วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เรื่องราวของมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย

ก่อนจะถึงวันพระราชทานเพลิงพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นมหาบุรุษที่ยิ่งใหญ่ของโลก และดวงใจของปวงชนชาวไทย

ทีมเศรษฐกิจ ยังคงมีเรื่องราวที่เล่าเท่าไหร่ไม่รู้จบของมหาบพิตรผู้ทรงสร้างความมั่นคงแข็งแกร่ง และความเป็นปึกแผ่นอันเป็นรากฐานสำคัญให้แก่เศรษฐกิจ สังคมของประเทศชาติ และประชาชนคนไทยด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล และความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวของพระองค์

เรื่องราวที่กลายเป็นตำนานยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ และความสำเร็จมากมายอันหาที่สุดมิได้

และหนึ่งในพระราชภารกิจสำคัญของพระองค์ก็คือ การสร้างความมั่นคงให้แก่พลังงานของประเทศ ที่แม้จะต้องใช้ระยะเวลานานหลายปีในการศึกษา ค้นคว้า และวิจัย โดยใช้พระราชวังสวนจิตรลดาเป็นสถานที่ทดลอง

แต่ด้วยความแน่วแน่ของพระองค์ ท้ายที่สุด พระองค์ก็ทำให้คนไทยมีทางเลือกในการใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น และแปรเปลี่ยนรัฐวิสาหกิจพลังงานเล็กๆให้กลายเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติที่สามารถคานอำนาจกับบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของโลกได้เป็นผลสำเร็จ


ดังเรื่องเล่าจาก บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ที่เก็บรวบรวมข้อมูลของ “พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย” ไว้มากมาย

เมื่อวันที่ 18 เม.ย.2528 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ในหลวงรัชกาล ที่ 9 ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปในองค์ประธานในพิธีเปิดโรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 1 จังหวัดระยอง และวันนั้นถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการนำ “ก๊าซธรรมชาติ” ของประเทศไทยขึ้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีรับสั่งกับผู้บริหารระดับสูงของ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ไว้ดังนี้ว่า...

“ประเทศเรายังยากจนอยู่ ดังนั้นควรใช้ผลผลิตในประเทศให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในประเทศให้เต็มที่มากที่สุด”

โรงแยกก๊าซธรรมชาติ หน่วยที่ 1 ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จ พระราชดำเนินไปเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดนี้ มีขนาดแยกก๊าซธรรมชาติวันละ 350 ล้านลูกบาศก์ฟุต (ลบ.ฟุต) มีการวางท่อขนส่งผลิตภัณฑ์ต่างๆไปยังคลังสำรองผลิตภัณฑ์ และท่าเทียบเรือที่เขาบ่อยา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

โรงแยกก๊าซแห่งนี้ ถือกำเนิดขึ้นภายใต้พระราชดำริที่ทรงมุ่งสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นตามการเติบโตของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการเพิ่มขึ้นของประชากรของประเทศด้วยการผลิตก๊าซหุงต้ม (LPG) และเพิ่มมูลค่าทรัพยากรก๊าซธรรมชาติ ด้วยการแยกก๊าซอีเทน สำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

แยกก๊าซมีเทน สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิง และเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมี ขณะเดียวกันก็ผลิตแอมโมเนีย และยูเรีย รวมทั้งผลิตเมทานอล เพื่อให้ได้ก๊าซโซลีนธรรมชาติ สำหรับส่งให้โรงกลั่นน้ำมัน เพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงต่อไป

พระบรมฉายาลักษณ์ในวันที่เสด็จเยือนยังคงประดับอยู่ในห้องปฏิบัติการ เป็นสิริมงคล และสัญลักษณ์แห่งความปลาบปลื้มไม่รู้จางของเหล่าพนักงานรัฐวิสาหกิจพลังงานเล็กๆ ซึ่งวันนี้เติบใหญ่ขึ้นกลายเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติ และบริษัทมหาชนที่มีมูลค่ารวมตลาดสูงถึง 1.9 ล้านล้านบาท และหากรวมบริษัทในเครือข่ายที่แตกแขนงออกมาจะพบว่า กลุ่มธุรกิจของ ปตท.มีมูลค่าตลาดรวมสูงถึง 2.24 ล้านล้านบาท

แน่นอนว่า พระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์นั้น ย้ำเตือนใจแก่พนักงาน ปตท.ให้มีสำนึก และความมุ่งมั่นร่วมกันในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะองค์กรรัฐอย่างเต็มกำลังความสามารถเสมอมา

หลากหลายโครงการที่ทรงริเริ่ม เป็นรูปเป็นร่างขึ้นด้วยพระปรีชาสามารถ และสายพระเนตรอันยาวไกล โดยเฉพาะในโครงการด้านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน และพลังงานทดแทนที่ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ และเป็นแนวทางในการวางนโยบายด้านพลังงานของประเทศจวบจนถึงปัจจุบัน

พลังงานทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งแก๊สโซฮอล์ และไบโอดีเซล ก๊าซชีวภาพ ชีวมวล พลังงานน้ำ แสงอาทิตย์ และพลังงานลม ถูกพัฒนาขึ้นในประเทศจนเป็นรูปธรรม ก็ด้วยพระราชดำริของพระองค์ผ่านการศึกษาวิจัย ทดลอง และทดสอบ เพื่อให้ใช้งานได้จริงโดยพระองค์เองในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งได้กลายเป็นต้นแบบของทุกโครงการในเวลาต่อมา

ทั้งหมดส่งผลต่อเนื่องให้ประเทศไทยสามารถผลิตพลังงานทางเลือกใช้ได้เอง โดยลดการพึ่งพาจากต่างประ เทศลง จนกระทั่งประเทศไทยกลายเป็นผู้นำทางด้านพลังงานหมุนเวียนของภูมิภาคเอเชีย ก็ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงนี้ และนี่เองที่ทำให้พระองค์ได้รับการยกย่องให้เป็น “พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย”

ยังมีอีกหลายโครงการสำคัญด้านพลังงานที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จทอดพระเนตรความก้าวหน้าในการพัฒนาด้วยพระองค์เอง โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ย.2513 เสด็จโรงกลั่นไทยออยล์ จากวันนั้นในปี พ.ศ.2535 ยังเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงโอเลฟินส์แห่งแรกของประเทศไทย ของบริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัด ซึ่งปัจจุบัน คือ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกลุ่มที่ 1 ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง

ในคราวที่ประเทศไทยเป็นเจ้าของ และผลิตปิโตรเลียมจากแหล่งปิโตรเลียมในประเทศได้เองผ่านการดำเนินงานของบริษัทสัญชาติไทยอย่าง บริษัท ปตท. สำรวจ และผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) เมื่อ พ.ศ.2544

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯพระราชทานชื่อพื้นที่ผลิตปิโตรเลียมของโครงการบงกช และโครงการอาทิตย์ของ ปตท.สผ.ว่า “พื้นที่ปิโตรเลียมนวมินทร์” (Navamindra Petroleum Area) ซึ่งมีขนาด 4,231 ตารางกิโลเมตรในอ่าวไทย ห่างจากชายฝั่ง จ.สงขลาราว 200 กม. นับเป็นโครงการที่สร้างเสถียรภาพด้านพลังงานให้กับประเทศไทยอย่างจริงจัง

โครงการพลังงานทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ที่ ปตท.ดำเนินการในฐานะเป็นหน่วยงานที่ต้องปฏิบัติภารกิจหลักเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศ ก็ได้ก้าวตามรอยเบื้องพระยุคลบาทมาอย่างต่อเนื่องด้วยการน้อมนำเอาแนวพระราชดำริด้านพลังงานมาดำเนินงาน และขยายผลให้เกิดความสำเร็จ

บนหลักปรัชญาของ “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่ได้พระราชทานแก่พสกนิกร ให้สามารถนำมาปรับใช้กับการพัฒนาในทุกๆด้าน รวมทั้งการพัฒนาพลังงานของประเทศ บนหลักของความ “มีเหตุผล” “พอประมาณ” และ “มีภูมิคุ้มกัน” เพื่อให้สังคมไทยสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว


นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. กล่าวถึงการนำ ปตท.เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า ปตท. ใช้แนวทางตามพระราชดำริ เป็นธงนำทางการดำเนินงานมาตลอดนับตั้งแต่ที่รัฐบาลได้มีการจัดตั้ง ปตท.ขึ้น


เราพยายามทำหน้าที่อย่างดีที่สุด จากองค์กรเล็กๆสู่การขยายการดำเนินงาน ต่อเนื่องจน ปตท.กลายเป็นบริษัทพลังงานที่มีความแข็งแกร่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และสามารถตอบสนองเป้าหมายในการทำหน้าที่รักษาความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศไว้ได้ ภายใต้ความมุ่งมั่นที่จะเดินรอยตามพระราชดำริเพื่อทำให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานให้ได้มากที่สุด

พระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นกลไกสำคัญในการที่ประเทศไทยสามารถลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเป็นผลสำเร็จ จากการก่อร่างและพัฒนากิจการก๊าซธรรมชาติ จนทำให้ไทยสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้เองในประเทศคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 70-80

แม้วันนี้ ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศในสัดส่วนสูงราว 80% แต่การพัฒนาพลังงานทดแทนจากสายพระเนตรอันยาวไกลของพระองค์ ทำให้ ปตท.สามารถขยายผลต่อยอดการผลิตพลังงานทดแทนขึ้นได้โดยเฉพาะจากงานวิจัย และพัฒนาไบโอดีเซลขึ้น ทำให้ทุกวันนี้ ทุกลิตรของน้ำมันดีเซลมีส่วนผสมของไบโอดีเซลที่ผลิตจากผลปาล์มน้ำมันในประเทศอันเป็นพืชผลการเกษตรของไทยเองได้สำเร็จ

ขณะที่กิจการขายปลีกน้ำมันของ ปตท.ก็ได้ก้าวขึ้นจาก “ปั๊มน้ำมันสามทหาร” ที่ไม่มีคนอยากเข้า สู่ปั๊มปตท.ที่มีจำนวนกว่า 1,500 แห่ง และมีผู้ใช้บริการนับล้านคนในแต่ละวัน

นอกจากนี้ ยังพยายามพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพ เพื่อให้ ปตท.ในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติ สามารถบริหารจัดการกิจการพลังงานต้นน้ำขนาดใหญ่ได้เอง จากเดิมที่ต้องพึ่งพาต่างชาติ ทำให้วันนี้ ปตท.สผ. บริษัทในเครือข่าย ของปตท. มีขีดความสามารถในการบริหารแหล่งปิโตรเลียมทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการบริหารกิจการโรงแยกก๊าซธรรมชาติ และปิโตรเคมีของ ปตท. และบริษัทในกลุ่มได้เป็นที่เรียบร้อย

ทั้งนี้ การดำเนินกิจการต่างๆของ ปตท.ที่ผ่านมาได้ยึดหลักการของความพอประมาณอย่างต่อเนื่อง เน้นการรักษาความมั่นคงทางการเงิน โดยการลงทุนโครงการต่างๆของ ปตท.ต้องกำหนดสัดส่วนหนี้สินต่อทุนไม่เกิน 1:1 หรือ 2:1 ทำให้มีภูมิคุ้มกัน หากพลาดพลั้งจากวิกฤตการณ์ต่างๆก็ยังทำให้ ปตท.อยู่ได้ ไม่ถึงกับล้มละลาย

ด้านการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม ปตท.ได้สืบสานปณิธานในเรื่องดิน น้ำ ป่า มาตลอด โดยเข้าร่วมโครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ปีที่ 50 เมื่อปี พ.ศ.2537 โดยได้ตั้งปณิธานปลูกและฟื้นฟูผืนป่าทั่วประเทศไว้จำนวนทั้งสิ้น 1 ล้านไร่

แม้โครงการนี้จะสิ้นสุดไปแล้ว แต่ ปตท.ยังคงยึดมั่นในเรื่องของความยั่งยืน จึงมีการสำรวจป่าปลูกทุกๆ 5 ปี และพบว่าร้อยละ 80 ของป่าที่ปลูกยังอยู่รอด และเติบโตต่อไป ทั้งยังสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 30 ล้านตัน และให้ออกซิเจนสู่ชั้นบรรยากาศได้มากถึง 24 ล้านตัน เพื่อช่วยทดแทนการปล่อยไอเสียจากรถยนต์ ทำให้คนไทยมีอากาศที่บริสุทธิ์มากขึ้น

ปตท.ยังเข้าร่วมพัฒนา และส่งเสริมการปลูก “หญ้าแฝก” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยการน้อมนำแนวพระราชดำริมาดำเนินการใช้หญ้าแฝก เพื่อป้องกันภัยจากดินถล่มในชุมชนบ้านหน้าถ้ำ จ.สุราษฎร์ธานี และขยายผลสู่ชุมชนต่างๆเพิ่มเติม

เช่นเดียวกับการปลูกป่าควบคู่ไปกับการหาแนวทางให้ชุมชนอยู่กับป่าได้อย่างผาสุก ด้วยโครงการ “รักษ์ป่า” สร้างคน 84 ตำบล ตามวิถีพอเพียง เพื่อขยายหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปยังระดับชุมชน

จนถึงวันนี้มีการขยายผลไปมากมาย มีตำบลอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะจบโครงการไป 4-5 ปีแล้ว แต่ก็ยังปรากฏร่องรอยของวิถีพอเพียงในชุมชนต่างๆของประเทศอยู่

ขณะเดียวกัน ก็มีรางวัลลูกโลกสีเขียวที่กำเนิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2542 เข้ามาเป็นเครื่องมือในการยกย่องเชิดชูคนและกลุ่มคนในชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศที่ช่วยกันรักษาป่า เป็นกำลังใจให้คนทำความดีต่อไป


“ปรัชญาองค์ราชัน ดุจตะวันส่องทั่วไทย พอเพียงร้อยดวงใจ สร้างสุขได้ทั่วแผ่นดิน” นายเทวินทร์กล่าวถึงบทกลอนตอนท้ายที่ผู้บริหาร ปตท.ร่วมกันร้อยเรียงขึ้น เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกของเหล่าพนักงานและผู้บริหารที่มีต่อพระองค์ออกมา

พร้อมกับย้ำเตือนให้ผู้คนทั่วไปสืบสานปณิธานของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์นี้ต่อไปด้วยการปฏิบัติตามแนวพระราชดำริ และคำสอนของพระองค์

เพราะวิถีแห่งความพอเพียงตามหลักปรัชญาของพระองค์ที่ทรงมอบไว้ให้แก่ลูกหลานไทยสืบสานต่อไปนี้ เป็นสิ่งที่ต้องร่วมกันลงมือทำให้เกิดผลเพื่อความเจริญรุ่งเรืองและผาสุกของประเทศ และประชาชนในวันข้างหน้านั่นเอง.

ทีมเศรษฐกิจ