วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โขน ละคร มหรสพไทย เทิดไท้ภูมิพล

พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2560 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จัดแสดงมหรสพสมโภชตามโบราณราชประเพณี มหรสพมี หนึ่ง-การแสดงโขนหน้าพระเมรุมาศ สอง-การแสดงมหรสพบนเวทีกลางแจ้ง ทั้งสองประการ เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ และให้ไพร่ฟ้าประชาไทยได้ชม

การจัดแสดงมหรสพงานพระศพและพระบรมศพในราชสำนักสยาม ปรากฏร่องรอยในจดหมายเหตุ วรรณคดี และเอกสารเก่าที่ตกทอดมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา อาทิ จดหมายเหตุลาลูแบร์ ว่าด้วยการปลงศพสมัยพระนารายณ์ ความว่า...

“ที่ทำกันเป็นธรรมเนียมในงานปลง ศพของชาวสยาม เขาทำให้งานปลงศพสวยงามขึ้นด้วยการจุดดอกไม้ไฟเป็นอันมาก และถ้าเป็นงานปลงศพบุคคลที่มีวาสนาบารมีมากแล้ว ก็จะมีการจุดดอกไม้ไฟติดต่อกัน 3 วัน 3 คืน”

งานพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในบรมโกศ ปรากฏในพงศาวดารว่า...

“การเล่นมหรสพทั้งปวง ให้มีโขน หนัง ละครหุ่นและมอญรำระบำเทพทองโมงครุ่ม ผาลาคุลาตีไม้ สารพัดมีการเล่นต่างๆนานา ครบครัน ให้ทานแก่อาณาประชาราษฎร์ทั้งปวง”

หนึ่งมหรสพที่จัดแสดงในงานพระศพและพระบรมศพสืบต่อกันมา ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี เรื่อยมาจวบจนปัจจุบันคือ โขน

งานถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 กรมศิลปากรจัดให้มีการแสดงโขนหน้าพระที่นั่งทรงธรรม หรือหน้าพระเมรุมาศ โดยแสดงเรื่อง รามเกียรติ์ ผู้แสดงคือนาฏศิลปินจากสำนักการสังคีต นักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยนาฏศิลป์ทั่วประเทศ 12 แห่ง และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ รวมคณะผู้แสดงและเกี่ยวข้องราว 300 คน

ถือเป็นการแสดงครั้งยิ่งใหญ่ และเพียบพร้อมไปด้วยศิลปะในแขนงต่างๆ อย่างแท้จริง

ร่องรอยการแสดงโขนในงานพระราชพิธีพระศพและพระบรมศพในอดีตนั้น ปรากฏอยู่ในวรรณคดีเรื่อง ลิลิตพระลอ ช่วงงานศพของพระลอ ดังความว่า...

“บรรเขบ็จภาพเรียงราย ขยายโรงโขนโรงรำ ทำรทาราวเทียน โคมเวียนโคมแว่นผจงโคมรหงฉลักเฉลา เสาโคมเรียงสล้าย เถลิงต้ายเตี้ยกำแพง”

สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ปรากฏอยู่ในโคลงถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิพระเจ้าหลวง พระนิพนธ์ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นศรีสุเรนทร์ พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงอธิบายว่า มีทั้งโขน มอญรำ ละคร โมงครุ่ม ไต่ลวด งิ้วและกายกรรม

ตัวอย่างเช่น “โรงโขนโรงหุ่นงิ้ว ลครโรง รธาช่องรธาโยง เชือกไว้”

ครั้นงานพระบรมศพพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เสถียรโกเศศ เล่าไว้ในวารสารศิลปากร เมื่อปี พ.ศ.2490 ความว่า “โขน เป็นการมหรสพที่ขึ้นหน้าขึ้นตาที่สุดและจัดเป็นการแสดงชั้นคลาสสิก” และยังแบ่งมหรสพไว้เป็น 2 ประเภทคือ มหรสพที่เล่นบนบก และมหรสพที่เล่นในน้ำ

