วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มาตามนัด! ผักแพงรับกินเจ ร้านค้าประชารัฐอู้ฟู่ยอดขายถล่มทลาย

ผักดาหน้าขึ้นราคารับเทศกาลกินเจ เหตุมีความต้องการบริโภคมากกว่าช่วงปกติ “สนธิรัตน์” สั่ง “กรมการค้าภายใน” เชื่อมโยงผลผลิตจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคให้เพียงพอ ขณะที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ แห่สต๊อกสินค้าเพิ่ม หลังยอดขายพุ่ง 5-10 เท่า

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า จากการติดตามภาวะการจำหน่ายผักและผลไม้ในเขตกรุงเทพฯ พบว่า เมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา ราคาผักคะน้าขายปลีก กิโลกรัม (กก.) ละ 40-45 บาท เพิ่มขึ้นจากวันเดียวกันของปีก่อน ที่อยู่ที่ กก.ละ 30-35 บาท, ผังบุ้งจีน กก.ละ 30-35 บาท เพิ่มขึ้นจาก กก.ละ 22-25 บาท, ผักกาดหอม กก.ละ 75-80 บาท เพิ่มขึ้นจาก กก.ละ 35-40 บาท, ผักกาดขาวปลีก กก.ละ 25-30 บาท เพิ่มจาก กก.ละ 22-25 บาท, หัวผักกาด กก.ละ 28-30 บาท เพิ่มขึ้นจาก กก.ละ 20-25 บาท, มะระจีน กก.ละ 30-35 บาท เพิ่มขึ้นจาก กก.ละ 28-30 บาท และผักกวางตุ้ง 30-35 บาท เพิ่มขึ้นจาก กก.ละ 22-25 บาท

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าอาหารเจ ที่ตลาดปากน้ำ จ.สมุทรปราการ ว่า ในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ ราคาเฉลี่ยผักสดปรับเพิ่มขึ้น 10-15% ซึ่งยังถือว่าเป็นปกติในช่วงเทศกาล เพราะมีความต้องการบริโภคมากกว่าจากช่วงปกติ ส่วนวัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหารเจ ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ยังอยู่ในระดับปกติเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ หากประชาชนถูกผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาขายสูงเกินจริง สามารถแจ้งสายด่วน กรมการค้าภายใน โทร. 1569 ได้ นอกจากนี้ยังได้กำชับให้ผู้ค้าปิดป้ายแสดงราคา รวมทั้งได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในเชื่อมโยงผักจากแหล่งผลิตไปยังตลาดที่ได้รับการส่งเสริมของกรมการค้าภายในจำนวน 80 ตลาด เพื่อให้มีผักและวัตถุดิบเพียงพอต่อความต้องการในช่วงเทศกาลกินเจ

นายสนธิรัตน์ยังกล่าวถึงการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมร้านธงฟ้าประชารัฐ ที่ จ.สมุทรปราการ ว่า มีประชาชนเดินทางมาใช้จ่ายซื้อสินค้ากันอย่างต่อเนื่อง และใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อซื้อสินค้าตามวงเงินที่ได้รับ ส่วนใหญ่ซื้อสินค้าในกลุ่มข้าวสาร น้ำมันพืช เครื่องปรุงรส สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน เป็นต้น

ทั้งนี้ ได้ขอความร่วมมือกับทางสมาคมธนาคารไทย ให้ประสานกับธนาคารพาณิชย์ช่วยติดตั้งเครื่องรูดบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (อีดีซี) ให้กับร้านค้าที่เข้าร่วมเป็นร้านธงฟ้าประชารัฐ โดยมีเป้าหมายติดตั้งเครื่องอีดีซีให้ได้ 18,000 แห่งภายในเดือน พ.ย.นี้ จากเดิมที่มีธนาคารกรุงไทยติดตั้งเพียงรายเดียว

“ประชาชนที่มีบัตรสวัสดิการทยอยมาใช้สิทธิ์รูดบัตรซื้อสินค้ากันอย่างคึกคัก ส่งผลให้ยอดขายของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นหลายเท่า จากการประเมินการจับจ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั่วประเทศพบว่า มีเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าระบบเศรษฐกิจชุมชนแล้วกว่า 1,700 ล้านบาท”

นอกจากนี้ยังมอบนโยบายให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการนำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปใช้ผิดประเภท เช่น ห้ามใช้ซื้อสินค้าในกลุ่มสุราและบุหรี่ หรือนำไปแลกเป็นเงินสด ตามที่เคยเกิดปัญหาก่อนหน้านี้ หากตรวจพบว่ากระทำความผิดจริง จะปลดออกจากโครงการ และยึดเครื่องอีดีซี รวมทั้งจะดำเนินการตามกฎหมายด้วย

ด้านนายสุรัตน์ พิมพ์ไชยา เจ้าของร้านบุ๊กบิ๊ก ร้านค้าปลีกในชุมชนซอยวัดด่าน สำโรงเหนือ จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นร้านธงฟ้าประชารัฐ กล่าวว่า ยอดขายสินค้าในร้านปรับเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว หลังจากที่รัฐบาลได้ออกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิมมียอดขายเฉลี่ยวันละ 2,000-3,000 บาท เพิ่มเป็น 10,000-20,000 บาท ส่งผลให้ร้านต้องสต๊อกสินค้าเพิ่มขึ้น เพราะบัตรสามารถซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคได้ทุกชนิด และทุกตราสินค้า ยกเว้นในกลุ่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ บุหรี่ และสินค้าฟุ่มเฟือย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร้านค้าส่วนใหญ่ที่ติดตั้งอีดีซี จะมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5-10 เท่า จากช่วงก่อนเข้าโครงการ เพราะแต่ละชุมชนจะมีร้านค้าเข้าร่วมเป็นร้านค้าธงฟ้าประชารัฐเพียง 1 ร้านเท่านั้น ส่งผลให้มียอดขายเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 10,000-100,000 บาทต่อวัน และร้านค้าชุมชนมากถึง 40,000-50,000 แห่งแจ้งความประสงค์กับกระทรวงพาณิชย์ขอเข้าร่วมโครงการ เพราะเห็นยอดขายที่เพิ่มขึ้นมาก จากเดิมยังไม่กล้าตัดสินใจเข้าร่วม เพราะไม่ต้องการเข้าสู่ระบบการเสียภาษี.