วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ซาบซึ้งนิทรรศการ ร.9 ในงานมหกรรม “หนังสือ”

โดย ซูม


ผมเพิ่งกลับจากงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ครับ...ถึงโรงพิมพ์เมื่อไม่กี่นาทีนี่เอง (13.28 น. วันเสาร์ที่ 21 ต.ค.2560) พอนั่งโต๊ะปุ๊บก็ควักปากกาและคว้ากระดาษขึ้นมาเขียนต้นฉบับวันนี้เลยทันที

ต้องรีบเขียนว่างั้นเถอะครับ เพราะไม่อยากจะทิ้งเวลาเอาไว้นานนัก เดี๋ยวจะลืมอารมณ์และความรู้สึกหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นกับผมขณะเดินฝ่าฝูงชนไปทั่วงานนี้เป็นเวลา 2 ชั่วโมงเต็มๆไปเสียก่อน

เป็นความรู้สึกแทบบรรยายไม่ถูก เพราะมีทั้งความเศร้าระคนความอาลัยอันใหญ่หลวง แต่ขณะเดียวกันก็มีความสุขและความปลาบปลื้มปีติใจเป็นล้นพ้นเจือปนอยู่ด้วย

ท่านผู้อ่านคงจะทราบจากสื่อต่างๆว่า ในการจัดงานปีนี้ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย มีความตั้งใจและมุ่งมั่นมาแต่แรกเริ่มว่าจะจัดขึ้นเพื่อแสดงความอาลัยแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นที่รักและเคารพยิ่งของพสกนิกรชาวไทย

สมาคมจึงได้จัดนิทรรศการ “ความท๙งจำ” น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง ร.9 ที่มีต่อวงการหนังสือไทยขึ้น เป็นนิทรรศการเอกประจำงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ปี 2560

นอกจากนี้ ภายในบริเวณงาน บรรดาบูธหนังสือต่างๆทั้ง 939 บูธ ต่างก็ตบแต่งในโทนแสดงความอาลัย โดยใช้สีดำ สีขาวเป็นหลัก รวมทั้งมีการอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์มาประดิษฐานไว้ด้วย

ทำให้บรรยากาศของงานทั้งงานเต็มไปด้วยความอาลัย และความระลึกถึงพระองค์ท่าน ดังที่ผมใช้คำบรรยายส่วนหนึ่งว่าเกิดความอาลัยและเศร้าใจอย่างใหญ่หลวงขณะเดินในงานนี้

แต่ในท่ามกลางความเศร้าและอาลัยนั้นเอง ผมก็เกิดความรู้สึกปลาบปลื้ม รู้สึกมีความสุขใจและเกิดพลังใจขึ้นมาอย่างมหาศาล

เมื่อมองเห็นนักอ่านหนังสือไม่รู้กี่หมื่นต่อกี่หมื่นคน หลั่งไหลเข้ามาสู่งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 เหมือนสายน้ำทะลักเข้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ไม่เพียงแต่จะหลั่งไหลมาซื้อหนังสือสารพัดชนิดที่สำนักพิมพ์นำมาขายแบบลดราคาในงานนี้เท่านั้น...ผู้คนจำนวนมากก็ยังไปเดินดูนิทรรศการ “ความท๙งจำ” กันอย่างหนาแน่นอีกด้วย

ผมเองใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงเดินอ่านเดินชมนิทรรศการตั้งแต่แผ่นแรกจนถึงแผ่นสุดท้าย รวมทั้งเดินดูเอกสาร ดูวัสดุสิ่งของอันเกี่ยวกับในหลวง ร.9 ที่มีผู้จัดทำขึ้นในช่วงเวลา 70 ปีของการครองราชย์

ที่ขาดไม่ได้ก็คือไปยืนเซลฟี่กับนิตยสาร “วงวรรณคดี” ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ.2490 ที่ตีพิมพ์พระราชนิพนธ์เรื่อง “เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิทเซอร์แลนด์” ที่เขานำมาโชว์ในงานนี้ และถือเป็น “ไฮไลต์” หรือจุดเด่นของนิทรรศการ ดังที่คณะผู้จัดได้แถลงไว้

นิทรรศการมิใช่จะกล่าวถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเล่าอย่างย่อๆถึงเหตุการณ์อื่นๆที่เกิดขึ้นในช่วงที่ทรงครองราชย์ด้วย ทำให้เราหวนกลับไปนึกถึงเหตุการณ์ใหญ่ๆหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 70 ปีที่ผ่านมา

รวมทั้งได้นำหนังสือที่พระองค์ท่านทรงพระราชนิพนธ์ไว้มาให้พสกนิกรได้ชมครบทุกเล่ม พร้อมกับนำนิตยสารหลายฉบับที่จัดพิมพ์บันทึกประวัติศาสตร์วันเสด็จสวรรคตของพระองค์ท่านมาให้ชมเช่นกัน

ต้องขอขอบคุณที่นำ “ไทยรัฐ” ฉบับพิเศษ แสง สี เสียง และสื่อประสม หนังสือพิมพ์มีชีวิตชุดแรก “100 วันน้อมอาลัยในหลวงภูมิพล” มาตั้งโชว์ด้วย พร้อมกับบอกว่าเป็นหนังสือพิมพ์ AR ส่องดูภาพเคลื่อนไหวได้ทั้งฉบับ

หลังจากดูนิทรรศการจบแล้ว ผมก็ออกเดินฝ่าฝูงชนไปตามบูธต่างๆ ทั้งในศูนย์การประชุมใหญ่และบริเวณตึกด้านหลัง 2-3 ชั้น อันเป็นผลให้เกิดความสุขใจเพิ่มขึ้นไปอีก เมื่อพบว่าทุกๆร้านขายดีมาก ไม่มีร้านไหนนั่งหงอยเหงาเลย...

เข้าคิวยาวที่สุดของปีนี้กลายเป็นสำนักพิมพ์ Phoenix ในเครืออมรินทร์ครับ ขายเฉพาะการ์ตูนญี่ปุ่น...คิวยาวมากเกือบ 200 คน ในวันที่ผมไปยืนสังเกตการณ์ และเคยทำสถิติไว้ถึง 500 คน ในวันเปิดงาน

บันทึกว่าด้วยการไปเดินมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 22 ของผมยังไม่จบครับ เพราะยังมีหนังสือที่ผมตั้งใจจะพูดถึงเป็นการเฉพาะ คือหนังสือเกี่ยวกับ “พ่อ” ที่วางจำหน่ายเป็นจุดเด่นในปีนี้

ผมจดมาฝากหลายเล่มเลยครับ...คนรักหนังสือทั้งหลายโปรดอย่าลืมติดตามอ่านวันพรุ่งนี้อีกวันก็แล้วกัน.

“ซูม”