มหรสพบนบก ได้แก่ เครื่องเล่นหกคะเมน ญวนหก ไต่ลวด นอกหอก นอนดาบ คาบค้อน และมีเล่นกลต่างๆ เช่น โมงครุ่ม คุลาตีไม้ กะอั้วแทงควาย ระแบง ระบำ หนัง หุ่น ละครโรง โขนโรง มวย ส่วน มหรสพในน้ำ ได้แก่ หุ่น ละคร งิ้ว และมีการละเล่นอื่นๆในน้ำอีกหลายอย่าง

สืบมา ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ณ พระเมรุท้องสนามหลวง เมื่อวันจันทร์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ.2555 ก็จัดแสดงโขนหน้าจอ บริเวณทิศเหนือ ด้านสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

โขนหน้าจอ แสดงเรื่องรามเกียรติ์ ทั้งหมด 12 ชุด อาทิ สีดาหาย, ปราบพญาขร, ตามกวาง และ จองถนน เป็นต้น โขนหน้าจอเรื่องรามเกียรติ์ ใน 12 ตอนที่นำมาแสดง ดำเนินเรื่องตามบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 6 ผู้ทำบทล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญและข้าราชการของ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร และ วิทยาลัยนาฏศิลป์

การแสดงโขน นิยมนำเรื่องรามเกียรติ์มาแสดง วรรณคดีเรื่องนี้มีหลายสำนวน ทั้งที่ประพันธ์ขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ บทประพันธ์ในสมัยรัตนโกสินทร์ นิยมแสดงตามสำนวนของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2

สาเหตุที่โขนมีความสำคัญต่อราชสำนักสยามมาแต่บรรพกาล นอกจากเนื้อหาจะกล่าวถึงแสนยานุภาพของพระราม องค์เทพที่มีนัยสำคัญต่อราชสำนักสยามมาแต่กรุงศรีอยุธยาแล้ว โขนยังได้รวมเอาศิลปะหลายแขนงมาใช้ร่วมกัน

เป็นต้นว่า ศิลปะการแต่งกาย เชื่อว่าได้รับอิทธิพลการแต่งกายมาจากการแสดงตำนานสรรเสริญพระเจ้าของศาสนาฮินดู ได้แก่ การแสดงชักนาคดึกดำบรรพ์ ศิลปะการใช้ท่าทางและอาวุธ เชื่อกันว่าได้รับอิทธิพลมาจากการแสดงกระบี่กระบอง ส่วนบทพากย์เจรจา ตลอดจนท่าเต้น สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากการแสดงหนังใหญ่

มหรสพสำคัญในงานพระศพและพระบรมศพในราชสำนักสยามแต่โบราณกาล นอกจากโขนแล้ว ยังมีการแสดงอื่นๆ เช่น หนัง ละคร และหุ่น เป็นต้น

หนัง เป็นมหรสพของไทยมาแต่บรรพกาล มีทั้ง หนังใหญ่ และ หนังตะลุง นิยมแสดงเรื่องรามเกียรติ์ เหมือนกับโขนการแสดงหนังใหญ่ แต่เดิมจะแสดงบนพื้นดิน มีจอผ้าขาวขลิบแดงขนาดใหญ่ขึงอยู่บนไม้กระบอกที่ปักอยู่บนดิน ด้านหลังมีร้านเพลิงสุมไฟให้สว่าง การเชิดหนัง เชิดได้ทั้งหน้าจอและหลังจอ ส่วนการดำเนินเรื่อง จะดำเนินตามบทพากย์เจรจา มีปี่พาทย์บรรเลงหน้าพาทย์ประกอบการเชิด

ละคร เป็นมหรสพเก่าแก่คู่ราชสำนักสยามอีกประเภทหนึ่ง ลักษณะการเล่าเรื่องเชื่อกันว่า เกิดมาจากการแสดงท่าทางประกอบนิทาน ส่วนการร่ายรำนั้น เชื่อว่าพัฒนามาจากระบำรำถวายพระมหากษัตริย์ ละครมีทั้ง ละครนอก ละครใน และ ละครชาตรี เป็นต้น

ละครใน มีกำเนิดมาจากในพระราชฐานจึงเรียกว่าละครนางใน หรือละครใน พัฒนามาจากระบำ นำมาแสดงเป็นเรื่องเลียนแบบโขน ใช้ผู้แสดงเป็นหญิงล้วน ส่วน ละครนอก เดิมเป็นละครชาวบ้านที่เล่นกันอย่างแพร่หลายเรียกว่าละคร ต่อมาเมื่อมีละครในเกิดขึ้น จึงเปลี่ยนชื่อมาเรียกว่า ละครนอก การแสดงละครนอก เน้นที่การดำเนินเรื่องรวดเร็ว สนุกสนาน ท่าร่ายรำกระฉับกระเฉง และแทรกบทตลกขบขัน มีเพลงร้องและปี่พาทย์ประกอบการแสดง

มหรสพโบราณของสยามอีกชนิดหนึ่งคือ หุ่น จัดทำเป็นรูปตัวละคร ตัวโขน ที่ใช้สำหรับเชิดชักแทนตัวผู้แสดง หุ่นไทยเป็นหุ่นที่ชักเชิดจากแกนไม้ และสายใยจากเบื้องล่าง หุ่นที่สำคัญคือ หุ่นหลวง เนื่องจากมีขนาดใหญ่และเป็นมหรสพในพระราช-สำนักมาก่อน การแสดงหุ่นหลวงเชื่อกันว่าสิ้นสุดในสมัยรัชกาลที่ 5 สืบมาเกิดหุ่นอื่นๆ ขึ้นมาแทน เช่น หุ่นกระบอก เป็นต้น

ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช นอกจาก “โขนหน้าพระที่นั่งทรงธรรม หรือหน้าพระเมรุมาศ” ยังมีการแสดงมหรสพอื่นๆ ณ เวทีกลางแจ้ง บริเวณสนามหลวงด้านทิศเหนืออีก 3 เวที ทุกเวทีจะเริ่มแสดง 18.00 น. จนถึงเวลา 06.00 น. ของวันรุ่งขึ้น การแสดงทั้ง 3 เวทีมีดังนี้

เวทีที่ 1 แสดงหนังใหญ่เบิกหน้าพระ และโขนเรื่องรามเกียรติ์ โดยนาฏศิลปินของ สำนักการสังคีต กรมศิลปากร ร่วมด้วยครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา วิทยาลัยนาฏศิลป์ 12 แห่ง และ สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เวทีพิเศษสุดคือ มีการแสดงโขนพระราชทานของ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ โดย ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เป็นประธานคณะกรรมการจัดการแสดง โดยระดมผู้เชี่ยวชาญแต่ศาสตร์ของโขนมาสร้างสรรค์การแสดง

อาจารย์ประเมษฐ์ บุณยะชัย ผู้ออกแบบและจัดทำบท บอกวันแถลงข่าวว่า ปกติการแสดงโขนจะจัดแสดงภายในอาคารสถานที่ แต่ครั้งนี้เป็นการแสดงกลางแจ้ง ถือเป็นการแสดงรูปแบบใหม่ จึงนำเทคนิคใหม่ๆเข้ามาใช้ ทั้งฉากและมัลติวิชั่น

กรณีฉากใหญ่ที่ไม่สามารถยกเอามาใช้ในภาคสนามได้ ก็จะใช้วิธีฉายภาพขึ้นจอแทน โขนพระราชทานของมูลนิธิศิลปาชีพ แบ่งการแสดงออกเป็น 3 ตอน ใช้เวลารวม 2 ชม.

ได้แก่ ตอนรามาวตาร, ตอนสีดาหาย–พระรามได้พล และ ตอนขับพิเภก ทั้ง 3 ตอนมีความหมายแฝง อย่างตอนแรก เป็นความเชื่อว่า กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีเป็นสมมติเทพ สืบเชื้อสายมาจากพระนารายณ์ ตอนที่สอง แสดงให้เห็นถึงผู้รักษาความดีจะร่วมกันปราบอธรรมความชั่วร้ายให้เป็นผลสำเร็จ และตอนที่สาม แสดงถึงคุณธรรมและความซื่อสัตย์

ด้านการแต่งกาย อาจารย์ประเมษฐ์ยืนยันว่า แม้จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการแต่งกาย และเพลงดนตรี เพลงขับร้องใหม่ แต่ยังรักษาจารีตประเพณีโบราณไว้อย่างครบถ้วน

ขณะที่ด้านการออกแบบฉาก อาจารย์ สุดสาคร ชายเสม บอกว่า งานนี้เป็นการนำฉากที่เคยทำไว้อย่างดีที่สุดแล้วมาถ่ายรูปและฉายขึ้นวีดิทัศน์ ประกอบกับอุปกรณ์ประกอบฉาก เช่น ราชรถ และวิมาน เป็นต้น ซึ่งมีคุณค่าความงามไม่แพ้กับฉากจริง และย้ำว่าโขนพระราชทานเป็นการแสดงโขนที่ทุกคนตั้งใจทำอย่างดีที่สุด

ส่วนเรื่องการแต่งกายตัวแสดงโขน อาจารย์วีระธรรม ตระกูลเงินไทย ผู้จัดทำเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับบอกว่า ประสบการณ์จัดแสดงโขนมาเป็นปีที่ 10 ทำให้มีเครื่องแต่งกายตัวละครแทบทุกตัว การแสดงในพระราชพิธีถวายพระ เพลิงพระบรมศพครั้งนี้ เป็นการใช้ชุดที่ทำขึ้นใหม่ ปักอย่างวิจิตร โดยจะใช้เครื่องประดับลงยาที่เคยมีมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์

เวทีที่ 2 เวที แสดงละคร หุ่นหลวง และ หุ่นกระบอก ประกอบด้วย ละคร เรื่อง พระมหาชนก การแสดง หุ่นหลวง ตอน หนุมานเข้าห้องนางวานรินทร์ การแสดง หุ่นกระบอก เรื่อง พระอภัยมณี ตอน กำเนิดสุดสาคร จนถึงเข้าเมืองการะเวก รำกิ่งไม้เงินทอง ละครใน เรื่องอิเหนา ตอนบุษบาชมศาล อิเหนาตัดดอกไม้ ฉายกริช ท้าวดาหาบวงสรวง และละคร เรื่อง มโนห์รา ผู้แสดง บรรเลง ขับร้อง จากสำนักการสังคีต กรมศิลปากร และสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

เวทีที่ 3 เวทีการบรรเลงดนตรีสากล “ธ คือ ดวงใจไทยทั่วหล้า” เป็นการบรรเลงและขับร้องเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพลงเทิดพระเกียรติ บทเพลงที่ประพันธ์ขึ้นเพื่อถวายอาลัย และบทเพลง ที่สื่อความหมายสอดคล้องกับการแสดงบนเวที

มหรสพแต่ละชนิด นอกจากสื่อความงดงามตระการตาแล้ว ยังสืบทอดประเพณีอันดีงาม แสดงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้.


****************

ศิลปิน : ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ

ภาพ : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

ขนาด 61 x79 ซม. สีน้ำมันบนผ้าใบลินิน

แรงบันดาลใจ : “ในหลวงรัชกาลท่ี 9 พระผู้เป็นที่รักยิ่งแห่งแผ่นดิน ทรงอุทิศพระวรกาย พระราชหฤทัย บำเพ็ญพระราชกรณียกิจช่วยเหลือชาวไทยตลอดพระชนม์ชีพ พระองค์เปรียบเสมือนแสงแห่งความดีที่ส่องประกายงดงาม ตราตรึง อยู่ในใจของข้าพเจ้าเสมอ การวาดภาพ ทุกฝีแปรง ทุกลายเส้น น้อมถวายด้วยความรักความศรัทธา ด้วยหัวใจ”