วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ภูมิทัศน์พระเมรุมาศแม้นสวรรค์

ตะวันสาดแสงส่องพระเมรุมาศ ทอประกายสีทองอร่ามเรือง ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ท่ามกลางความโศกาลัยของพสกนิกร

การสร้างพระเมรุมาศ ตามคติความเชื่อเรื่องเขาพระสุเมรุ พิมานสถานของเหล่าเทวา พระอินทร์ และผู้มีบุญที่ล่วงลับ ด้วยคตินี้คนไทยจึงเรียกที่เผาศพว่าเมรุ เพื่อสื่อนัยว่า เมื่อนำศพตั้งบนเมรุแล้ว ผู้วายชนม์เสมือนได้อยู่บนเขาพระสุเมรุหรือสรวงสวรรค์

ร่องรอยความเชื่อเรื่องเขาพระสุเมรุในสังคมไทย อาทิ ปรากฏอยู่ในวรรณคดีสมัยสุโขทัยเรื่อง ไตรภูมิพระร่วง พระราชนิพนธ์ พญาลิไท ดังความตอนหนึ่งว่า... “อันว่า เขาพระสุเมรุราชอันสูงได้ 84,000 โยชน์ ใต้น้ำก็ได้ 84,000 โยชน์ โดยหนาก็ได้ 84,000 โยชน์” และ “นอกจากเขาพระสุเมรุราชนั้น มีแม่น้ำกั้น ชื่อว่าสีทันดรสมุทรอยู่ล้อมรอบ โดยกว้างนั้นได้ 84,000 โยชน์ โดยลึกไส้ได้ 84,000 โยชน์แล”

อาณาบริเวณเขาพระสุเมรุเต็มไปด้วยพืชพันธุ์ไม้สวยงาม แปลกประหลาด และสัตว์ป่าหิมพานต์ สัตว์ป่าหิมพานต์ที่ปรากฏอยู่ในไตรภูมิพระร่วง อาทิ “พระญาหงส์ธตรฐราชเป็นพระญาหงส์ทอง”, “พระญาช้างอันชื่อพระญาฉัททันต์” นอกจากนี้ยังมี กินรี มังกร ปลาและสัตว์อีกหลายชนิด แต่ละชนิดล้วนแล้วแต่แปลกประหลาด

เมื่อเขาพระสุเมรุล้อมรอบด้วยห้วงมหานที มีป่าหิมพานต์ที่เต็มไปด้วยสัตว์ ดังนั้น รอบพระเมรุมาศจึงต้องสร้างสรรค์ภูมิทัศน์ให้เหมือนเขาพระสุเมรุ พิมานสถานของเหล่าเทวา

ในทางพุทธศาสนา ถือว่าเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของภูมิทั้งสาม แวดล้อมด้วยสรรพสิ่ง อาทิ วิมานของ ท้าวจตุโลกบาล ผู้รักษาเขาพระสุเมรุทั้ง 4 ทิศ อันเป็นที่มาของการสร้างสรรค์รูปจตุโลกบาลรอบพระเมรุมาศ เขาพระสุเมรุนั้นเสมือนพญาแห่งขุนเขา ล้อมรอบด้วยเขาบริวาร เรียกว่าสัตบริภัณฑ์ทั้ง 7 ทิว สลับด้วยแผ่นดินแผ่นน้ำสีทันดรล้อมรอบไว้ดุจกำแพงแก้ว

พิจารณาแล้ว พระเมรุมาศในอดีตยิ่งใหญ่ตระการตา ดุจสวรรค์บนดิน

สำหรับพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวาย พระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงก็ไม่ต่างกัน แม้นจะมองมุมไหน จุดใด ล้วนงามราวสวรรค์บนดิน องค์ประกอบแต่ละส่วนชวนให้คิดถึงภาพสรวงสวรรค์ ตามเรื่องราวในวรรณคดี และภาพจิตรกรรมของอัครศิลปินผู้บรรจงสร้างสรรค์

รายรอบพระเมรุมาศ ส่วนสำคัญที่มองเหมือนสวรรค์บนดินคือ เทพดาและสัตว์ป่าหิมพานต์หลากชนิด แต่ละชนิดประดับลวดลายวิจิตรบรรจง ตระหง่านงามอยู่ตามจุดต่างๆ รูปร่างหน้าตาสัตว์ป่าหิมพานต์ เค้าเดิมเริ่มเป็นมาอย่างไร สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ นายช่างใหญ่แห่งสยาม ทรงอธิบายว่า...

