วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เมื่อชาวโลกถวายความเทิดทูนแด่ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่9

ควีนเอลิซาเบธที่ 2 กับรัชกาลที่ 9.

เป็นธรรมเนียมแต่โบราณกาลนานมา ที่ประมุขหรือผู้นำของประเทศซึ่งมีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกัน เมื่อถึงวาระโอกาสอันสำคัญก็จะมีการถวายหรือมอบของที่ระลึกให้ระหว่างกัน ซึ่งไทยเราก็มีธรรมเนียมอันดีงามนี้เช่นกัน ดังเช่นที่อดีตนักเขียนผู้โด่งดัง คุณวิลาศ มณีวัต ได้เคยเขียนเล่าไว้ในต่วย’ตูน พ็อกเกตบุ๊ก ฉบับสิงหาคม 2524 เรื่อง “ของฝาก” โดยมีบางตอนดังนี้

....ครั้งสมัยเมื่อคณะราชทูตไทยไปอังกฤษเมื่อร้อยยี่สิบกว่าปีมาแล้ว โดยมีพระยามนตรีสุริวงษ์ เป็นหัวหน้าคณะ และมีหม่อมราโชทัยร่วมไปด้วย พอกลับมาท่านก็มาแต่ง “นิราศลอนดอน” อันลือเลื่อง ให้เราได้อ่านกันอย่างไพเราะนั้น คณะทูตชุดที่ว่านั้นได้อัญเชิญ “ของฝาก” จากรัชกาลที่สี่ไปด้วย เพื่อทูลเกล้าฯถวายแด่ควีนวิกตอเรีย หนังสือพิมพ์รายวันในอังกฤษได้ลงข่าวกันเกรียวกราว เพราะ “ของฝาก” จากพระเจ้ากรุงสยามมีความงามวิจิตรพิสดารอย่างที่คนอังกฤษไม่เคยเห็นมาก่อน ของที่โปรดเกล้าฯให้คณะทูตนำไปถวาย ล้วนแต่เป็นของไทยๆ ที่แสดงถึงศิลปวัฒนธรรมไทย เช่น ขันน้ำกับพานรองลงยาราชาวดี หีบทองลงยา ตลับยานัตถุ์ทองลงยา ซองบุหรี่ทองลงยา ดาบฝักทองคำจำหลัก ที่ชาถมตะทอง เป็นต้น

กาลเวลาผ่านไปจนกระทั่งถึง 2503 หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาแล้ว ก็ได้เสด็จเลยไปทางประเทศอังกฤษ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ได้ทรงต้อนรับให้ล้นเกล้าฯทั้งสองพระองค์ประทับที่พระราชวังบั๊กกิ้งแฮม และได้โปรดให้จัดของไทยๆ เช่น ขันน้ำกับพานรองลงยา และซองบุหรี่ทองลงยา ฯลฯ อันเป็นของขวัญจากรัชกาลที่สี่ ที่ส่งไปพระราชทานควีนวิกตอเรีย ครั้งหม่อมราโชทัยโน่น ก็รับสั่งให้เจ้าหน้าที่ขนออกมาประดับประดาตกแต่งห้องนั่งเล่น ที่ล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์ประทับ ทำให้ทรงรู้สึกเหมือนกับอยู่ในพระราชวังที่กรุงเทพฯ ปกติของสวยๆงามๆเหล่านี้ ทางอังกฤษเขาส่งไปเก็บไว้ที่พระราชวังวินด์เซอร์

ผมเกิดอยากรู้ว่าเวลาทูตไทยไปประเทศอื่น ที่มีพระเจ้าแผ่นดินเป็นบุรุษ จะมีอะไรไปถวายเป็น “ของขวัญ” จากพระเจ้ากรุงสยามบ้าง ก็ไปเปิดดูพงศาวดารตอนคณะอัครราชทูตไทยไปฝรั่งเศสเมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว เครื่องมงคลราชบรรณาการที่อัญเชิญไปถวายเอ็มเปอเรอฝรั่งเศสนั้น มีเครื่องทองลงยาเครื่องทองคำและเครื่องอาวุธ เห็นได้ว่าเครื่องทองลงยานั้นเป็นศิลปะประจำชาติที่งามนัก ขาดไม่ได้เพราะที่ไหนๆก็ไม่มี

ในพงศาวดารบันทึกไว้ว่า เอ็มเปอเรอฝรั่งเศสเมื่อทอดพระเนตรเครื่องมงคลราชบรรณาการแล้ว “...รับสั่งว่าฝีมือช่างไทยทำสิ่งของลงยาลายสลัก ประดับเพชรประดับพลอยงามกว่าของในประเทศอื่น”

เมื่อครั้งสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธเสด็จเมืองไทย ของขวัญที่สมเด็จพระบรมราชินีนาถของเราพระราชทานก็คือ พัด แต่ความพิเศษและความงามนั้นอยู่ที่ภาพวาดรูปอิเหนากับบุษบา ซึ่งเป็นภาพฝีมือ จักรพันธ์ โปษยกฤต จิตรกรเอก ภาพนี้เองทำให้พัดด้ามนั้น เป็นพัดที่งามหาที่เปรียบมิได้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่าโปรดการเล่นเรือใบ ดังนั้น เมื่อดยุคแห่งเอดินเบอระเสด็จมาเยี่ยม จึงได้ถวายเรือใบแบบสองลำติดกัน เห็นจะเป็นเพราะดุ๊กถวายนี่เอง ต่อมาเห็นเรียกเรือลำนั้นกันว่า “ปลาดุก”...

