วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พลังของกลุ่มคนส่งผลอะไรกับเราบ้าง

โดย ครูเคท

วันก่อนเพื่อนชวนไปทำบุญปล่อยปลาซื้อชีวิตปลาที่เขากำลังจะนำขึ้นเขียงทุบหัว และถวายสังฆทาน ที่วัดแห่งหนึ่งแถวเมืองนนท์ ไม่มีคนรู้จัก เราได้สัมผัสถึงความสุขอันเกิดจากความสงบและอิ่มบุญ จากนั้น เพื่อนชวนต่อให้ไปสังเกตการณ์ผู้คนที่ไปเข้าร่วมในศาสนสถานแห่งหนึ่ง (เพราะไปได้ยินมาว่ามีคนไปกันเยอะ) ที่เรียกว่าศาสนสถานเพราะว่าไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นศาสนาใด เท่าที่สังเกตดูมีการบูชาเทวรูปมากมาย บางองค์ดูเหมือนเทพเจ้าฮินดู บางรูปดูเหมือนซาตานของศาสนาคริสต์ และอีกหลายๆ ตัว (ไม่น่าเรียกว่าองค์) เหมือนตัวละครในวรรณคดีอย่างผีเสื้อสมุทร ก็มี เจ้าหน้าที่ที่ผู้คนเรียกว่าอาจารย์ที่อยู่ในนั้นสวมชุดเสื้อแขนยาวกางเกงขายาวกึ่งโจงกระเบนแบบพระจีนผสมอินเดีย มีทั้งชุดสีขาว และสีดำ ห้อยประคำ บรรยากาศภายในบริเวณมีกลิ่นกำยานอบอวลและเสียงเพลงภาษาแขกให้ความรู้สึกขลังดี ขณะที่พวกเราซึ่งตั้งใจเข้าไปชื่นชมความงามของศาสนสถานโดยไม่ได้มีจิตลบหลู่แต่ประการใดได้ก้าวเข้าไปด้านในและมองรูปปั้นที่สวยงามมากๆ พวกเรากลับเกิดความรู้สึกอึดอัด ปวดหัว คลื่นไส้กันทั่วหน้าโดยไม่ทราบสาเหตุ พวกเราคิดกันเอาเองว่าอาจจะเป็นเพราะบรรยากาศกลิ่นกำยานและเพลงสวด บวกกับรูปปั้นที่สวยงามด้วยรายละเอียดอันประณีต แต่แฝงไว้ด้วยความน่ากลัวน่าขนลุก ทำให้จิตของเราปั่นป่วนจนเกิดอาการต่างๆ นานา เราจึงค่อยๆ เดินต่อไปอย่างสำรวม พบเห็นผู้คนหนุ่มสาวหน้าตาดี แต่แววตาเหมือนไม่มีความสุขสักเท่าไรมานั่งสวดมนต์ นั่งสมาธิกันตามระเบียงบ้าง ในห้องสมาธิบ้างเต็มไปหมด บางคนก็เข้าไปรับคำปรึกษาจากอาจารย์ พวกเราตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องทำสมาธิเพราะคิดว่าแอร์เย็นๆ และบรรยากาศเงียบสงบอาจจะช่วยทำให้อาการอึดอัดคลื่นไส้เวียนหัวจะหายไปได้บ้าง แต่ผิดคาดความเย็นของแอร์ไม่ได้ช่วยอะไร แต่การได้เห็นคนนั่งสมาธิแต่มีการหายใจถี่และแรง มันเป็นภาพที่ขัดๆ อย่างไรไม่รู้ เพราะที่เราเคยเห็นคนนั่งสมาธิส่วนใหญ่ลมหายใจจะค่อยๆ ละเอียดอ่อนมากขึ้น แผ่วเบามากขึ้น ไม่ได้หายใจแรงอย่างที่เห็นที่นี่

พวกเราจึงสรุปกันเอาเองว่าที่เราเกิดอาการอึดอัด ปวดหัว คลื่นไส้ ถ้าอธิบายด้วยหลักเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ก็อาจเป็นเพราะอากาศอบอ้าว คือฝนเพิ่งหยุดตกและไปร้อนจากพื้นอาจทำให้เราปวดหัวได้ ประกอบกับกลิ่นกำยานที่ไม่คุ้นเคย และเสียงเพลงที่ทำให้เรารู้สึกขลัง (จริงๆ คืออาจจะกลัวหรือระแวง) ก็เลยทำให้เกิดอาการต่างๆ แต่ถ้าอธิบายด้วยความรู้สึกล้วนๆ พวกเราสัมผัสกับความรู้สึกทุกข์ของผู้คนที่ไปที่นั่น เราได้เห็นสีหน้าอันอมทุกข์ของพวกเขา ได้เห็นความพยายามที่จะหาทางขจัดทุกข์ของพวกเขา (แม้จะดูไม่เมคเซ้นส์ในความรู้สึกของเราก็ตาม) ด้วยการนั่งนับลมหายใจให้ได้พันครั้ง และท่องบริกรรมคาถา จิตของพวกเราที่เพิ่งไปทำบุญมาและรู้สึกเบาสบาย พอมาสัมผัสกับความทุกข์ของผู้คนจำนวนมาก ก็คงเกิดอาการปะทะกันอย่างรุนแรง

ก่อนกลับ เราเลยคุยกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นคนเดียวที่ยิ้มกับเรา (คนอื่นเราพูดด้วยก็ไม่ยิ้ม) เธอบอกว่าเธอมาสวดมนต์ที่นี่เป็นประจำ สวดแล้วสบายใจ ทำมาค้าขึ้น ขออะไรก็ได้สมหวัง เราสัมผัสได้ว่าเธอมีความสุขจริงๆ ดูจากสีหน้าทางท่าน้ำเสียงและแววตา พอเรานั่งคุยกับเธอได้สักพัก เราก็รู้สึกหายอึดอัด หายปวดหัว เลยทำให้เราสรุปกันว่า ถ้าเราอยู่ใกล้ๆ ผู้คนที่มีความสุข เราก็จะสัมผัสพลังความสุขนั้นได้ ถ้าอยู่ใกล้คนที่มีความทุกข์ เราก็จะสัมผัสพลังความทุกข์นั้น เราก็ถามกันต่อว่าแล้วพลังทั้งสุขและทุกข์นั้นจะส่งผลอะไรกับเราได้อย่างไร พอย้อนกลับมาดูประสบการณ์วันนั้น เราก็เริ่มเข้าใจว่าจริงๆ แล้ว ไม่ว่าใครจะมีพลังบวกลบอะไรก็ไม่เกี่ยวข้องกับเรา แต่เมื่อไรที่เราเริ่มคิดต่อหรือปรุงแต่งต่อในใจและเชื่อมโยงความรู้สึกนั้นกับความคิดของตัวเอง เมื่อนั้นเราก็จะเป็นทุกข์ตามเขา หรือเป็นสุขตามเขา ดังนั้น คนเรามีทางเลือกที่จะพาตัวไปใกล้กลุ่มคนที่มีพลังทุกข์หรือพลังสุข และเลือกได้ว่าจะรับความรู้สึกนั้นเข้ามาหรือไม่ และที่สำคัญเราไม่ควรไปตัดสินคนอื่นว่าเขาทำอะไรแปลกๆ เพียงเพราะเราทำไม่เหมือนเขา หรือตัดสินว่าเขางมงาย เพียงเพราะเราเชื่อไม่เหมือนเขาค่ะ

ใครมีปัญหาญาติพี่น้องติดกลุ่มลัทธิ ปัญหาครอบครัว ความสัมพันธ์ การทำงาน ติดโซเชียล ติดเกม panic และ phobia มารับคำปรึกษากับครูเคทได้ที่ KruKate Counseling Center ต้องการนัดคิว โทร. 0814581165 หรือเข้าไปฝากคำถามและแชร์ประสบการณ์ในแฟนเพจ www.facebook.com/kateinspirer และ YouTube channels: Kate Inspirer ได้นะคะ

ครูเคท