วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แฝงอยู่ในความเงียบ

ขนลุก ตื้นตัน น้ำตารื้นไปตามๆกัน

กับภาพที่ “น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันหมายเลข 1 ขวัญใจชาวไทย ได้นั่งพับเพียบก้มลงกราบ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ท่ามกลางเสียงปรบมือดังกึกก้องของคนดูทั่วสนาม ภายหลังเอาชนะคู่แข่ง คว้าแชมป์แบดมินตันรายการ “เดนิซา เดนมาร์ก โอเพ่น” ที่ประเทศเดนมาร์ก

พร้อมกับให้สัมภาษณ์ ขอมอบชัยชนะแด่พ่อหลวง รัชกาลที่ 9 แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเพียงใด ตนก็จะนึกถึงท่านเสมอ ท่านทรงงานหนักเพื่อพวกเราชาวไทยทุกคน จนเป็นแรงบันดาลใจให้ตนกลับมาเป็นแชมป์ได้

นับเป็นช็อตสวยงามที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลก

สะท้อนถึงความจงรักภักดีของผู้ที่ได้ชื่อว่า “คนไทย” ที่มีต่อพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล

ตามสถานการณ์เข้าสู่ห้วงสัปดาห์สุดท้ายในพระราชพิธีสำคัญของราชอาณาจักรไทย ทุกอย่างอยู่ในโหมดของการแสดงความอาลัยในจิตสำนึกเบื้องลึกของผู้คนทั้งประเทศ

ขณะที่สถานการณ์ฉุกเฉิน ภาวะน้ำท่วมในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ก็หนักเอาการ อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. สั่งการให้หน่วยงานราชการในพื้นที่แบ่งมอบภารกิจเตรียมงานพระราชพิธีและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยกำชับให้ทุ่มเทเพื่อความสมบูรณ์ของทั้ง 2 ภารกิจ

แต่ที่ปิดไม่มิด เรื่องใหญ่ที่แฝงอยู่ในคลื่นการเมืองที่สงบชั่วคราว

ตามกระแสข่าวฉาวๆร้อนๆกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะประธานกรรมการและ ผอ.ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน เสนอให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย จัดหาเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา จำนวน 849 เครื่อง สนนราคาเครื่องละ 6.75 แสนบาท งบประมาณ 573 ล้านบาท

ปัญหาคือมีการเปรียบเทียบเครื่องสเปกเดียวกันในราคาแค่ 6-7 หมื่นบาท

จนเป็นที่มาของคำว่า เครื่องตรวจจับความเร็ว “ฝังเพชร”

โดยรูปการณ์ที่ปฏิเสธกันยังไง กระแสก็ไหลไปถึงจุดที่มีการพูดกันถึงขั้น ถ้าไม่มีการทบทวนโครงการเครื่องตรวจจับความเร็ว อาจเป็นรัฐบาลเองที่จะพังพาบเร็วกว่าก็เป็นได้

โดยเฉพาะ “บิ๊กป๊อก” ที่ต้องเจอแรงกระแทกหนักๆ 2–3ช็อต เซแซดๆมาตั้งแต่ปมอนุมัติให้บริษัทในเครือกระทิงแดงเช่าพื้นที่ในป่าสาธารณะห้วยเม็ก ไหนจะประเด็นเรือเหาะของกองทัพบกที่จัดซื้อสมัย พล.อ.อนุพงษ์เป็น ผบ.ทบ. ต้องปลดประจำการทั้งๆที่ใช้ได้ไม่คุ้มงบประมาณ

ตามกระแสการเมืองถือว่าอาการ “เพียบหนัก” แล้ว

และที่ส่อแววน่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน ไม่ใช่เรื่องของการจงใจทุจริต แต่ส่อขัดข้องทางเทคนิคกฎหมาย

โดยสถานการณ์ที่เชื่อว่า “นายกฯลุงตู่” และรัฐมนตรีที่ตกอยู่ในข่ายโดนร้องกำลังหวั่นใจ น่าจะกระทบกับการทำงานของรัฐบาลที่กำลังคืบหน้าได้เนื้อได้หนัง

ตามข่าววงในจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่กำลังเรียกคนที่เกี่ยวข้องไปชี้แจงเงื่อนปมที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ได้ยื่นขอให้ กกต.ตรวจสอบความเป็นรัฐมนตรี 9 คน ที่อาจเข้าข่ายขาดคุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี เพราะถือหุ้นสัมปทานรัฐ

ประกอบด้วยนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวฯ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลฯ นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการ รวมถึงนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ

โฟกัส “มืองาน” ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่

แน่นอนว่าด้านหนึ่งก็เป็นเหลี่ยมยุทธการเอาคืนเกม “เซ็ตซีโร่” กกต. ตามจังหวะต่อเนื่องให้รัฐบาลสะเทือนเหมือนๆกัน แต่อีกมุมมันก็เป็นข้อกฎหมายที่ถูกล็อกพันธนาการไว้โดยรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

กลายเป็นขุมข่ายรัฐบาล คสช.ที่เจอก่อนเลยกับกติกาในฝันที่โคตรยากในทางปฏิบัติจริง

ที่แน่ๆถ้าสุดท้ายหวยออกมารัฐมนตรีในข่ายโดนร้องต้องพ้นจากเก้าอี้เพราะกรณีหุ้นอีกลอตใหญ่

หลังเดือนตุลาคม สงสัย “ลุงตู่” จะยุ่งแน่.

ทีมข่าวการเมือง