จะเห็นได้ว่าสิ่งของที่ประมุขประเทศถวายต่อกันนั้นส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งประณีตวิจิตรล้ำค่า หากทว่าในช่วงระยะเวลาภายหลังนี้ สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระประมุขของไทยเราเมื่อรัชกาลก่อน ทรงได้รับการถวายจากต่างชาตินั้นได้เปลี่ยนแปรไปด้วยจากการที่พระองค์ท่านทรงมีพระอัจฉริยภาพมากมาย โดยเฉพาะในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทรงนำความรู้เหล่านี้มาพัฒนาช่วยเหลือราษฎรชาวไทยจนเป็นที่ประจักษ์แก่นานาชาติ สิ่งที่พระองค์ท่านทรงได้รับการถวายจึงเป็นรางวัลจากองค์การสำคัญๆของโลก เป็นการเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อเหล่าอาณาประชาชาติ รางวัลที่พระองค์ท่านทรงได้รับนั้นมีหลากหลาย ซึ่งจะขอคัดมาลงให้ทัศนาดังนี้

เริ่มจากรางวัลสิ่งประดิษฐ์ดีเด่นในงาน “Brussels Ureka 2000” ซึ่งเป็นงานแสดงสิ่งประดิษฐ์ใหม่ของโลกวิทยาศาสตร์ ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ในปี พ.ศ.2543 โดยสภาวิจัยแห่งชาติได้นำเครื่องกลเติมอากาศ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” ในพระองค์เข้าประกวด ซึ่งทรงได้รับการทูลเกล้าฯถวายรางวัลรวมทั้งประกาศนียบัตรและเงินรางวัล

ต่อมาในปี พ.ศ.2549 นายโคฟี อันนัน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (UN) ทูลเกล้าฯถวายรางวัล “ความสำเร็จสูงสุด ด้านการพัฒนามนุษย์ (The Human Development Lifetime Achievement Award)” แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่อเฉลิมพระเกียรติในพระราชกรณียกิจในการพัฒนาคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีของพสกนิกรตลอดรัชสมัย

ปี พ.ศ.2550 มูลนิธิ “The World Food Prize” รัฐไอโอวา สหรัฐอเมริกา ทูลเกล้าฯถวายเหรียญรางวัล “Dr.Norman E. Borlaug World Food Prize Medallion” สดุดีพระเกียรติคุณที่ทรงช่วยเหลือประชาชนชาวไทยให้มีโภชนาการที่ดี

ปี พ.ศ.2552 นายฟรานซิส เกอร์รี ผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เดินทางมาเข้าเฝ้าฯและทูลเกล้าฯถวายเหรียญรางวัลผู้นำโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จึงนับเป็นพระองค์แรกของโลกที่ได้รับรางวัลนี้ เพราะไม่เคยมีผู้นำของโลกรายใดได้รับรางวัลนี้มาก่อน

และใน พ.ศ.2552 ปีเดียวกันนี้ คณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงานวันนักประดิษฐ์ประจำปี 2552 ได้เข้าเฝ้าฯทูลเกล้าฯถวายรางวัล “Glory to the Greatest Inventor : His Majesty King Bhumibol Adulyadej in the Year of Creativity & Innovation 2009” ของสหพันธ์สมาคมนักประดิษฐ์นานาชาติ (IFIA) นอกจากนี้ ก็ยังมีรางวัลนักประดิษฐ์จากชาติต่างๆที่ถวายพร้อมกันด้วย ได้แก่ จากสาธารณรัฐฮังการี สาธารณรัฐเกาหลี และสหพันธรัฐรัสเซีย

และท้ายที่สุดในปี พ.ศ.2555 สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ (International Union of Soil Science-IUSS) ซึ่งประจักษ์ถึงพระราชวิสัยทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในการบริหารทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน โดยทรงเป็นผู้นำและปฏิบัติด้วยพระองค์เอง ในการพัฒนาและปรับปรุงดิน ตามพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ ซึ่งทุกโครงการประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง จึงมีมติเห็นสมควรขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสทูลเกล้าฯถวายรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม (Humanitarian Soil Scientist) เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณ โดยเหรียญรางวัลด้านหนึ่งมีตราสัญลักษณ์และชื่อ IUSS ส่วนอีกด้านหนึ่งจารึกพระปรมาภิไธย และข้อความสดุดีพระเกียรติคุณ

ยิ่งกว่านั้น ยังมีมติให้วันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้เป็น “วันดินโลก (World Soil Day)” ของทุกๆปี เพื่อเฉลิมพระเกียรติคุณทางด้านนี้ของพระองค์ท่าน ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ประกาศเฉลิมฉลองวันดินโลก 5 ธันวาคม ปี พ.ศ.2557 เป็นปีแรก

จากภาพรางวัลต่างๆที่พระองค์ท่านทรงได้รับนั้น เห็นได้ว่าราคามิได้สูงส่งดั่งเครื่องราชบรรณาการอื่นๆ หากทว่าในด้านคุณค่าแห่งพระเกียรติยศนั้นย่อมเกินกว่าจะประเมินค่าได้ นับเป็นความภาคภูมิใจของประชาชนชาวไทยทุกคน ผู้รักใคร่เทิดทูนพระองค์ท่านตราบเท่านิรันดร์กาล.


โดย :อุดร จารุรัตน์
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน