วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เร่งป้องกันน้ำเข้าพื้นที่ ศก.ชั้นในขอนแก่น ขณะที่น้ำชีสูงกว่า 9.15 ม.

รองอธิบดีกรมชลฯ ลงพื้นที่จ.ขอนแก่น ตรวจแนวป้องกันน้ำท่วม เพื่อหาทางป้องกันไม่ให้น้ำไหลทะลักเข้าท่วมเขตเศรษฐกิจชั้นในของเมือง คาดใช้เวลา 1 เดือนจึงจะเข้าสู่สภาวะปกติ ขณะที่น้ำชีสูงกว่า 9.15 ม. ไหลทะลักท่วมนาข้าว-บ้านเรือนประชาชน ในพื้นที่ตอนล่างของ อ.เมือง...
 

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 21 ต.ค.60 ดร.ทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ได้เดินทางมาตรวจพื้นที่น้ำท่วมที่จังหวัดขอนแก่น โดยเจ้าหน้าที่สำนักชลประทานขอนแก่นได้นำตรวจในพื้นที่ ต.ศิลา ต.บึงเนียม ซึ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วมมีระดับสูงกว่าทุกพื้นที่ เนื่องจากตั้งอยู่ติดกับลำน้ำพอง โดยเฉพาะวันนี้ระดับน้ำสูงกว่าเมื่อวานนี้ประมาณ 30 ซม. เพราะเขื่อนอุบลรัตน์ได้เพิ่มการระบายน้ำขึ้นไปอีก จากนั้นได้ตรวจดูแนวป้องกันน้ำพองล้นตลิ่ง โดยขณะนี้มีเจ้าหน้าที่จากกรมชลประทานนำรถแทรกเตอร์ออกขุดดินทำเป็นคูดินป้องกันน้ำล้นตลิ่ง ซึ่งขณะนี้ก็มีน้ำล้นตลิ่งแล้วในหลายจุด ตลอดจนตรวจดูประตูระบายน้ำตามคลองส่งน้ำ และประตูระบายน้ำ D 8 ห้วยพระคือ เป็นจุดสำคัญในการเร่งระบายน้ำออกจากเขตเศรษฐกิจชั้นในของเมืองขอนแก่น 


รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงแนวทางป้องกันน้ำพองเอ่อเข้าท่วมเขตชั้นในของเมืองขอนแก่นว่า ต้องปิดทางน้ำ 3 ทาง ได้แก่ ประตูห้วยปากใหญ่ บริเวณแนวถนนทางหลวงชนบทสายน้ำพอง – ขอนแก่น และประตูระบายน้ำตามคลองส่งน้ำ ต.บึงเนียม เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำพองไหลลงสู่ห้วยพระคือ ซึ่งจะเอ่อล้นเข้าท่วมเขตเมืองชั้นใน โดยทั้ง 3 ทางนี้จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 วัน และใช้เวลาอีกประมาณ 1 เดือนสถานการณ์น่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ

ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำชี ผู้สื่อข่าวพบว่า เพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยจากการวัดระดับน้ำ ที่จุดวัดระดับน้ำแม่น้ำชี ต.ท่าพระ อ.เมือง จ.ขอนแก่น พบว่ามีระดับน้ำสูง 9.15 เมตร สูงจากเมื่อวานที่ผ่านมา 3 ซม. โดยกระแสน้ำได้ไหลเชี่ยวกรากอย่างมาก ซึ่งจากการที่ระดับน้ำในแม่น้ำชีได้เพิ่มสูงขึ้นมาตลอดทั้งสัปดาห์ จากภาวะพายุฝนที่ตกลงมาอย่างหนักอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมวลน้ำหนุนจาก จ.ชัยภูมิได้พาดผ่านเข้ามาในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ส่งผลให้พื้นที่อำเภอทางตอนล่างของจังหวัด หลายหมู่บ้านเริ่มที่จะประสบปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะหมู่บ้านที่ติดอยู่กับแม่น้ำชี


โดยเฉพาะพื้นที่ บ.หนองปลาเข็ง ต.ท่าพระ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ที่ขณะนี้ระดับน้ำได้ไหลเอ่อท่วมบ้านเรือนของประชาชนรวมแล้ว 25 หลังคาเรือน เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลท่าพระ (ทต.) ได้เร่งให้การช่วยเหลือด้วยการนำเต็นท์ขนาดใหญ่ไปติดตั้งไว้ในพื้นที่ที่ปลอดภัย เนื่องจากประชาชนเริ่มนำสิ่งของออกจากบ้านมาไว้บนที่สูง นอกจากนี้ทางเทศบาลฯ ได้มีการจัดตั้งจุดพักพิงชั่วคราว ไว้ที่บริเวณที่ทำการตลาดนัดชุมชน บ.หนองปลาเข็ง เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมได้มาพักอาศัย โดยขณะนี้มีประชาชนมาขอพักในจุดดังกล่าวแล้ว 4 ครัวเรือนและมีแนวโน้มที่จะมีมากขึ้นตามปริมาณน้ำหนุนที่เพิ่มขึ้นในทุกชั่วโมง


นายประสิทธิ์ ตาตินิจ รองนายก ทต.ท่าพระ กล่าวว่า นอกจากบ้านเรือนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำในแม่น้ำชีหนุนสูง ที่ท่วมบ้านเรือนของประชาชนแล้ว 25 หลังคาเรือน ยังคงมีพื้นที่ทางการเกษตร โดยเฉพาะนาข้าวที่กระแสน้ำได้ไหลท่วมแล้วรวมกว่า 1,500 ไร่ ในขณะที่พื้นที่ ต.เมืองเก่า ซึ่งตั้งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำชี กระแสน้ำได้เริ่มไหลเข้าท่วมพื้นที่ทางการเกษตรและบ้านเรือนของประชาชนบางส่วนแล้วเช่นกัน


"เทศบาลฯ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำชีเพื่อแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ที่เสี่ยงภัย ซึ่งยังคงยืนยันในสถานการณ์น้ำท่วมที่ขณะนี้เทศบาลฯยังคงเอาอยู่ เนื่องจากพื้นที่ ต.ท่าพระ เป็นพื้นที่ทางตอนล่างของเขต อ.เมือง ที่เป็นด่านแรกที่จะรับน้ำจากแม่น้ำชีที่หนุนสูงขึ้น ก่อนที่แม่น้ำชีจะไหลไปบรรจบกับแม่น้ำพองและไหลไปในพื้นที่ จ.มหาสารคาม ขณะที่ในปี 2554 ที่ผ่านมานั้นระดับน้ำในแม่น้ำชีที่สูงกว่า 9 เมตร ได้ไหลท่วมบ้านเรือนของประชาชนจำนวนมาก แต่ปีนี้เทศบาลได้เสริมพนังกั้นน้ำที่สูงขึ้นจากเดิม ทำให้ในขณะนี้ยังคงรับสถานการณ์น้ำหนุนสูงได้ แต่มีบางจุดที่เป็นที่ลุ่มมวลน้ำได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่ซึ่งเทศบาลฯได้ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยการนำน้ำดื่ม ยารักษาโรคและข้าวสารอาหารแห้งไปมอบให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว"


จากการลงพื้นที่ของทีมข่าว สำรวจปริมาณน้ำในแม่น้ำชีช่วงรอยต่อระหว่าง ต.ท่าพระ ต.เมืองเก่าและเขตเทศบาลนครขอนแก่น พบว่าระดับน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นในทุกชั่วโมง โดยเฉพาะเขตพื้นที่ ต.ท่าพระ เชื่อมต่อ บ.กุดเกว้าง ต.เมืองเก่า ที่กระแสน้ำได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่ทางการเกษตรและบ้านเรือนของประชาชนบางส่วนแล้ว นอกจากนี้กระแสน้ำยังคงได้ไหลท่วมจุดที่ทำการก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ช่วงสะพานข้ามแม่น้ำชี ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่และเตรียมเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ออกเนื่องจากมีกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวตลอดเวลา.