วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เบื้องหลังการทำข่าวราชสำนักร่วม 30 ปี และตามเสด็จฯ ร.9 ราชาผู้ทรงงานหนัก

“เพราะท่านทำ เพื่อคนไทย ด้วยธรรมะของพระราชา หวังให้เรา ชาวประชา อยู่ดีกินดี
ท่านต้องเหนื่อย เพราะงานหนัก ไม่เคยพักจวบจนวันนี้ ช่างโชคดี ที่แผ่นดินนี้ มีราชาผู้ทรงธรรม...”
เพลงราชาผู้ทรงธรรม ขับร้องโดย เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์
คำร้อง/ทำนองโดย กมลศักดิ์ สุนทานนท์, ปิติ ลิ้มเจริญ เรียบเรียงโดย วีรภัทร์ อึ้งอัมพร

‘เพลงราชาผู้ทรงธรรม’ ช่างเป็นบทเพลงอันสื่อความหมายของรายงานพิเศษเพื่อพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ชิ้นนี้ได้เป็นอย่างดี ผ่านการพรรณนาจาก ‘นางพัชรินทร์ เศวตสุทธิพันธ์’ อดีตหัวหน้ากองบรรณาธิการข่าวราชสำนักและผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวราชสำนัก ช่อง 9 อสมท ผู้สื่อข่าวที่ได้ตามเสด็จฯ ไปหลายแห่งหนตลอดระยะเวลาการทำงานเกือบ 30 ปี จนเกษียณ

แรกเริ่มเดิมทีนั้น นางพัชรินทร์ เข้ามาทำงานที่ อสมท. ตั้งแต่ปี 2520 โดยช่วงแรกทำงานอยู่ที่กองบรรณาธิการ สำนักข่าวไทย มีหน้าที่ทั้งทำข่าว เรียบเรียงข่าว และพิสูจน์อักษร จากนั้นเมื่อมีการตั้งฝ่ายข่าวโทรทัศน์และตั้งกองบรรณาธิการข่าวราชสำนักขึ้นมา นางพัชรินทร์จึงได้มีโอกาสเข้ามาทำข่าวราชสำนักอย่างเต็มตัวในปี 2533 โดยดูแลข่าวและทำข่าวพระราชกรณียกิจของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ และทำสารคดีในวาระพิเศษ เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันพระราชสมภพ รวมทั้งสกู๊ปพิเศษเพื่อให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้นว่า แต่ละพระองค์ทรงห่วงใยช่วยเหลือประชาชนอย่างไรบ้าง

อดีตหัวหน้าข่าวราชสำนัก อสมท เล่าถึงความทรงจำครั้งแรกที่ได้มีโอกาสถวายงานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า ย้อนไปเกือบ 30 ปีก่อน พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรที่บึงพระรามเก้า สิ่งที่ประทับใจมาก คือ บังเอิญได้ยิน ว. แต่เอะใจว่าทำไมไม่มีหมายพระราชกรณียกิจ ไม่มี ว.ตำรวจที่เตรียมเคลียร์ถนน เมื่อไปถึงก็พบพระองค์ท่านทอดพระเนตรบึงน้ำอยู่ มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและข้าราชบริพารตามเสด็จฯ ไม่กี่คน

ส่วนเหตุที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรบึงแห่งนี้ เนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำใหญ่ เริ่มมีปัญหาน้ำท่วม เพราะชุมชนขยายตัว ในอดีตบริเวณนี้เป็นทุ่งนา และมีอาคารอพาร์ตเมนต์ หมู่บ้านมากขึ้น พระองค์ทรงเป็นห่วงว่า หากฝนตกมาก น้ำจะระบายอย่างไร แล้วน้ำเสียที่คนเหล่านี้ใช้จะระบายอย่างไร จึงเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตร เพื่อทรงแก้ปัญหาให้ราษฎรของพระองค์จริงๆ

