วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ย้อนยลถวายพระเพลิงกษัตราธิราช

การถวายพระเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์และเจ้านายชั้นสูง ตามพระราชพงศาวดาร เรียกว่า “งานพระเมรุ” ซึ่งมีที่มาจาก พระเมรุมาศ หรือ พระเมรุ อันเป็น สถาปัตยกรรมเฉพาะกิจที่สร้างขึ้น เนื่องในพระราชพิธีสำคัญ

โดยส่วนใหญ่แล้ว การสร้างพระเมรุมาศ จะสร้าง ณ ใจกลางเมือง คำว่า “เมรุ” ในที่นี้ สันนิษฐานว่า มาจาก เขาพระสุเมรุ และ เขาสัตตบริภัณฑ์ อันประกอบด้วย เขายุคนธร เขาอิสินธร เขากรวิก เขาสุทัศนะ เขาเนมินธร เขาวนิตกะ และเขาอัสกัน ตามความเชื่อในโลกสัณฐานของคนไทย ที่ถ่ายทอดจากพระคัมภีร์ในทางพระพุทธศาสนา

พระเมรุมาศ เปรียบเสมือนการจำลองเขาพระสุเมรุอันเป็นภพภูมิสวรรค์ ที่มนุษย์ไม่สามารถไปถึง การประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระศพ ณ พระเมรุมาศ พระเมรุ เสมือนเป็นการส่งพระศพและดวงพระวิญญาณเสด็จกลับยังเขาพระสุเมรุ ที่สถิตของเหล่าเทพตามคติทางศาสนาพราหมณ์

การพระบรมศพที่เป็นแบบฉบับต่อการจัดพระราชพิธีนับตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา มาจนถึงรัตนโกสินทร์นั้น ยึดรูปแบบตามพระราชพิธีในการ ถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งพระเมรุมาศตามโบราณราชประเพณีกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่อลังการอย่างมาก

ตามประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดาร ระบุว่า การพระเมรุนั้นมิใช่เป็นเพียงพระราชพิธี หากแต่ยังมีความหมายในเชิงสัญญะ ที่สะท้อนผ่านการสร้างพระเมรุมาศว่า เป็นความมั่นคงของประเทศ หากพระเมรุมาศของพระมหากษัตริย์รัชกาลใดยิ่งใหญ่ กิตติศัพท์ก็จะขจรเลื่องลือ ประกาศให้รับรู้ว่าบ้านเมืองในรัชกาลนั้นเข้มแข็ง เป็นที่เกรงขามแก่หมู่ปัจจามิตร

การสร้างพระเมรุมาศตามราชประเพณีกรุงศรีอยุธยา จะยึดรูปแบบ พระเมรุมาศทรงปราสาท และสร้าง เรือนบุษบกบัลลังก์ หรือเมรุทองซ้อนอยู่ภายใน เป็นรูปแบบการสร้างพระเมรุมาศตามคติการสร้างปราสาทบนเขาพระสุเมรุ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ์ โดยได้สืบสานพระราชประเพณีสืบต่อกันมาจนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

พระเมรุมาศในสมัยรัชกาลที่ 1-รัชกาลที่ 4 ยังคงเป็น พระเมรุมาศทรงปราสาท โดยพระเมรุมาศองค์แรกที่สร้าง ในสมัยรัตนโกสินทร์ คือ พระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก ใน พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โปรดให้สร้างเพื่อถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิพระราชบิดา หลังจากที่บ้านเมืองเข้าสู่ความสงบเรียบร้อย เพราะพระราชบิดาสิ้นพระชนม์ในระหว่างที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงคราม

คำว่า พระเมรุมาศทรงยอดปราสาท คือ อาคารพระเมรุมาศ มีรูปลักษณะอย่างปราสาท สร้างเรือนบุษบกบัลลังก์ดังที่เรียกว่า พระเมรุทอง ซ้อนอยู่ภายใน พระเมรุทองจะประดิษฐานพระเบญจาจิตกาธานรองรับพระโกศพระบรมศพ สร้างปิดทองล่องชาด

การสร้างพระเมรุในรูปแบบของกรุงศรีอยุธยานั้น ดำเนินมาจนถึงรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยพระเมรุมาศ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระเมรุมาศองค์สุดท้ายที่สร้างเป็นแบบพระเมรุมาศทรงปราสาท เครื่องยอดมณฑป ส่วนปลียอดเป็นปรางค์ มีพระเมรุทองอยู่ภายใน ตามราชประเพณีดั้งเดิมครั้งอยุธยา รวมถึงกระบวนแห่พระบรมศพ ที่มีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งบุษบกไตรสังเค็ดแห่เป็นคู่ๆรวม 40 คู่ด้วย

งานพระศพที่มีการสร้างพระเมรุยิ่งใหญ่อลังการครั้งสุดท้าย ได้แก่งานพระเมรุถวาย พระเพลิงพระศพ สมเด็จเจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน์ และ สมเด็จเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ ในรัชกาลที่ 5 ที่ยังคงเป็นพระเมรุรูปแบบปราสาทห้ายอด ยอดมณฑป และมีอาคารแวดล้อมใหญ่โตก่อนที่พระองค์จะมีพระราชดำริเรื่องการปรับรูปแบบพระเมรุมาศและพระเมรุ

จุดเริ่มของการเปลี่ยนแปลงและตัดทอนการสร้างพระเมรุ เริ่มต้นในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ความยิ่งใหญ่ของพระเมรุมาศ ตามแบบแผนกรุงเก่าได้เปลี่ยนไป เนื่องจากเป็นยุคสมัยแห่งความเปลี่ยนแปลงหลายด้าน พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงปรับปรุงนโยบายต่างๆ ให้สอด คล้องกับสภาพการณ์ในเวลานั้น รวมถึงแนวคิดต่อการแสดงออกทางพระราชอำนาจผ่านทางพระราชพิธีพระบรมศพ มีพระราชดำริที่จะไม่ก่อสร้างพระเมรุมาศยิ่งใหญ่เช่นแต่ก่อน

พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีพระบรมราชโองการกำหนดจัดการพระบรมศพของพระองค์ไว้ก่อนเสด็จสวรรคตหลายประการ โดยพระราชกระแสรับสั่งองค์หนึ่ง มีใจความว่า.....

“ให้สร้างพระเมรุมาศมีขนาดเล็กเพียงพอแก่ถวายพระเพลิงได้ มิให้สูงถึง 2 เส้นดังแต่กาลก่อน...”

พระเมรุมาศใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นต้นแบบพระเมรุมาศแบบใหม่ครั้งแรกของ กรุงรัตนโกสินทร์ โดยขณะที่ทรงดำรงพระชนม์อยู่ ได้พระราชทานพระราชกระแสรับสั่งถึงการพระบรมศพของพระองค์ไว้ว่า

“แต่ก่อนมา ถ้าพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตลง ก็ต้องปลูกเมรุใหญ่ซึ่งคนไม่เคยเห็นแล้วจะนึกเดาไม่ถูกว่าโตใหญ่เพียงไร เปลืองทั้งแรงคนและเปลืองทั้งพระราชทรัพย์ ถ้าจะทำในเวลานี้ดูไม่สมกับการที่เปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง ไม่เป็นเกียรติยศยืดยาวไปได้เท่าใด ไม่เป็นประโยชน์แก่คนทั้งปวง กลับเป็นความเดือดร้อน ถ้าเป็นการศพท่านผู้มีพระคุณ หรือผู้มีบรรดาศักดิ์ใหญ่ อันควรจะได้มีเกียรติยศ ฉันก็ไม่อาจจะลดทอน ด้วยเกรงว่าคนจะไม่เข้าใจว่า เพราะผู้นั้นประพฤติไม่ดีอย่างหนึ่งอย่างใด จึงไม่ทำการศพให้สมเกียรติยศซึ่งควรจะได้ แต่เมื่อตัวฉันเองแล้วเห็นว่าไม่มีข้อขัดข้องอันใด เป็นถ้อยคำที่จะพูดได้ถนัด จึงขอให้ยกเลิกงานพระเมรุใหญ่นั้นเสีย ปลูกแต่ที่เผาอันพอสมควร ณ ท้องสนามหลวง แล้วแต่จะเห็นสมควรกันต่อไป”

แนวพระราชดำริของพระองค์ท่านได้รับการสนองตอบจากองค์รัชทายาทคือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โดยทรงมีพระราชบันทึก ตัดทอนการปลูกสร้าง พระเมรุมาศและการบำเพ็ญพระราชกุศลลงหลายประการ

งานพระบรมศพของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ไม่ได้สร้างเขาพระสุเมรุตามแบบเดิม แต่เปลี่ยนมาก่อสร้างพระเมรุมาศบนพื้นราบ เป็นทรงบุษบกแวดล้อมด้วยเมรุราย 4 ทิศ ค่อยๆลดรูปเป็นคดซ่าง ระเบียง ทับเกษตร อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะตัดทอนลดรูป แต่การก่อสร้างก็ยังยึดถือเป็นแบบแผนเก่าอย่างเคร่งครัด โดยพระเมรุมาศทรงบุษบกในงานพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็น ต้นแบบพระเมรุมาศแบบใหม่ครั้งแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นพระเมรุมาศที่ลดขนาดลงจากพระเมรุมาศ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

หลังจากนั้นงานพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดินจึงยึดรูปแบบนี้สืบมาจนถึงปัจจุบัน โดยพระเมรุมาศพระมหากษัตริย์ตั้งแต่รัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา เป็น พระเมรุมาศแบบบุษบก เช่น เดียวกับรัชกาลที่ 5 และพระเมรุมาศทรงบุษบกนี้ถือเป็นแบบพระเมรุมาศสำหรับกษัตริย์เท่านั้น

นอกจากนี้ในงานพระเมรุในสมัยรัชกาลที่ 6 ยังมีการเปลี่ยนการเวียนรอบพระเมรุ เป็นรถปืนใหญ่แทน เป็นไปตามพระราชประสงค์ที่ทรงโปรดการเป็นทหาร

ส่วนในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เนื่องจากเสด็จสวรรคตในต่างประเทศ จึงมิได้มีการจัดพระราชพิธีถวายพระเพลิงตามโบราณราชประเพณี แต่เป็นงานบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมอัฐิแทน

สำหรับการออกพระเมรุ และการสร้างพระเมรุมาศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ในปี 2493 นั้น ยังคงเป็น พระเมรุมาศแบบบุษบก ซึ่งเป็นแบบพระเมรุมาศสำหรับพระมหากษัตริย์ ดังได้กล่าวไว้แล้ว มีการจัดเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ ราชยาน ราชรถ และกระบวนแห่พระบรมศพตามแบบโบราณราชประเพณี ที่กระทำสืบต่อกันมาตั้งแต่ครั้งสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่มีข้อที่เพิ่มเติมขึ้นมา คือ เมื่อการพระราชพิธีเสร็จสิ้นลง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระเมรุมาศองค์เดียวกันนี้ พระราชทานเพลิง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต พระราชทานเพลิง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระราชทานเพลิงพระศพ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ และ พระองค์เจ้าประภาพรรณภิไลย พร้อมกัน 2 พระศพ โดยทรงโปรดให้มีการปรับเปลี่ยนองค์พระเมรุมาศบางประการ ตามพระอิสริยยศของพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ทรงได้รับพระราชทานเพลิงพระศพ เช่น เปลี่ยนยอดพระเมรุมาศจากฉัตร 9 ชั้น เป็น 5 ชั้น เปลี่ยนฉากบังเพลิงใหม่ เปลี่ยนพระจิตกาธานใหม่ ถอนเกรินบันไดนาคที่ใช้เชิญพระบรมศพขึ้นสู่องค์พระเมรุมาศออก การอัญเชิญพระบรมศพพระบรมวงศานุวงศ์ขึ้นองค์พระเมรุ ใช้เจ้าหน้าที่ภูษามาลาอัญเชิญขึ้นทางบันไดพระเมรุด้านทิศตะวันออก นอกจากนั้นให้เป็นไปตามเดิม

การสร้างพระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง ยังมีอีกหลายครั้งนับจากพระราชพิธีพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้แก่ พระเมรุมาศ ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ในปี พ.ศ.2498 โดยใช้แบบพระเมรุมาศทรงบุษบกจากงานพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เป็นพื้นฐานในการออกแบบ หลังจากนั้นการสร้างพระเมรุมาศ และพระเมรุที่ท้องสนามหลวงได้ว่างเว้นไปเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากพระบรมวงศานุวงศ์ที่สิ้นพระชนม์ในระยะต่อมาไม่ทรงมีพระอิสริยยศสูงถึงชั้นที่จะสร้างพระเมรุกลางเมือง โดยส่วนใหญ่จะจัดงานพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส

จนถึงปี พ.ศ.2527 จึงได้มีการสร้างพระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวงอีกครั้ง ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 เป็นทรงปราสาทแบบจัตุรมุข ยอดทรงมณฑป ประกอบด้วยพระพรหมพักตร์ ยอดบนสุดประดิษฐานสัปตปฎลเศวตฉัตร มีพระนามา ภิไธยย่อ รพ ที่หน้าบันทั้ง 4 ด้าน ตัวอาคารประกอบด้วยชั้นฐานทักษิณ ส่วนหลังคาองค์พระเมรุมาศประกอบมุขทิศ การออกแบบโดยการยึดแบบพระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พระพันปีหลวง โดยปรับแบบให้เข้ากับพระราชบุคลิกในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ซึ่งมีลักษณะสง่า นิ่มนวล จับตาจับใจ

พ.ศ.2538 สร้างพระเมรุมาศในการ พระบรมศพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรม ราชชนนี เป็นพระเมรุมาศทรงปราสาทจัตุรมุขย่อมุมไม้สิบสองยอดเกี้ยว ยอดสุดปักสัปตปฎลเศวตฉัตร มีพระนามาภิไธยย่อ สว ที่หน้าบันทั้ง 4 ด้าน หลังคามุขซ้อน 3 ชั้น ช่อฟ้าใบระกาเป็นลายซ้อนไม้

พ.ศ.2551 สร้างพระเมรุในการพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ยึดเค้าโครงพระเมรุมาศของ สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ในรัชกาลที่ 5 มาเป็นต้นแบบ โดยออกแบบรูปแบบยอดทรงปราสาท ยอดชั้นเชิงกลอน 5 ชั้น ต่อยอดด้วยชั้นบัวคลุ่มจนถึงปลายยอดประดับฉัตร 7 ชั้น มีตราพระนามย่อ กว ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ที่หน้าบันทั้ง 4 ด้าน โดยยึดแนวความคิดจำลองรูปเขาพระสุเมรุและสะท้อนพระอุปนิสัยและพระจริยวัตรที่นุ่มนวลสง่างามของพระองค์ไว้ในองค์ประกอบพระเมรุ

พ.ศ.2554 สร้างพระเมรุในการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้า ภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภา พัณณวดี พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ยึดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นต้นแบบ เป็นอาคารทรงปราสาทยอดมณฑป เรียกว่าทรงมณฑปแปลง หลังคาจัตุรมุขซ้อน 2 ชั้น สร้างขึ้นบนฐานชาลาใหญ่

ทั้งหมดนี้ก็คือ บันทึกการออกพระเมรุและพระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ และพระศพ พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ ณ ท้องสนามหลวง ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ ตามที่มีการรวบรวมไว้ ก่อนจะถึงการสร้างพระเมรุมาศถวาย ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่บัดนี้ได้ดำเนินการแล้วเสร็จครบถ้วนทุกประการแล้ว และพร้อมแล้วสำหรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ส่งเสด็จพระองค์ท่านสู่สวรรคาลัย ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560

*************

ศิลปิน : สุวัฒน์ วรรณมณี

ภาพ : แสงธรรมส่องปฐพี

ขนาด 50 x70 ซม. สีน้ำมัน

แรงบันดาลใจ : “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 9 ทรงเป็นกษัตริย์ ท่ีรักษาศีล บำเพ็ญทาน เจริญภาวนา และทรงยึดมั่นในทศพิธราชธรรมทรงนำหลักในทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ในการปกครองแผ่นดินให้มีความเจริญก้าวหน้ามั่นคง อีกทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนของพระองค์ให้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข”

ขอขอบคุณภาพบางส่วนจาก สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์และสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร