วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ภาพมหาอุทกภัยตามหลอน


การบริหารจัดการน้ำถือเป็นโจทย์ใหญ่ของภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องวางแผนแก้ไข บริหารน้ำที่มีอยู่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่ปัญหาที่ประเทศไทยยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเด็ดขาด เหมือนพายเรือวนในอ่าง ก็คือ “น้ำท่วม” แม้กรมอุตุนิยมวิทยาจะมีการคาดการณ์ปริมาณฝนและพายุล่วงหน้า ส่วนกรมชลประทานจะมีแผนบริหารจัดการน้ำที่ดีมากแค่ไหน แต่พื้นที่ลุ่มต่ำของไทยก็ยังคงเผชิญกับน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี

โดยในปี 2560 นี้ เป็นอีกปีที่ประชาชนหลายคนมีความวิตกกังวลเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพายุโซนร้อนพัดผ่านประเทศไทยติดต่อกัน ทั้งพายุ “ตาลัส” และ “เซินกา” เข้าถล่มประเทศไทยจนทำให้หลายจังหวัดเกิดน้ำท่วมเป็นเวลานานร่วมเดือน อ่างเก็บน้ำบางแห่งโดนน้ำกัดเซาะจนทำให้น้ำเอ่อล้นออกมาท่วมบ้านเรือนประชาชนจำนวนมาก ซึ่งบางพื้นที่ได้รับความเสียหายไม่แพ้เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความกระจ่างว่าเหตุการณ์ในปีนี้จะ “ซ้ำรอย” น้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ภาคกลาง โดยเฉพาะเขตนิคมอุตสาหกรรมที่เสียหายไปทุกหย่อมหญ้าเหมือนปี 2554 อีกหรือไม่ ซึ่งภาพเหล่านี้ยังตามหลอกหลอนตลอดเวลา จึงได้หยิบยกข้อมูลของกรมชลประทานขึ้นมาเปรียบเทียบ ซึ่งพบว่า ณ วันที่ 21 ต.ค.2560 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นน้ำต้นทุนสำหรับใช้บริหารจัดการน้ำทั้งประเทศ มีปริมาณน้ำทั้งสิ้น 58,551 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็น 83% ของความจุอ่างฯ โดยมีปริมาณน้ำที่สามารถใช้การได้ 35,024 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 74% และยังสามารถรองรับน้ำเพิ่มได้อีก 34,648 ล้าน ลบ.ม.

ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับเดือน ต.ค. ปี 2554 ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมีทั้งสิ้น 65,742 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 94% โดยอ่าง เก็บน้ำขนาดใหญ่เต็มแล้วกว่า 16 อ่างฯทั่วประเทศ โดยเฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา ได้แก่ ภูมิพล แควน้อยบำรุงแดน ป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนอุบลรัตน์ ขณะนั้นมีปริมาณน้ำ 27,727 ล้าน ลบ.ม. โดยมี 3 เขื่อนที่มีปริมาณน้ำในอ่างฯ เกิน 100% และไม่สามารถรับน้ำได้อีกแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในปี 2560 นี้ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยามีปริมาณน้ำทั้งสิ้น 20,055 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 81% มีปริมาณน้ำใช้การได้ 13,359 หรือ 74% สามารถรับน้ำได้อีก 4,851 ล้าน ลบ.ม. มีการระบายน้ำ 46.70 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน โดยกรมชลประทานได้งดการระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ เพื่อเก็บกักน้ำในช่วงปลายฤดูฝนให้ได้มากที่สุด เพื่อสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งหน้าที่กำลังจะมาถึงอีกใน 1 เดือนข้างหน้า โดยทั้ง 2 เขื่อนนี้สามารถรับน้ำได้อีก 4,834 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมเป็นประจำ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำหรือพื้นที่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา อาทิ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น ซึ่งส่วนมากคนในพื้นที่ประกอบอาชีพเพาะปลูกข้าว ซึ่งเป็น “กระดูกสันหลังของชาติ” ในปีนี้กรมชลประทานจึงได้ปรับปฏิทินส่งน้ำให้พื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่าง จำนวน 1.15 ล้านไร่ ทำนาปีเร็วขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่ 1 เม.ย.60 เป็นต้นไป เพื่อให้ชาวนาสามารถเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จภายในเดือน ส.ค. ก่อนถึงฤดูน้ำหลาก และเพื่อใช้เป็นพื้นที่ตัดยอดน้ำบรรเทาผลกระทบน้ำท่วมฝั่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระบุว่า ปี 2560 มีการประกาศเขตภัยพิบัติจากอุทกภัยเพียง 16 จังหวัดเท่านั้น โดยมีพื้นที่การเกษตรเสียหายจำนวน 1.52 ล้านไร่ น้อยกว่าปี 2554 ถึง 5.81 ล้านไร่ โดยขณะนั้นมีการประกาศเขตภัยพิบัติจากอุทกภัยแล้ว 37 จังหวัด พื้นที่ทำการเกษตรเสียหายกว่า 7.33 ล้านไร่

ดังนั้น จากข้อมูลทั้งหมดจะเห็นได้ว่าปริมาณน้ำในปีนี้ยังน้อยกว่าปี 2554 มาก และถึงแม้จะมีน้ำท่วมแต่ไม่รุนแรงเหมือนปี 2554 อย่างที่ตื่นตระหนกกัน โดยอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ยังสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้และสามารถรองรับน้ำฝนที่จะตกลงได้จนหมดฤดูฝน และมีเพียงพอใช้สำหรับฤดูแล้งที่จะมาถึง

“...การพัฒนาแหล่งน้ำนั้น ในหลักใหญ่ก็คือการควบคุมน้ำให้ได้ดังประสงค์ ทั้งปริมาณและคุณภาพ กล่าวคือ เมื่อปริมาณน้ำมากเกินไป ก็ต้องหาทางระบายออกให้ทันกาล ไม่ปล่อยให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายได้ และในขณะที่เกิดภาวะขาดแคลน ก็จะต้องมีน้ำกักเก็บไว้ใช้อย่างเพียงพอ ทั้งมีคุณภาพเหมาะสมแก่การเกษตร การอุตสาหกรรม และการอุปโภคบริโภค...”

พระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในพิธีเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่อง “น้ำและการพัฒนา : น้ำเปรียบดังชีวิต” ณ โรงแรมแชงกรี-ลา เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.2538

นันท์ชยา ชื่นวรสกุล