“เพราะสัตว์ป่าหิมพานต์เป็นของที่ไม่เคยเห็นตัวจริง ช่างเขียนหรือช่างปั้นรูปจึงอาศัยแต่ความที่บ่งไว้ในชื่อเรียก หรือพรรณนาอาการ และลักษณะไว้ตามโบราณมาประดิษฐ์รูปสัตว์หิมพานต์ขึ้นด้วยปัญญาของคน”

ดังนั้น “รูปสัตว์หิมพานต์เดิมคงมีน้อยอย่าง ดูเหมือนจะมีแต่สัตว์ที่ชื่อปรากฏในพระบาลี และเรียกชื่อเฉพาะสัตว์นั้นๆ ที่มาเรียกรวมกันว่า สัตว์หิมพานต์ น่าจะบัญญัติขึ้นภายหลัง เมื่อมีรูปสัตว์พวกนั้นเพิ่มเติมขึ้นอีกมากมาย”

ขณะที่ ส.พลายน้อย นักเขียนศิลปินแห่งชาติอธิบายว่า สัตว์ป่าหิมพานต์ แท้จริงมีอยู่หลายชนิดและหลายภาษา แนวความคิดนั้นอาจจะพ้องกันหรือเลียนแบบกันก็ได้ มีหลักฐานปรากฏมาตั้งแต่โบราณกาล อียิปต์เป็นชาติเก่าแก่ชาติหนึ่งที่รูปเทพเป็นคนปนกับสัตว์ มาตั้งแต่ราว 4,500 ปี

จีนก็มีสัตว์ประหลาดอย่าง มังกร กิเลน ส่วนที่มีความสัมพันธ์กับไทยเราอย่างมากคือ อินเดีย ในอินเดียมีทั้งครุฑ สิงห์ และสัตว์อื่นๆ อีกมากมาย ไทยเรารับอารยธรรมมาจากอินเดีย และความเชื่อเรื่องสัตว์ป่าหิมพานต์นี้ด้วย

สัตว์ป่าหิมพานต์ไทยเรามีมาตั้งแต่สมัยใด ส.พลายน้อย บอกว่า ไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่พบสัตว์ป่าหิมพานต์ของไทยอยู่ในวรรณคดีเรื่อง ไตรภูมิพระร่วง ตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว

ราชสำนักสยามนำสัตว์ป่าหิมพานต์มาใช้ในงานพระศพและพระบรมศพ ดังปรากฏร่องรอยในวรรณคดีเรื่อง ลิลิตพระลอ ซึ่งเป็นวรรณคดีสมัยอยุธยา ตอนงานศพพระลอ พระเพื่อนและพระแพง ความว่า...

“มีโองการบังคับ ให้สำหรับพระเมรุ เกณฑ์กำหนดทุกกรม ให้แต่งพนมอัษฐทิศ พิพิธราชวัติฉัตร กลิ้งกลดธวัชบรรฎาก หลายหลากภาคบุษบก กระหนกวิหคเหมหงส์ บรรจงภาพจำเนียม ลางพนมเทียมอัสดร ลางมกรเทียมยยับ ประดับขับเข็นรถ อลงกฎคชสาร อลงการคชสีห์...”

และยังมีในคำให้การเกี่ยวกับเหตุการณ์สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย กล่าวถึงพระบรมศพพระบรมราชา หรือพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศความว่า...

“พระเมรุใหญ่สูงสุดเสาสเดานั้น 45 วา ฝานั้นแฝงหุ้ม ผ้าปิดกระดาษปูพื้นแดง เขียนเป็นชั้นนาค ชั้นครุฑ ชั้นอิสูร ชั้นเทวดา ชั้นอินทร์ และชั้นพรหมตามอย่างเขาพระสุเมรุ”

และ...กลางพระเมรุทองก่อเป็นแท่นรับเชิงตะกอน อันเสาเชิงตะกอนนั้นก็ปิดทองประดับกระจก เป็นที่ตั้งพระบรมโกศ แล้วจึงมีเมรุทิศ 4 เมรุแทรก 4 เป็น 8 ทิศ ปิดทองกระจกเป็นลวดลายต่างๆ แล้วจึงมีรูปเทวดา รูปเพทยาธร คนธรรพ์ แลครุฑ กินนร ทั้งรูปคชสีห์ ราชสีห์ แลเหมหงส์ แลรูปนรสิงห์ แลสิงโต แลรูปมังกร เหรา นาคา แลรูปทักทอ ช้าง ม้า เลียงผา สารพัดรูปสัตว์ทั้งปวง”

สำหรับสัตว์ป่าหิมพานต์ประกอบพระเมรุมาศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จัดสร้างโดยกลุ่มประติมากรรม สำนักช่างสิบหมู่

ประดับในสระอโนดาต บริเวณลานล่างสุดของพระเมรุมาศทั้ง 4 มุม ผศ.นิโรจน์ จรุงจิตวิทวัส หัวหน้าสาขาวิชาจิตรกรรมไทย วิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ อธิบายเรื่องช้างประดับสระอโนดาต ว่าประกอบด้วย ช้าง 10 ตระกูล ได้แก่ ฉัททันต์หัตถี อุโบสถหัตถี เหมหัตถี มงคลหัตถี คันธหัตถี ปิงคลหัตถี ดามหัตถี บัณฑรหัตถี คังไคยหัตถี และ กาลวกหัตถี

ประติมากรรมช้าง 10 ตระกูล ประดับภายในสระอโนดาต รอบพระเมรุมาศทั้ง 4 มุม ออกแบบอิงตามคติโบราณ ประติมากรรมต้นแบบมีชื่อว่า พญาฉัททันต์ อยู่ใน ตระกูลพรหมพงศ์ เป็นตระกูลที่ปรากฏในไตรภูมิพระร่วงตามคติความเชื่อ ช่างเลือกปั้นช้างหมู่นี้เป็นชิ้นแรก เพราะเป็นช้างที่มีความโดดเด่นและมีพละกำลังมากที่สุดในช้างตระกูลพรหมพงศ์

ช้างหมู่พรหมพงศ์ หนึ่งในช้างมงคล ทรงพละกำลังตามความเชื่อจากตำราคชศาสตร์ ว่ามหาเทพ 4 องค์สร้างขึ้น นำมาเป็นลักษณะช้างทั้ง 10 ตระกูล เพื่อสร้างสรรค์และนำเข้าประดับตกแต่งบริเวณสระอโนดาต ทางทิศเหนือของพระเมรุมาศ โดยยึดหลักแนวคิดคติไตรภูมิ

ช้างนี้มีความพิเศษ ช่างปั้นให้งามีทั้งหมด 6 กิ่ง ดูคล้ายกับรัศมี 6 ประการ ตามตำราคชลักษณ์ ประติมากรรมช้าง 10 ตระกูลนี้ ประดับอยู่ในสระอโนดาต รอบพระเมรุมาศทั้ง 4 ด้าน

คชลักษณะทั้ง 10 ตระกูลเป็นอย่างไร อาจารย์ วิชาภรณ์ แสงมณี อธิบายไว้ว่า 1.ช้างตระกูลฉัททันต์ มีผิวกายขาวบริสุทธิ์ดุจสีเงินยวง มีฤทธิ์เดชมาก เหาะไปในนภากาศได้ ไปทางบกก็รวดเร็ว 2.ช้าง ตระกูลอุโบสถ คชลักษณะสูงใหญ่สง่างาม ผิวดังสีทอง มีฤทธิ์เหาะไปในอากาศได้ เดินทางบกช้ากว่าช้างฉัททันต์ มีช้างสีเหลืองเป็นบริวาร อยู่ในป่าหิมพานต์

3.คชลักษณะตระกูล เหมหัตถี หรือช้างทอง มีลักษณะสูงใหญ่ มีสีตัวเหลืองดังทอง มีหมู่ช้างพลายพังเป็นบริวารเป็นอันมาก 4.คชลักษณะ มงคลหัตถี รูปสูงสง่า ผิวตัวดังสีดอกอัญชัญ 5.คชลักษณะ คันธหัตถี ร่างสูงใหญ่ ผิวตัวดังไม้กฤษณา กลิ่นตัวและมูตรคูตหอมหวนชื่นใจ

6.คชลักษณะตระกูล ปิงคลหัตถี ลักษณะสูงสง่างาม สีตัวเหลืองอ่อนดังสีตาแมว มีช้างเป็นบริวารมากแต่กำลังน้อยกว่าพญาช้างคันธหัตถี 7.คชลักษณะช้างตระกูล ตัมพหัตถี คือช้างสีทองแดง มีกำลังและบริวารมาก แต่กำลังน้อยกว่าพญาช้างปิงคลหัตถี

8.คชลักษณะตระกูล ปัณฑรนาเคนทร์ หรือ ปัณฑรหัตถี ว่ามีสีตัวดังเขาไกรลาส ไกรลาส คือ หมายถึงสีขาว 9.คชลักษณะ คังไคยหัตถี สีกายดังสีอุทกวารี 10.คชลักษณะ กาฬวกะหัตถี หรือ กาลาวกหัตถี มีสีกายดังสีปีกกา

ช้างทั้ง 10 ตระกูลคือช้างเอราวัณ ช้างทรงของพระอินทร์ เจ้าแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

และยังมีท้าวจตุโลกบาลที่อยู่ทั้ง 4 ทิศของพระเมรุมาศ เพื่อสื่อความหมายถึง เทวดาที่รักษาทุกข์ สุข ของมนุษย์โลกไว้ทั้ง 4 ทิศ และทำหน้าที่ป้องกันอันตรายที่จะเกิดแก่มนุษย์โลกทั้งหลาย เรื่องนี้ นายสมชาย ศุภลักษณ์อำไพพร สำนักช่างสิบหมู่ อธิบายเบื้องหลังการสร้างสรรค์ว่า...

อันดับแรก ท้าวเวสสุวรรณ หรือท้าวกุเวร ร่างกายสีทอง ท้าวกุเวรเป็นใหญ่ในทิศเหนือ ถือว่าเป็นใหญ่ในหมู่ยักษ์ ช่างทำแบบมาจากการประยุกต์ศิลปะสมัยลพบุรีมาเป็นหลัก ส่วน “การกำหนดสีนั้น ใช้กายสีทอง เพราะท้าวกุเวรมีสีตัวหลายวรรณะ แต่เลือกไม่ให้สีซ้ำกันกับพระอิศวรที่เป็นสีเขียว ทั้งนี้ ท้าวกุเวรที่เป็นสีขาวนั้น ในตำราว่าไว้มีฟันแปดซี่ มีไฝเหลืองในตา มีสามขา ซึ่งหากเอามาปั้นแล้วจะไม่สวย แต่ที่ทำออกมาคือ มีสองขา ถือกระบอง กายสีทอง เป็นใหญ่ในหมู่ยักษ์”

อันดับสองคือ เทวดาประจำทิศใต้ ได้แก่ ท้าววิรุฬหก ซึ่งเปรียบเหมือนพระยมราช เป็นเจ้าแห่งความตาย เป็นนายของเหล่ากุมภัณฑ์”

ส่วน “สีกายของท้าววิรุฬหกเป็นสีฟ้าอมเทา ยอดมงกุฎเป็นมงกุฎุกนกหางไก่ ถือหอกเป็นอาวุธ โดยอ้างจากตำราสมุดไทย โครงเรื่องรามเกียรติ์กล่าวถึงจตุโลกบาล และรูปปั้นที่วัดอรุณฯ แต่ความแตกต่างจะอยู่ตรงที่ส่วนใหญ่จะหน้าเป็นมนุษย์ทั้งหมด แต่วิรุฬหกออกจะดุหน่อยเพราะหมายถึงพระยม เครื่องทรงนุ่งผ้าแบบไทย”

ท้าววิรุฬหก ที่จัดสร้างครั้งนี้ มีความสูง 2 เมตร ออกแบบและปั้นโดย นายจุมพลภัทร์ มั่นเกษวิทย์ สำนักช่างสิบหมู่ โดยมีความพิเศษตรงที่ พระกรซ้ายมีงูจงอางเลื้อยพันฝ่ามือจับคองู ส่วนมือขวาถือทวน (หอก) สื่อความหมายให้เห็นว่าท้าววิรุฬหกมีอสูรเป็นบริวาร มีรูปกายเหมือนกับมนุษย์ แต่ให้มีสีหน้าเคร่งขรึมแสดงถึงความน่าเกรงขาม

ลำดับที่สาม ท้าววิรูปักษ์ ทรงภูษาพื้นสีทอง ท้าววิรูปักษ์เป็นท้าวจตุมหาราชประจำทิศตะวันตก เป็นใหญ่ในหมู่นาค เครื่องทรงเป็นมงกุฎน้ำเต้า มีนาครัดยอดมงกุฎไว้แล้วแผ่พังพานเป็นสามเศียร เครื่องทรงล้วนเป็นพญานาคพันทั้งหมด ถือศรสพักลูกแล่ง คือด้านหลังสะพายแล่งกระบอกลูกศร มือหนึ่งถือคันศร ซึ่งทำพิเศษแบบพระแสงศรกำลังรามของรัชกาลที่ 6 เป็นรูปแบบของโบราณที่มีการขุดเจอเมื่อสมัย ร.6 ลูกศรแบบที่ปั้น คือคันศรแบบพิเศษ รูปกายสีขาว เครื่องทรงเป็นนาค พระภูษาพื้นทองลายพุ่มข้าวบิณฑ์ ตัวพุ่มข้าวบิณฑ์จะเป็นหน้านาค ตัวโครงพุ่มข้าวบิณฑ์เป็นนาคเกี้ยว คือนาคสองตัวบิดไขว้กัน ตรงผ้านุ่ง

สำหรับท้าววิรูปักษ์เทวดาผู้คุมด้านทิศตะวันตกองค์นี้ ออกแบบและปั้นโดย นายมงคล ฤาชัยราม สำนักช่างสิบหมู่ ศาสตราวุธที่ถือในพระกรซ้ายนั้นคือ ลูกศรนาคบาศ สะพายคันธนูหัวพญานาค ส่วนซองธนูเป็นลวดลายคล้ายหนังปลากระเบนสื่อแทนน้ำ ขณะที่พระกรขวาทำท่าคล้ายประทานพร งานปั้นออกมาเป็นบุรุษรูปงาม แต่มีหนวดให้แลดูน่าเกรงขาม ต่างจากท้าววิรูปักษ์ในตำราที่มีรูปกายเตี้ย ขาและคอสั้น นอกจากนี้ ในส่วนแท่นฐานก็ประดับลายพญานาคโดยรอบ

ลำดับที่สี่ ท้าวธตรฐ หนึ่งในท้าวจตุโลกบาลผู้ดูแลด้านทิศตะวันออก เป็นอธิบดีแห่งคนธรรพ์ ซึ่งเป็นอมนุษย์พวกหนึ่งอยู่ระหว่างสวรรค์กับมนุษย์ เช่น กินนร กินรี คนธรรพ์ ฯลฯ สีกายเป็นสีน้ำตาลอ่อนถือพิณ ผ้านุ่งเป็นลายพุ่มข้าวบิณฑ์เป็นดอกไม้เทพ

รูปสัตว์ป่าหิมพานต์ เทวดา ท้าวจตุโลกบาล และส่วนประกอบรายรอบพระเมรุมาศ กลุ่มจิตรกรรมไทยได้ระดมผู้เชี่ยวชาญมาสร้างสรรค์อย่างสุดความสามารถ เพื่อให้เกิดความสวยงาม ดุจพระเมรุมาศมหาบรรพตสถานสถิตเหล่าเทวา

ทุกส่วนที่สร้างสรรค์ ล้วนประกอบให้ “ภูมิทัศน์พระเมรุมาศแม้นสวรรค์”

ศิลปิน : ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี

ภาพ : ทรงโบกพระหัตถ์

ขนาด 120 x160 ซม. สีน้ำมัน

แรงบันดาลใจ : “ครั้งแรกท่ีผมเขียนรูปในหลวง รัชกาลท่ี 9 ประมาณปี พ.ศ.2530 ในการประกวดฉลองครบรอบพระชนมพรรษา 60 พรรษา ผมเร่ิมค้นคว้าเรื่องพระราชกรณียกิจของพระองค์ ถึงได้ทราบว่าสิ่งท่ีท่านทรงทำมาในอดีตจนถึงปัจจุบันท่านยังทรงทำอยู่ เป็นบุญของคนไทยและแผ่นดินไทยเหลือเกินท่ีมีกษัตริย์ท่ียิ่งใหญ่อย่างพระองค์ ในฐานะศิลปินก็คงไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการเขียนรูปพระองค์ด้วย

ขอบคุณภาพ 3 มิติ จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร