วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โดนัท รู้สึกดีที่สุดในชีวิต! หนังสุขใจผู้ชม อิ่มใจผู้สร้าง

เปิดใจยอมรับว่าเป็นความรู้สึกที่ดีที่สุดครั้งหนึ่ง ตั้งแต่เกิดของนักแสดงสาวมากฝีมือ “โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล” ที่ได้เห็นคนไทยสุข หัวใจ แม้ในช่วงสุดท้ายแห่งความอาลัย หลังได้ชมเรื่องราวภาพยนตร์สารคดี “บันทึกทางไกล...ถึงพ่อ (The Journey)” ซึ่งเธอเป็นทั้งผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ และผู้เขียนบทภาพยนตร์ ร่วมสร้างโดย โบ-พรมนัส รัตนวิชช์ และ สเตฟาน ลอมแบร์ ภายใต้การให้คำปรึกษาของ คุณลีซองดร์ เซไรดารีส บุตรชายของนายเกลย์อง เซไรดารีส อดีตครูที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของในหลวงรัชกาลที่ 9

รวบรวมเรื่องราวการเดินทางของในหลวงรัชกาลที่ 9 นับแต่ พ.ศ. 2476-2494 เล่าผ่านพระราชหัตถเลขา ไปรษณียบัตร รวมถึงภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ วีดิทัศน์พระราชทาน สัมภาษณ์ และการสัมภาษณ์บุคคลสำคัญ จากเมื่อครั้ง เสด็จประทับ ณ เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จนกระทั่งเสด็จนิวัตประเทศไทย ทำให้คนไทยเข้าใจว่าสิ่งใดที่หล่อหลอมให้พระองค์เป็น “พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รัก” และสถิตในดวงใจของชาวไทย หลังเปิดฉายก็เสียงตอบรับดีอิ่มเอมหัวใจไปทั้งผู้ชมและผู้สร้าง “โดนัท” เล่าว่า ...

“ต้องขอบคุณคนดูทุกคนที่เปิดใจและทำให้หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ มันเป็นภาพประทับใจมากที่เราไม่อยากเชื่อว่าจะได้เห็นคุณป้า คุณยาย ออกมาดูหนัง ไม่ใช่วัยรุ่นวัยทำงานก็มีบางคนมาคนเดียว เห็นภาพที่คิด ว่าชีวิตนึงเราจะได้เห็นมั้ยนอกจากในโรงหนัง บางคนดูมากกว่า 1 รอบ ไม่รู้จะขอบคุณยังไง บางวันไปโรงหนังเห็นคนที่เค้าไม่ได้ดูสุดท้ายก็สำเร็จ ที่โรงหนังเอสเอฟ เค้าเพิ่มรอบให้ กทม.และทั่วประเทศฉายตั้งแต่เช้าถึงเย็น 1 แสนที่นั่ง ไม่มีค่าใช้จ่าย และมีฉายในโทรทัศน์ด้วย มองว่าสิ่งที่ทำให้คนออกมาดูหนังเพราะทุกคนรักและคิดถึงในหลวงรัชกาลที่ 9”

ภาพที่เห็นตอนคนออกจากโรงหนัง?

“บางคนเตรียมมาว่าหนังต้องเศร้าต้องร้องไห้ แต่ส่วนใหญ่บอกว่าเค้ากลับยิ้ม อย่างวันที่ 13 ต.ค. เราอยู่ที่หอศิลป์ฯ คนดูบอกว่าเค้าไม่คิดว่าวันนี้ใครจะทำให้เค้ายิ้มได้ แต่ในหลวง ร.9 กลับทำให้เค้ายิ้มได้ เราก็เห็นคนปาดน้ำตา เช็ดน้ำมูก ด้วยความคิดถึง มันเป็นความรู้สึกที่ดีที่สุดในชีวิตแล้วตั้งแต่เกิดมา ตลอดการทำหนังสารคดีนี้ เราคิดตลอดว่าอยากให้คนดูได้เห็นในหลวง ร.9 ในมุมที่เป็นนักเดินทาง เห็นความรัก ความอ่อนโยน ของพระองค์ อยากให้คนเห็นพระราชหัตถเลขาของจริงเราไปตื๊อแล้วตื๊ออีกกว่าจะได้มา พอวันนี้หนังสำเร็จเราได้แบ่งปันสิ่งเหล่านี้ให้กับคนไทยด้วยกัน โดนัทเชื่อว่าทุกคนคิดถึงในหลวง ร.9 เหมือนกันหมด มันบรรยายไม่ได้จริงๆว่าเราบรรลุเป้าหมายที่เราต้องการแล้วหรือยัง เรามีความสุขตั้งแต่เห็นคนมาดู ทีมงานทุกคนมีหน้าที่หนักกันคนละแบบ ยากตั้งแต่การทำบท หาข้อมูล ขออนุญาต เรื่องลิขสิทธิ์ ทุกอย่างในหนังโดนัทขออนุญาตมาอย่างถูกต้อง อยากให้คนได้มีความสุขกับหนังมากที่สุด บทแก้แล้วแก้อีก ขนาดอาทิตย์แรกที่ฉายมีจุดผิดพลาดก็ทับเสียงใหม่ เราเห็นคนมาดูด้วยใจเราก็ยังต้องทำงานอยู่ตลอด มีคำพูดหนึ่งเป็นคำพูดของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ที่ในหลวง ร.9 พระราชทานให้ว่างานยังไม่เสร็จ เรายิ่งอยากให้ออกมาดีที่สุด เพราะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายและเป็นครั้งเดียวในชีวิตของเราที่จะทำอะไรแบบนี้”

ระหว่างถ่ายทำที่เจออุปสรรคตลอด มีโมเมนต์สำคัญไหนที่จำไม่ลืม?

“คงเป็นตอนที่ไปคุยกับ ดร.สุเมธ การทำหนังสารคดีเรื่องนี้ เหมือนเราโกงเวลา นั่งเครื่องย้อนเวลาไปในอดีต เพราะเรื่องที่ทำเป็นเรื่องในอดีตแต่อดีต ความทรงจำทำให้เรามีความสุขมีรอยยิ้ม วันที่ได้เจอ ดร.สุเมธ เล่าถึงพระองค์ ตอนนั้นคือเราน้ำตาแตกพูดต่อไม่ได้เลย รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำทั้งหมด ไม่ได้เสี้ยวหนึ่งกับที่พระองค์ทรงทำเพื่อประชาชน พระองค์เป็นคนที่เสียสละที่สุดคนหนึ่งบนโลกใบนี้ ถ้าเป็นโมเมนต์เกี่ยวกับหนัง ยอมรับว่าจริงๆเราเกือบทำไม่สำเร็จ ครั้งแรกเราไปคนเดียว เพื่อนบินตามไป คุณลีซองดร์ให้ดูพระราชหัตถเลขา แต่พอขอเค้าถ่ายเค้าไม่ให้ถ่าย และเราคิดว่าไปถึงแล้วจะได้เจออนุสรณ์สถานหรือสัญลักษณ์อะไรที่เกี่ยวกับในหลวง แต่ปรากฏว่าไม่มี เหมือนเราต้องรวบรวมความทรงจำที่ว่างเปล่า ครั้งแรกถอดใจ กลับมาตั้งสติ เกือบยอมแพ้ไปแล้วครั้งหนึ่ง คุยกับโบเพื่อนด้วยกันว่าจะเอายังไงดี แล้วก็ฮึด เริ่มมาค้นกันต่อ คุยกับคุณลีซองดร์เป็นทางการ ให้เค้าเห็นว่าเราต้องการทำอะไร ทุกขั้นตอนมีความท้อ เที่ยงคืนตีหนึ่งยังแก้สคริปต์ พอหาข้อมูลไม่เจอ ก็ต้องเปลี่ยนที่หา ค้นที่ไทยไม่เจอก็ต้องไปค้นหอสมุด เมืองนอก เชื่อมั้ยว่าหนังเพิ่งตัดเสร็จ 1 อาทิตย์ก่อนฉาย ทุกครั้งที่มีอุปสรรคเราจะบอกตัวเองว่าเราต้องพยายาม เพราะนี่คือสิ่งที่ในหลวงสอนเราว่าคนเราต้องมีความเพียร พยายาม”

ระหว่างนั้นโดนัทเองก็ไม่สบายและต้องเดินทางอีก?

“จริงๆตอนทริปที่ 2 ที่กลับจากโลซาน ก็โดนคุณหมอว่าเพราะเราไปตากแดดตลอด เราเป็นโรค SLE โชคดีที่เรารู้เร็ว วิธีการมันง่ายมากคือเลี่ยงแดด นอนพักผ่อนให้เพียงพอ กินยาให้ตรงเวลา ตอนนั้นกลับมาตัวเองแย่เลย เราคิดว่าถ้าอยากทำงานให้เสร็จ เราต้องดูแลตัวเองให้ดี พอกลับไปโลซานรอบสุดท้ายรอบที่ 3 เราต้องมีกฎกับตัวเอง ทั้งที่เป็นคนชอบแดดมากแต่ต้องใส่แขนยาวทาครีมกันแดด กินยาให้ครบ ต้องนับชั่วโมง นอนให้ครบ จริงๆเราต้องไปให้ยาทุกเดือน เรารู้ว่าถ้าไปให้ ยาจะมีผลข้างเคียงจะปวดหลัง ปวดหัวเป็นไข้ เราก็ขอคุณหมอว่าช่วงวีคสุดท้ายที่หนังตัด ช่วงฉาย ก็ขอหมอไว้ก่อน หมอก็ยอม แต่เราก็ต้องมีวินัยกับตัวเอง ต้องทำงานอย่างมีสติ ทำตามกำลังของเราด้วย โดนัทว่าการที่โดนัท ไม่ทำงานอย่างบ้าคลั่งก็ทำให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วงแรกลำบากทุกคน เราหงุดหงิดเวลาทำอะไรไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนก่อนแต่ก็รู้ว่าไม่มีประโยชน์ ข้อดีนึงของเราคือ เรามองโลกแง่บวกกับทุกอย่าง รักษาตามอาการของมันดีกว่า อย่างงานนี้เรารู้ว่าจุดประสงค์คือทำเพื่อระลึกถึงพระองค์ท่าน เราก็สู้และสุดท้ายเราก็มีความสุข ทำให้ได้รู้ว่าอย่าทำอะไรหักโหมเพราะทำให้งานเราไม่มีประสิทธิภาพ การไม่สบายมันก็สอนเรา”

ความตั้งใจต่อไป?

“ตอนนี้ยังยุ่งกับเรื่องหนังและเริ่มมีแพลนต้องเดินทาง อยากให้คนไทยในต่างแดนได้ดูหนังเรื่องนี้ด้วย ยังคงต้องทำต่อไปเพราะงานยังไม่เสร็จ”

เป็นช่วงชีวิตที่มีคนเข้าใจอยู่เคียงข้างทั้งงานใหญ่และช่วงไม่สบาย?

“โชคดีที่ทุกคนเข้าใจแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงาน ไม่ได้นับแค่ ตาม หนุ่มคนข้างๆ ทุกคนเสียสละและพร้อมอยู่ตรงนั้น แต่ถ้าพูดถึงตาม เค้าจะแนวปล่อยให้เราไปทำในสิ่งที่เค้ารู้ว่ามันสำคัญที่สุดในชีวิตเราตอนนี้ ถือว่าเราโชคดี”

เห็นว่าดูแลพาไปหาหมอด้วย?

“เค้าก็ต้องทำหน้าที่ของเค้า (ยิ้ม) ดีค่ะ ช่วงนี้ชีวิตง่ายมาก ชีวิตสบายค่ะ”.