จากประสบการณ์ตามเสด็จฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9

อดีตผู้สื่อข่าววัย 62 ปี กล่าวว่า เคยอ่านนิทานตอนเด็กๆ คิดว่าพระราชาต้องสบาย การทำงานตามเสด็จฯ คงจะสบาย แต่เมื่อก้าวเข้ามาทำจริงๆ ทำให้รู้สึกว่า พระองค์ทรงงานหนักมาก เหตุใดพระราชาของปวงชนจึงต้องทรงงานหนักเช่นนี้ ไม่เหมือนกับพระราชาในเทพนิยายที่อยู่สุขสบาย และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากพระองค์ท่าน คือ ‘การเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ โดยเฉพาะในปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น เรื่องดิน น้ำ ป่า

เมื่อพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานที่ต่างๆ แม้ในถิ่นทุรกันดาร พระองค์จะทรงซักถามประชาชน ถามข้าราชการในพื้นที่ทันที เช่น ฝนไม่ตกมานานเท่าไรแล้ว หนองน้ำที่มีไปไหนหมด โดยมาทราบภายหลังว่า ก่อนที่พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินไปที่ไหน จะทรงศึกษาข้อมูลเบื้องต้นไว้ก่อน ทั้งจากประวัติความเป็นมาทั้งหลาย ทรงศึกษาเกี่ยวกับแผนที่ทางอากาศและทรงสังเกตเปรียบเทียบกับแผนที่เก่า

“การเป็นนักข่าวตามเสด็จฯ จะต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ หาข้อมูลไว้ก่อนเท่าที่จะสามารถหาได้ เมื่อสมัยก่อนไม่มีกูเกิล เราจึงต้องหาจากทางอำเภอหรือจังหวัด พี่ๆ ข้าราชบริพารที่เมตตาก็จะบอกว่า พรุ่งนี้พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินไปไหน เราก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม โดยอาจจะเดินทางไปก่อนเพื่อหาข้อมูลว่าในพื้นที่นั้นๆ มีปัญหาเรื่องใดบ้าง” นางพัชรินทร์ เล่าถึงการเตรียมตัวปฏิบัติงาน

นอกจากนี้ เวลาพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินไปที่ไหน พระหัตถ์ขวาจะทรงถือดินสอ ส่วนพระหัตถ์ซ้ายจะทรงถือแผนที่ ซึ่งใหญ่มาก และแผนที่นั้นท่านทรงขยายในแต่ละพื้นที่เพื่อให้ดูชัด ส่วนที่พระองค์ทรงใช้ดินสอ เพราะว่าเมื่อทรงซักถามข้อมูลประชาชน ข้อมูลเดิมอาจจะต้องแก้ไขใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งการใช้ดินสอจะใช้ยางลบลบได้ แผนที่ไม่เสียหาย แต่หากทรงใช้ปากกา แผนที่จะเสียหายเลอะเทอะ

อย่าง ‘เขื่อนขุนด่านปราการชล’ พระองค์ทรงทราบว่า นครนายกมีปัญหาทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง ขณะที่ พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังภาคอีสาน พระองค์รับสั่งให้เครื่องบินพระที่นั่งชะลอความเร็ว แล้วพระองค์ก็ทรงถ่ายรูปลงมาด้านล่าง เพื่อดูสภาพภูมิประเทศ เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหา ทรงเขียนเป็นร่างว่าต้องสร้างเขื่อนตรงนี้ พร้อมกับพระราชทานพระราชดำริแก่กรมชลประทานนำไปสร้าง ก็สามารถแก้ปัญหาได้ ที่สำคัญที่สุด เขื่อนนั้นจะเป็นหน้าด่านป้องกันไม่ให้น้ำหลากลงมาท่วมกรุงเทพฯ ด้วย

“ทุกครั้งที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปยังที่ต่างๆ เพื่อทรงเยี่ยมเยียนประชาชน ทรงถามปัญหาความเดือดร้อน พระองค์จะทรงนั่งบนพื้นเมื่อมีพระราชดำรัสกับผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลาย ส่วนเด็กๆ จะทรงวางพระหัตถ์ไว้บนศีรษะเด็ก ทรงใกล้ชิดกับประชาชนโดยไม่เลือกปฏิบัติ และทรงพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อที่จะได้ทราบปัญหาจากในพื้นที่ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาได้ถูกต้อง นี่คือสิ่งที่เราเห็นอยู่เสมอมา” อดีตหัวหน้าข่าวราชสำนัก เล่าจากประสบการณ์ 30 ปี

ความประทับใจในด้านสื่อสารมวลชน..

