ ป.ป.ช.ได้มอบให้สำนักคดีไปดำเนินการตามขั้นตอน เมื่อแล้วเสร็จก็จะยื่นคำร้องต่อศาลต่อไป

“ประยงค์–ดุษฎี” ลงสมัครผู้ว่าการ สตง.

สำหรับความคืบหน้าการสรรหาผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน (ผู้ว่าการ สตง.) คนใหม่ โดยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) มีมติให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดรับสมัครบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็นผู้ว่าการ สตง.คนใหม่ ระหว่างวันที่ 6 ต.ค.-21 ต.ค.2560 ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีบุคคลยื่นสมัครจำนวน 18 ราย อาทิ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการ สตง. นายประยงค์ ปรียาจิตต์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) นายมณเฑียร เจริญผล รองผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม

“พิศิษฐ์” ตอก “สมชาย” อย่าแหลมชี้นำ

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการการตรวจ เงินแผ่นดิน (สตง.) ให้สัมภาษณ์กรณีนายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. ระบุว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 71/2557 ที่คุ้มครองให้อดีตผู้ว่าการ สตง. ลงสมัครรับการสรรหาเป็นผู้ว่าการ สตง.คนใหม่ จะหมดลงหลังร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินมีผลบังคับใช้ และยังระบุด้วยว่าคนที่เคยทำหน้าที่แล้วควรเปิดโอกาสให้คนอื่นบ้างว่า การชี้นำดังกล่าวไม่น่าเป็นคุณกับคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) เพราะการสรรหาผู้ว่าการ สตง. เป็นดุลพินิจของ คตง. ตนเพียงเสนอตัวว่ามีความรู้เกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน ทำงานด้านนี้มานาน จะได้รับการสรรหาหรือไม่สุดแล้ว แต่ คตง.จะพิจารณา เพราะคตง.เป็นผู้ทรงคุณวุฒิคงไม่มีใครมาชี้นำได้

อัดเขียน ก.ม.ลูก สตง.ออกทะเล

เมื่อถามว่า มี สนช.บางคนระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญศักดิ์ใหญ่กว่าคำสั่ง คสช. นายพิศิษฐ์ตอบว่า วันนี้กฎหมายดังกล่าวยังไม่บังคับใช้ ยังมีหลายจุดที่ประชาชนทั่วไปยังไม่รับทราบ นอกจากจำกัดสิทธิบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้ามาทำหน้าที่แล้ว ยังมีการตัดทอนอำนาจการตรวจสอบของ สตง. เช่น จากเดิม สตง.มีอำนาจตรวจสอบเอกสารหลักฐานจากหน่วยงานรับตรวจได้ทั้งหมด แต่ตอนนี้หน่วยงานรับตรวจสามารถอ้างว่าเป็นเอกสารความลับได้ ทำให้การตรวจสอบต้องล่าช้าออกไป อาจไม่ทันกับเหตุการณ์ นอกจากนี้ยังตัดเรื่องการเรียกเก็บค่าตรวจสอบบัญชีของรัฐวิสาหกิจที่ทำกำไรออกไปด้วย เงินส่วนนี้ปีหนึ่งตก 100-200 ล้านบาท สตง.นำมาเป็นค่าใช้จ่ายจ้างบุคลากรสมทบในการตรวจสอบ เมื่อตัดออกไปแล้วอาจต้องใช้งบประมาณแผ่นดินในการตรวจสอบองค์กรเหล่านี้เพิ่ม อาจต้องไปจ้างเอกชนซึ่งค่าใช้จ่ายสูงกว่า ทั้งหลายทั้งปวงนี้อาจไม่สอดคล้องกับนโยบายสร้างระบบการปราบปรามทุจริต

ต้องไปล้วงงบประมาณแผ่นดิน

“กฎหมายฉบับนี้มีจุดอ่อนสองสามข้อ วันนี้เมื่อยังไม่มีผลบังคับใช้ คนที่มีอำนาจแก้ไขก็น่าจะพิจารณาประเด็นต่างๆให้ครบถ้วน โดยเฉพาะเรื่องอำนาจการตรวจสอบ และเรื่องที่อาจกระทบงบประมาณแผ่นดิน ในส่วนของบทเฉพาะกาลที่จำกัดสิทธิคนมีประสบการณ์รับการสรรหานั้น ไม่ติดใจ ถ้าสังคมยอมรับได้ก็ดำเนินการไป” นายพิศิษฐ์กล่าว

“เรืองไกร” ย้อน “สมชาย” รู้จักพอมั้ย

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว.สรรหา กล่าวถึงกรณีนายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. ออกมาระบุว่า หากนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการ สตง. ได้รับการสรรหาเป็นผู้ว่าการ สตง. อีกสมัยหนึ่ง แต่พอคล้อยหลังไปไม่กี่วัน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินมีผลบังคับใช้ นายพิศิษฐ์ก็จะต้องพ้นจากตำแหน่งว่า การประกาศสรรหาผู้ว่าการ สตง.ครั้งนี้ดำเนินการ ตามคำสั่ง คสช. และกฎหมายเดิม หากกระบวนการสรรหาเสร็จสิ้นไปก่อนที่กฎหมายจะออกมา ไม่ว่าใครได้รับการสรรหาจะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะถือว่ากระบวนการจบสมบูรณ์ไปแล้ว ตนมองว่าหากนายพิศิษฐ์ได้รับการสรรหาจาก คตง.แล้ว สนช.ที่ออกมาแสดงความเห็นว่านายพิศิษฐ์ขาดคุณสมบัติ ก็ไม่ควรร่วมลงมติให้ความเห็นชอบการสรรหาหรือไม่ เพราะถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียแล้ว เมื่อถามถึงกรณีที่นายสมชายบอกให้นายพิศิษฐ์เปิดโอกาสให้คนอื่นทำงานบ้าง นายเรืองไกรตอบว่า “ขอย้อนถามนายสมชายกับพวกว่า มีบางคนรับตำแหน่งทั้ง สนช. และ ส.ว.มาแล้วไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ และขณะนี้ก็ยังอยากเป็น ส.ว.สรรหารอบใหม่อีก แบบนี้เรียกว่ารู้จักพอหรือไม่”

“บิ๊กตู่” แนะเกษตรกรเปลี่ยนวิถี

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ใช้เวลาช่วงวันหยุดทบทวนภารกิจและปัญหาสำคัญของบ้านเมือง โดยเฉพาะปัญหาปากท้องและความเป็นอยู่ของเกษตรกร โดยเน้นย้ำถึงการจัดสรรพื้นที่เพาะปลูกอย่างเหมาะสม ทำไร่นาสวนผสมควบคู่กับการเลี้ยงสัตว์ ตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 รวมถึงการเพิ่มมูลค่าผลผลิตและลดต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ เกษตรกรควรรวมกลุ่มให้เกิดความเข้มแข็ง สร้างอำนาจต่อรอง เพื่อไม่ให้ถูกกดราคา ขณะนี้รัฐบาลกำลังจัดหาและพัฒนาตลาด ทั้งตลาดทั่วไปและตลาดเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้ผู้ค้าสามารถขายสินค้าได้โดยตรง หากเกษตรกรไม่ร่วมมือปรับเปลี่ยนวิธีการทำการเกษตร ก็คงไม่มีรัฐบาลใดช่วยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนได้ รัฐบาลนี้ยินดีสนับสนุน ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปให้คำแนะนำ เพื่อทำงานร่วมกัน

ชง ครม.คุ้มครองผู้ชี้เบาะแสทุจริต

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 24 ต.ค. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) จะเสนอ ครม.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การส่งเสริมและคุ้มครองประชาชนในการต่อต้านการทุจริต เพื่อกำหนดแนวทาง วิธีการ กลไกส่งเสริม สนับสนุน และรับรองการรวมตัวกันของประชาชน เพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ความรู้ ต่อต้าน หรือชี้เบาะแสการทุจริตและประพฤติมิชอบ สาระสำคัญกำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองประชาชนในการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ (คตป.) มีเลขาธิการ ป.ป.ท.เป็นประธาน กำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ มาตรการคุ้มครอง อาทิ ปกปิดข้อมูล คุ้มครองช่วยเหลือผู้ชี้เบาะแส รวมถึงบุคคล ใกล้ชิดผู้ชี้เบาะแส จัดหาทนายความให้กรณีถูกฟ้องร้องดำเนินคดี มีบทลงโทษกรณีกระทำผิดต่อชีวิตร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญาต่อผู้ชี้เบาะแส หรือบุคคล สัมพันธ์ใกล้ชิด และเพิ่มโทษเป็นสองเท่าสำหรับความผิดในกรณีผู้มีอำนาจเหนือการปฏิบัติของผู้ชี้เบาะแส กระทำเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง ลักษณะงาน สถานที่ทำงาน ข่มขู่ หรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อผู้ชี้เบาะแส

วงประชุม รมว.กห.อาเซียน ชื่นมื่น

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยผลการประชุม รมว.กลาโหมอาเซียน ครั้งที่ 11 และผลการประชุม รมว.กลาโหมอาเซียนกับ รมว.กลาโหมประเทศคู่เจรจา ครั้งที่ 4 ระหว่าง 22-24 ต.ค. 2560 ณ เมืองปัมปังกา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ว่าการประชุม รมว.กลาโหมอาเซียนครั้งที่ 11 เมื่อวันที่ 23 ต.ค. เป็นไปอย่างอบอุ่น รมว.กลาโหมทั้ง 10 ประเทศสมาชิก และเลขาธิการอาเซียนได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านความมั่นคง และติดตามความคืบหน้าของความร่วมมือทางทหารในภูมิภาคอาเซียนที่ผ่านมา โดยระหว่างประชุม พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม แสดงความซาบซึ้งใจที่ทุกชาติสมาชิกอาเซียนได้จัดผู้แทนระดับสูงของรัฐบาลเข้าร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ต.ค.60 พร้อมทั้งนำเสนอให้ที่ประชุมรับทราบถึงพัฒนาการและแผนงานในห้วงต่อไปของศูนย์แพทย์ทหารอาเซียนที่จัดตั้งขึ้นโดยกระทรวงกลาโหมไทย

ส่งมอบ “สื่อสารสายตรง” 10 ชาติ

พล.ท.คงชีพกล่าวว่า ภายหลังประชุมได้มีพิธีส่งมอบระบบการสื่อสารสายตรงของประเทศสมาชิกอาเซียน ต่อจากนั้นได้ให้การรับรองเอกสารแนวความคิดของความร่วมมือในกรอบการประชุม รมว.กลาโหมอาเซียน และได้ร่วมลงนามในปฏิญญาร่วมด้านความร่วมมือเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและการมีส่วนร่วมกับโลก ซึ่งมีสาระสำคัญโดยสรุป เป็นการประกาศรับรองแผนปฏิบัติงาน 3 ปี (2560-2562) เน้นการคงไว้ซึ่งความสงบสุข เสถียรภาพ ความปลอดภัยและอิสรภาพ ต่อจากนั้น พล.อ.ประวิตรได้หารือทวิภาคีกับ รมว.กลาโหม สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยแสดงความชื่นชมความสัมพันธ์ฉันมิตรที่มีมายาวนาน และความสำเร็จของประชาคมอาเซียนที่ทั้งสองประเทศมีส่วนร่วมก่อตั้ง รวมทั้งเห็นพ้องที่จะเสริมสร้างความร่วมมือทางทหารให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป

“บิ๊กหยม” เซ็น “ชัยฤทธิ์” พ้นจากราชการ

ด้านความคืบหน้ากรณีคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงทางวินัยที่ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ รอง ผบก.น.5 เกี่ยวข้องกับการพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลบหนีออกนอกราชอาณาจักร ไม่ไปฟังคำพิพากษาในคดีโครงการรับจำนำข้าว โดยคณะกรรมการฯ มีมติว่า พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์มีความผิดวินัยร้ายแรงและเตรียมตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อลงโทษทางวินัยอันมีโทษสูงสุดถึงไล่ออกนั้น ล่าสุดที่ บช.น. พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช รรท.ผบช.น.เปิดเผยว่า วันนี้ (23 ต.ค.) จะเซ็นคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และจะเซ็นคำสั่งให้ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ออกจากราชการไว้ก่อน