ทุกครั้งที่ได้ตามเสด็จฯ พระองค์ในพื้นที่ต่างๆ จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงศึกษาปัญหาของพื้นที่นั้นๆ อย่างละเอียด ดังนั้น ในฐานะผู้สื่อข่าว จึงจำเป็นต้องนำเสนอออกมาให้ถูกต้องที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระองค์พระราชทานแนวพระราชดำริ จะต้องจดสิ่งที่พระองค์รับสั่งนั้นค่อนข้างละเอียด เพราะพระองค์ทรงศึกษาอย่างเหนื่อยยาก คนที่อยู่ห่างไกลไม่มีโอกาสได้ยินรับสั่งของพระองค์ ขณะที่สื่อมวลชนอยู่ตรงนั้น สามารถนำเสนอข้อมูลเพื่อให้คนที่อยู่ห่างไกลได้รับรู้ และไม่ผิดเพี้ยนไป

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงให้ความสำคัญกับสื่อมวลชน โดยรับสั่งว่า สื่อมวลชนเหล่านี้จะเป็นคนนำข้อมูลเกี่ยวกับแนวพระราชดำริที่ถูกต้องไปเผยแพร่ เพื่อแก้ปัญหาทุกข์ร้อนให้กับประชาชน เพื่อให้ประชาชนในแต่ละภาคของประเทศได้รับรู้ว่า พื้นที่ตรงนี้มีปัญหาอย่างไร ควรแก้ปัญหาอย่างไร

“เคยมี..บางครั้งพระองค์ทรงงานจนดึกดื่นเที่ยงคืน เราก็คิดว่าจะต้องไปส่งข่าว คิดในใจ..พอแล้ว แต่เมื่อพระองค์ทรงเห็นผู้สื่อข่าวเริ่มหายไป พระองค์ทรงถามว่า...
“หายไปไหนกันหมด”
“ข้าพระพุทธเจ้ารีบจะไปส่งข่าวเพคะ”
“งานยังไม่เสร็จเลย..”
“ข่าวราชสำนักออกเวลา 2 ทุ่มเพคะ..”
“ไม่เห็นจำเป็นที่ข่าวจะต้องออกวันนี้..ควรหาข้อมูลให้สมบูรณ์ก่อน”

...การทำข่าวในแต่ละพื้นที่นั้น พระองค์มีพระราชประสงค์ให้เรารู้ถึงปัญหาและแนวทางการแก้ไขในแต่ละพื้นที่ รายงานข่าวได้อย่างถูกต้องแม่นยำ มีความละเอียด รอบคอบเพื่อให้คนฟัง คนอ่านเข้าใจ ถึงจะเรียกว่า เป็นการทำข่าวที่ดี ไม่จำเป็นต้องรีบนำเสนอข่าวที่ไม่สมบูรณ์ แบบนี้ประชาชนจะได้อะไร..พระองค์ทรงมองถึงขนาดนี้”  

อดีตนักข่าวตามเสด็จฯ ยอมรับว่า ประทับใจทุกครั้งที่ได้ถวายงานตามเสด็จไปทุกแห่งหน โดยปีหนึ่งๆ พระองค์จะประทับที่กรุงเทพฯ และวังไกลกังวลเพียง 4 เดือน นอกนั้น พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินไปตามภาคต่างๆ ครั้งละ 2 เดือน เพื่อทรงงานในพื้นที่ทุรกันดาร

แต่ภาพๆ หนึ่งที่เห็นด้วยสองตาแล้วจำไม่เคยลืมเลือนเลย คือ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) ทรงพระประชวร และประทับอยู่ที่ รพ.ศิริราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถึงแม้จะมีพระราชกรณียกิจมากล้น แต่พระองค์ก็ยังคงเสด็จพระราชดำเนินไปทรงดูแลพระราชมารดาอย่างสม่ำเสมอ และทรงเข็นรถที่พระราชมารดาประทับด้วยพระองค์เอง

“ภาพที่เราประทับใจ เป็นภาพที่พระองค์ทรงกอดพระราชมารดา หน้าพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระราชบิดา และสมเด็จย่ารับสั่งว่า.. 'ดูสิ พ่อมองเราอยู่ พ่อยิ้มให้เราด้วย' จากนั้น พระองค์ก็ทรงกอดสมเด็จย่า เป็นภาพที่ประทับใจและตราตรึงในหัวใจไม่เคยลืมเลือน พระองค์ทรงเป็นลูกที่ดี เป็นสามีที่ดี เป็นพ่อที่ดี และยังทรงเป็นกษัตริย์ที่ดีอย่างยิ่ง” นางพัชรินทร์ เล่าด้วยความปีติ

ขณะเดียวกัน ระหว่างตามเสด็จฯ ในถิ่นทุรกันดาร พระองค์กำลังรับสั่งถึงแนวทางแก้ปัญหาดิน น้ำ อยู่ แต่นักข่าวตามเสด็จฯ เกิดความไม่เข้าใจขมวดคิ้ว พระองค์ท่านทอดพระเนตรเห็นก็รับสั่งซ้ำอีกครั้ง คนอื่นๆ ก็งงว่าเหตุใดพระองค์ทรงอธิบายซ้ำ พระองค์จึงรับสั่งว่า “เพราะว่าสื่อมวลชนที่ฉันต้องการให้เขานำไปเผยแพร่ให้กับประชาชนที่ฉันมาดูแล มาช่วยเหลือ เขายังไม่เข้าใจ เขาไปถ่ายทอดไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องอธิบายซ้ำอีกครั้ง” จึงทำให้ได้เรียนรู้ว่า คนที่จะได้เข้ามาฟังพระองค์ท่านรับสั่งในพื้นที่มีน้อย ดังนั้น การนำเสนอข่าวทางโทรทัศน์ที่มีคนดูมาก หรือทางสื่อมวลชนอื่นๆ เราก็ควรเข้าใจเพื่อสื่อสารออกไปได้อย่างถูกต้อง

ส.ค.ส. จากราชาถึงราษฎรของพระองค์

ขณะที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงงานอย่างหนักเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทยทั้งหลายให้อยู่ดีมีสุขถ้วนหน้า โดยการเสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกภาคของประเทศ เพื่อทอดพระเนตรสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน และพระราชทานแนวพระราชดำริ เพื่อแก้ไขปัญหานั้น

ทุกๆ สิ้นปี ก่อนจะถึงวันขึ้นปีใหม่ พระองค์ทรงนึกถึงประชาชน จึงพระราชทานพรปีใหม่เพื่อเป็นสิริมงคลทุกปีผ่านการออกอากาศทางโทรทัศน์ทุกช่อง ในวันที่ 31 ธ.ค. เวลา 2 ทุ่ม หลังจากที่ พระราชทานพรปีใหม่แล้วนั้น พระองค์ยังพระราชทาน ส.ค.ส.ที่ทรงประดิษฐ์เอง พร้อมแนวคิดพระราชทาน โดยในแต่ละปีจะมีเหตุการณ์ มีแนวคิดที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งพระองค์ทรงสอดแทรกไว้ใน ส.ค.ส.นั้นด้วย พระราชทานเพื่อให้เป็นความสุขแก่คนไทยทั้งปวง

"สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงทำทั้งหมด เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน ให้ประชาชนทุกคนมีความสุขโดยไม่เลือกปฏิบัติ เพราะพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปในทุกพื้นที่ที่พระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินไปได้...

สิ่งที่พระองค์ท่านทรงต้องการจะทอดพระเนตรเห็น คือ ความสุขของคนไทย หากจำได้ คือ ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 60 ปี และเสด็จออก ณ ระเบียงพระที่นั่งอนันตสมาคมนั้น เสด็จออกพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยมีประชาชนมากมายมารอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ พระองค์ไม่ได้ทรงดีใจที่คนมารอเฝ้าฯ มากมาย แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของคนไทยที่บ่งบอกว่ามีความสุข นี่แหละ..คือสิ่งที่ทำให้พระองค์ท่านทรงมีความสุขอย่างที่สุด"

ผู้สื่อข่าวถามทิ้งท้ายว่า “คุณพัชรินทร์ ภูมิใจกับการทำงานตำแหน่งนี้ไหม?”

อดีตหัวหน้าข่าวราชสำนักวัยเกษียณ ตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือของเธอว่า “ภูมิใจที่สุดค่ะ..”

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน