วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เบญจาพ้นคุก ได้ประกันตัว ! ยึดพาสปอร์ต สนช.โต้พิศิษฐ์

“มีชัย” พอใจ สนช.ผ่านร่างกฎหมาย คตง.ชี้คุณสมบัติต้องห้ามยึดตาม รธน. “พิศิษฐ์” อ้างคำสั่ง คสช.ไม่ถอนตัวตื๊อลงชิงผู้ว่าการ สตง.อีกสมัย “หมอเจตน์” ปัดเขียนบทเฉพาะกาลกีดกันใคร “เบญจา” พร้อมพวกยื่นคนละ 5 แสนขอประกัน ศาลปล่อยตัวชั่วคราว สั่งห้ามบินไปนอก “โอ๊ค” เดือดฉะดีเอสไอละเมิดสิทธิ ปล่อยภาพดอดรับทราบข้อหาฟอกเงิน กรณีแบงก์กรุงไทยปล่อยกู้กฤษดามหานคร จวกห่วยแตกต้องแคปรูปจากกล้องวงจรปิดแจกสื่อ โวย รมว.ยธ.ไหนว่าไม่ปฏิบัติสองมาตรฐาน “อำนวย” เชียร์ต้านนายกฯ คนนอก เด็ก ปชป.ชิ่งหนีไม่สังฆกรรม “บิ๊กตู่” เก็บตัวเร่งติดตามงาน วอนอย่ามองบัตรคนจนเอื้อประโยชน์นายทุน อธิบดี ปภ.เต้นแจงราคากลางเครื่องจับความเร็ว ยันโปร่งใส ยังแค่ร่างทีโออาร์ไม่ผูกขาดยี่ห้อใด พท.อัด ครม.มุบมิบอนุมัติช่วงโศกเศร้า

หลังจากที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินในวาระสาม โดยกำหนดบทเฉพาะกาลมาตรา 108 วรรคท้าย ทำให้อดีตผู้ว่าการ สตง.ไม่สามารถสมัครรับการสรรหาผู้ว่าการ สตง.ใหม่ได้นั้น

“มีชัย” ชี้คุณสมบัติต้องห้ามยึดตาม รธน.

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 20 ต.ค. ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านวาระสามร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินว่า กรธ.ยังไม่โต้แย้งอะไร เพราะยังไม่เห็นเนื้อหาสุดท้าย คงต้องรอให้ สนช. ส่งร่างที่ผ่านวาระสามมาก่อน กรธ.จึงค่อยพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้ง ส่วนกรณีที่กรรมาธิการ สนช. เสียงข้างมากยอมปรับเนื้อหาในมาตรา 7 วรรคสาม ที่ให้ผู้ว่าการ สตง.มีอำนาจไต่สวนเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ตามขั้นตอนที่ ป.ป.ช.กำหนด และไม่กระทบต่อการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.จะนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่ายหรือไม่นั้น เมื่อ สนช.ได้ปรับแก้ และผ่านสภาแล้ว กรธ.ก็ต้องพอใจ ส่วนที่ สนช.เพิ่มข้อห้ามไม่ให้อดีตผู้ว่าการ สตง.กลับเข้าสมัครเป็นผู้ว่าการ สตง.ได้อีกนั้น ต้องไปถาม สนช. กรธ. ไม่ได้เสนอ แต่เห็นว่าการตีความเรื่องดังกล่าวต้องขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญ ในรัฐธรรมนูญ 2560 บอกว่าผู้ว่าการ สตง.จะต้องมีคุณสมบัติและต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามเช่นเดียวกับคณะกรรมการ คตง. ซึ่งอาจมีการถกเถียงกันได้ โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าคนที่เคยเป็นผู้ว่าการ สตง.จะกลับเข้ามาดำรง ตำแหน่งได้อีกหรือไม่ ดังนั้น เมื่อ สนช.เขียนแบบนี้ อาจทำให้เกิดความชัดเจน แต่ต้องถกเถียงกันต่อไป โดย กรธ.จะไม่ไปโต้แย้งด้วย

“พิศิษฐ์” ยกคำสั่ง คสช.ตื๊อชิงผู้ว่าการ สตง.

ด้านนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ที่มีเนื้อหาให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตรวจ (สตง.) สอบเจ้าหน้าที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง ชาติ (ป.ป.ช.) ได้ ว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ กรธ.ออกแบบให้ถ่วงดุล ยึดหลักการว่าองค์กรอิสระที่มีอำนาจตรวจสอบ จะถูกตรวจสอบได้ด้วย เมื่อเป็นกฎหมายต้องยอมรับ ส่วนบทเฉพาะกาลมาตรา 108 วรรคท้าย เรื่องผู้เคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ สตง.ก่อนกฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ ให้ถือว่าเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ สตง.มาก่อน ส่งผลให้อดีตผู้ว่าการ สตง.จะมีปัญหาในการลงสมัครรับการสรรหาผู้ว่าการ สตง.ใหม่นั้น ตามกฎหมายปัจจุบัน ตนมีสิทธิลงสมัครรับการสรรหา โดยยึดตามคำสั่ง คสช.ที่ 71/2557 ได้ดูอย่างรอบคอบแล้วว่าผู้สมัครเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและดำรงตำแหน่งแล้วยังสมัครได้อีก 1 วาระ อย่างน้อย 2 ปี คำสั่งนี้ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ตนจึงมีคุณสมบัติที่จะลงสมัครได้ ถือว่าไม่เคยดำรงตำแหน่งใดในองค์กรอิสระตามความหมายที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และเป็นเรื่องที่ประชุม สนช.ก็ยอมรับ จึงไปกำหนดในบทเฉพาะกาลมาตรา 108 เพื่อสกัดกั้น สังคมต้องตั้งคำถาม เขียนกฎหมายมาตรานี้ออกมาแล้วบ้านเมืองได้ประโยชน์อย่างไร

เหน็บเวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน

เมื่อถามว่า เชื่อว่าการเขียนในมาตรา 108 เป็นการสกัดกั้นตัวเองใช่หรือไม่ นายพิศิษฐ์กล่าวว่า กฎหมายลักษณะนี้ในทางวิชาการไม่เคยเกิดขึ้น แต่ตนไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมต้องมาสกัดกั้นตน ตลอดการทำงานทั้งชีวิตทุ่มเทให้กับการทำหน้าที่ ไม่คำนึงว่าจะกระทบกับใคร คิดถึงแต่การดูแลเงินแผ่นดิน “ในอดีตคนที่อภิปรายสนับสนุนมาตรานี้ เคยอภิปรายในสมัยเป็นส.ว.สนับสนุนให้ผู้ว่าการ สตง.ท่านหนึ่งที่อายุพ้นเกณฑ์ไปแล้วให้มีสิทธิกลับมาสมัครใหม่ได้ ให้เหตุผลว่าที่เคยดำรงตำแหน่งมาก่อนไม่ถือว่าเป็นหนึ่งวาระ แต่ครั้งนี้กลับเขียนกลับกัน แสดงให้เห็นว่าคนเปลี่ยนแปลงได้ ผมจะไม่ถอนตัวจากการลงสมัคร เพราะไม่มีข้อห้าม คณะกรรมการสรรหาซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับประธาน 3 ศาลจะเป็นผู้พิจารณา เป็นเรื่องของ คตง.เป็นผู้สรรหา ถ้าหลังจากกฎหมายออกแล้ว โดยไม่มีการแก้ไขมาตรา 108 ก็ต้องเคารพไปตามนั้น แต่ระหว่างนี้หากมีการพิจารณาทบทวนว่าขัดหลักนิติธรรมแล้วจะแก้ไขเป็นเรื่องของ สนช. หรือขั้นตอนที่ส่งไปยังนายกฯที่จะพิจารณาทบทวน ผมจะไม่ยื่นเรื่องถึงนายกฯ ให้เป็นอำนาจของนายกฯพิจารณาโดยไม่ขอก้าวล่วง” นายพิศิษฐ์กล่าว

สนช.โต้ ก.ม.ลูกศักดิ์สูงกว่า ม.44

ขณะที่ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (โฆษกวิป สนช.) กล่าวถึงกรณีนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส อดีตผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน อ้างคำสั่ง คสช.ที่ 71/2557 ว่าตัวเองยังมีสิทธิลงสมัครเข้ารับการสรรหาเป็นผู้ว่าการ สตง.ได้ว่า ถ้าจะฟันธงกันต้องไปให้นักกฎหมายตีความชัดๆว่าสุดท้ายเเล้ว คำสั่งมาตรา 44 ของ คสช.กับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญอะไรมีศักดิ์สูงกว่ากัน ส่วนตัวคิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญน่าจะมีศักดิ์สูงกว่ามาตรา 44 ส่วนกรณีอดีตผู้ว่าการ สตง.บอกว่า สนช.ตั้งใจจะเขียนกฎหมายกีดกัน จะเรียกกีดกันได้อย่างไรในเมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ผ่านเสียงโหวตวาระ 3 ของที่ประชุม สนช.

ตอกทึกทักไปเองทั้งที่ตกคุณสมบัติ

“โดยเฉพาะในมาตรา 108 วรรคท้าย ถือว่าเป็นมติร่วมกันของสภา ไม่ใช่ความคิดเห็นของคนคนเดียว ที่จะไปกลั่นแกล้งหรือเตะตัดขาใครได้ ยืนยันว่าอดีตผู้ว่าการ สตง.ตกคุณสมบัติการเข้ารับการสรรหาเป็นผู้ว่าการ สตง. ถ้าประกาศใช้กฎหมายใหม่ เชื่อว่าคนที่พูดคงรู้ และไปลอกข้อกฎหมายมาอ่านเนื้อหา พร้อมตีความเอาเองได้ว่าตนเองยังมีคุณสมบัติครบหรือไม่” โฆษกวิป สนช.กล่าว

“เบญจา” กับพวกลุ้นขอประกัน

เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลอ่านคำสั่งศาลฎีกากรณีคำร้องขอปล่อยชั่วคราวคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ฟ้องนางเบญจา หลุยเจริญ อดีต รมช.คลัง สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอดีตรองอธิบดีกรมสรรพากร น.ส.จำรัส แหยมสร้อยทอง อดีตผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ อดีตผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย นายกริช วิปุลานุสาสน์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมสรรพากร และ น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ คนใกล้ชิด เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ กรณีตอบข้อหารือการคำนวณภาษีของนายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร ในการซื้อหุ้น บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น จากบริษัทแอมเพิลริช เงินได้บุคคลธรรมดาปี 2549 เพื่อชำระภาษี

ศาลปล่อยตัว-ยึดพาสปอร์ต

โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาล ชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1-4 คนละ 3 ปี และจำคุกจำเลยที่ 5 เป็นเวลา 2 ปี โดยทั้งหมดไม่รอลงอาญา ภายหลังจำเลยทั้งหมดยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างฎีกาคดีไปเมื่อวันที่ 19 ต.ค. หลังจากอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ แล้วปรากฏว่า ศาลฎีกาพิจารณาคำร้องพร้อมหลักทรัพย์แล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยทั้งห้า ตีราคาประกันคนละ 5 แสนบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยทั้งหมดเดินทางออกนอกราชอาณาจักร และยังให้นำหนังสือเดินทางมามอบต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ และให้ศาลแจ้งไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ทราบ ศาลได้ออกหมายปล่อยจำเลยทั้งห้า แล้วส่งไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯและทัณฑสถานหญิงกลาง สถานที่คุมขัง เพื่อให้ปล่อยตัวทั้งหมดออกจากเรือนจำ

ลูกชายมารับหลบขึ้นรถตู้กลับบ้าน

เมื่อเวลา 18.00 น. นางชฎาพร รักษาทรัพย์ ผอ.ทัณฑสถานหญิงกลาง เผยว่า หากศาลมีคำสั่ง ปล่อยตัวนางเบญจา หลุยเจริญ อดีต รมช.คลัง และ อดีตรองอธิบดีกรมสรรพากร เท่ากับว่าหมดอำนาจกักขังตามคำสั่งศาลแล้ว เมื่อหมายศาลมาถึงเรือนจำ เจ้าหน้าที่รับหมายปล่อยตัวแล้วตรวจสอบเอกสารความถูกต้องของหมายศาล พร้อมตรวจร่างกายเหมือนตอนรับตัวผู้ต้องขังใหม่เข้าเรือนจำ จากนั้นปล่อยตัวผู้ต้องขังออกจากเรือนจำ เสร็จสิ้นกระบวนการตามกฎระเบียบทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หน้าบริเวณหน้าทัณฑสถานหญิงกลาง มีบุตรชาย ญาติพี่น้องและทนายความ นางเบญจา มารอรับการปล่อยตัว กระทั่งเวลา 19.14 น. นางเบญจาสวมชุดสีดำ และสวมแว่นตาดำเดินออกมาจากประตูเล็ก ข้างประตูทางเข้าหลักของทัณฑสถานหญิงกลาง โดยบุตรชายนำร่มสีขาวมากางเพื่อปิดบัง ก่อนขึ้นรถตู้โฟล์ค คาราเวล สีดำ ทะเบียน ฮธ 8888 กรุงเทพมหานคร ออกไปทันที โดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ

พท.อัดดีเอสไอปล่อยภาพ “โอ๊ค”

ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ชี้แจงการเผยแพร่ภาพนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ระหว่างการเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาคดีกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้สินเชื่อ ให้กับกลุ่มบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) เพื่อยืนยันว่าเดินทางมาจริงว่าไม่น่าเชื่อว่าดีเอสไอ มองการปล่อยคลิปผู้ถูกกล่าวหากับสื่อมวลชน เป็นเรื่องปกติธรรมดา ทั้งที่สังคมกำลังตื่นตัวเรื่องการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา เป็นการจงใจปล่อยคลิปเพื่อสร้างกระแสข่าวทางการเมืองโดยไม่เคารพสิทธิ ที่ผ่านมาดีเอสไอถูกหลายฝ่ายมองว่ารับใช้ฝ่ายการเมือง จึงควรวางตัวให้เหมาะสม คดีนี้สังคมจับตาว่ามีเบื้องหลังทางการเมืองหรือไม่ และมีข่าวออกมา ดีเอสไอไม่สนใจดำเนินคดีกลุ่มผู้มีอำนาจหลายราย ใครเห็นรายชื่อย่อมรู้ว่า ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ได้ในประเทศ ทำไมดีเอสไอไม่สงสัยคนเหล่านี้บ้าง เหตุใดจึงพุ่งเป้ามาที่นายพานทองแท้ ถ้าหากดีเอสไอ ไม่ให้ความเป็นธรรมสังคมอาจมองว่านี่เป็นการเล่นงานทางการเมืองต่อครอบครัวชินวัตรก็เป็นได้

“พานทองแท้” ฉะละเมิดสิทธิ

เมื่อเวลา 17.00 น. นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือโอ๊ค บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กว่า เหตุการณ์ที่ตนไปกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อรับทราบข้อกล่าวหากรณีปล่อยกู้แบงก์กรุงไทย เจ้าหน้าที่มาคุยกับตนว่า ต้องทำงานด้วยความระวัง เพราะคราวก่อนมีเจ้าหน้าที่แอบถ่ายภาพ ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯมารับทราบข้อกล่าวหา จนภาพหลุดออกไปยังสื่อมวลชน จนทำให้นายอภิสิทธิ์จะฟ้องร้องฐานละเมิดสิทธิส่วนบุคคล อธิบดีต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาตัวคนถ่ายภาพ เมื่อได้ยินดังนั้นตนจึงได้เงยหน้าและชี้ขึ้นไปที่กล้องวงจรปิด พร้อมกับกล่าวว่า ถ้าภาพจะหลุดก็มาจากกล้องพวกนี้ เพราะไม่มีบุคคลอื่นที่จะเข้ามาถ่ายรูปในนี้ได้ แต่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าเป็นกล้องของทางราชการ ใช้เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัย ไม่ได้ใช้เพื่อการถ่ายรูปบุคคลเพื่อนำไปส่งให้สื่อมวลชน แต่มาวันนี้มีภาพตนหลุดออกมา โดยโฆษกดีเอสไอ ยอมรับว่าเป็นผู้ส่งภาพให้สื่อมวลชน เพื่อเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าพานทองแท้ได้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ถ้ามาตรฐานการทำงานของหน่วยงานต้นน้ำทางกระบวนการยุติธรรม ให้ความเป็นธรรมด้วยการละเมิดสิทธิบุคคลอื่นเช่นนี้ ประชาชนจะคาดหวังความยุติธรรม จากหน่วยงานนี้ได้อย่างไร

โวย รมว.ยธ.ไหนว่าไม่ 2 มาตรฐาน

นายพานทองแท้ระบุว่า คงต้องถามไปยังโฆษกว่า หน่วยงานของรัฐในระดับดีเอสไอไม่มีความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ห่วย ไร้ซึ่งเครดิต ถึงขนาดต้องแคบรูปของบุคคลที่มารายงานตัว จากกล้องวงจรปิดมายืนยันว่าสิ่งที่ตนเองได้แถลงไปนั้นเป็นความจริงหรือ และคงต้องถามไปถึงอธิบดีด้วยว่าลูกน้องของท่านยอมรับหน้าชื่นตาบานว่าเป็นผู้นำภาพจากกล้องวงจรปิดไปส่งให้สื่อมวลชนเอง ไม่จำเป็นจะต้องไปตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อเอาผิดอย่างอธิบดีคนก่อน จะพิจารณาโทษอย่างไร และมีคำถามต่อ รมว.ยุติธรรมว่า ตนมั่นใจว่าการไปพบพนักงานสอบสวนในครั้งนี้จะได้รับความเป็นธรรม เพราะได้แถลงขอให้ตนไปรับทราบข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรม ไม่มีการกลั่นแกล้ง ไม่ปฏิบัติในลักษณะ 2 มาตรฐาน แล้วเหตุการณ์เช่นนี้ปรากฏมาได้อย่างไร ช่วยตอบกันให้ดีๆ ตอบอย่างมืออาชีพที่เป็นตัวแทนของกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยด้วย ถ้าตอบว่าเรื่องนี้ถูกต้องแล้วคงมีคนจ้องจะขอดูกล้องวงจรปิดอีกหลายกรณี ควรต้องเปิดให้ทุกคนได้ดูเพื่อเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน แต่ละกรณีที่ดีเอสไอได้ดำเนินการมานั้นภาพมันคงจะน่าดูและน่าพิสูจน์มากกว่าภาพการไปรายงานตัวของตนเยอะ

อสส.ขอยืดเวลาอุทธรณ์จีทูจี

ส่วนความคืบหน้าการติดตามดำเนินคดีโครงการรับจำนำข้าวและการทุจริตระบายข้าวแบบจีทูจีนั้น วันเดียวกัน นายกิตินันท์ ธัชประมุข อธิบดี อัยการสำนักงานการสอบสวน คณะทำงานรับผิดชอบโครงการรับจำนำข้าวและการทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีศาลฎีกาพิพากษาจำคุกนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์กับพวก และตามรัฐธรรมนูญใหม่ ให้ยื่นอุทธรณ์คดีได้ว่า เมื่อวันที่ 20 ต.ค. พนักงานอัยการ ได้ยื่นคำร้องต่อแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา เพื่อขอขยายเวลาเป็นครั้งที่ 2 ในการยื่นอุทธรณ์คดี เนื่องจากกระบวนการพิจารณาของอัยการยังไม่แล้วเสร็จ เราขออนุญาตศาลขยายเวลาอีก 30 วัน

ยันประเด็นคืบ 50 เปอร์เซ็นต์แล้ว

อธิบดีอัยการสำนักงานสอบสวนกล่าวอีกว่า การพิจารณาประเด็นอุทธรณ์ หลังจากได้สำเนาคำพิพากษาฉบับเต็มและคำวินิจฉัยส่วนตนขององค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คนครบแล้ว อัยการจะตรวจดูและสรุปประเด็นไว้ การอุทธรณ์ก้าวหน้าเกินกว่าร้อยละ 50 แล้ว เราดูประเด็นทั้งหมดไม่ว่าเรื่องที่ศาลยกฟ้องจำเลยเอกชนบางส่วน และฐานความผิด ว่าที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้องจำเลย ที่แม้ศาลจะพิพากษาลงโทษนั้น ได้ลงโทษทุกข้อกล่าวหาหรือไม่ เช่น การฟ้องระบุการทุจริตสัญญาระบายข้าว 4 ฉบับ ศาลลงโทษทั้งหมดหรือไม่ ในส่วนที่เกี่ยวข้องและ ในส่วนกระทรวงพาณิชย์ และกรมการค้าต่างประเทศที่จะเป็นผู้เสียหายในการยื่นคำร้องขอชดใช้ความเสียหาย โดยประเด็นหน่วยงานราชการที่เสียหาย จำเป็นต้องพิจารณาอุทธรณ์ เพราะคำพิพากษาของศาลจะเป็นบรรทัดฐานต่อไปในกรณีอื่นด้วยว่า หากหน่วยงานราชการอื่นเสียหาย จะต้องให้กระทรวงคลัง มีสิทธิเพียงหน่วยงานเดียวหรือไม่ในการยื่นคำร้อง คณะทำงานอัยการจะรายงานความคืบหน้าการอุทธรณ์ให้นายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด ได้ทราบด้วย

ทนายจำเลยยื่นข้อต่อสู้ต้น พ.ย.

ด้านนายธนากร แหวกวารี ทนายความของนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และกลุ่มอดีตข้าราชการกรมการค้าต่างประเทศจำเลยที่ 4-6 คดีทุจริตระบายข้าว กล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นอุทธรณ์ของจำเลยด้วยว่า ส่วนของจำเลยที่ตนรับผิดชอบดูแลได้ขยายเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 ไปเรียบร้อยแล้ว และศาลฎีกาฯอนุญาตให้ขยายเวลาได้จนถึงประมาณวันที่ 20 พ.ย. อย่างไรก็ดีตนได้ร่างประเด็นคำอุทธรณ์เกือบจะเสร็จสิ้นแล้ว คาดว่าประมาณสัปดาห์หน้า หรือต้นเดือน พ.ย.จะยื่นคำอุทธรณ์คดีได้เรียบร้อย

“อำนวย” หนุนต้านนายกฯคนนอก

ส่วนกรณีนายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอแนะให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยร่วมกันประกาศจุดยืน ไม่เอานายกฯคนนอกนั้น วันเดียวกัน นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว ตามระบอบประชาธิปไตยในการเลือกผู้แทนประชาชนมาทำหน้าที่ ส.ส. นายกฯที่เป็นฝ่ายบริหารควรมาจากประชาชนเช่นเดียวกัน ส่วนเงื่อนไขนายกฯคนนอกที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นเพียงทางออกที่ ส.ส.เลือกนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้ แต่เชื่อว่า ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งจะเลือกนายกฯที่มาจากการเลือกตั้งได้ตั้งแต่แรก ไม่ต้องไปหานายกฯคนนอก ผิดไปจากหลักการประชาธิปไตยที่ไม่ได้มาจากประชาชน ส่วนแนวทางของพรรคเพื่อไทย วันนี้พรรคการเมืองยังไม่สามารถจัดประชุมกันได้ จึงบอกแน่ชัดไม่ได้ว่าแนวทางของพรรคจะเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะยึดหลักการประชาธิปไตยที่นายกฯต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน

“วรชัย” หวังคนไทยรู้รักสามัคคี

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอแนะให้ 2 พรรคใหญ่ประกาศจุดยืนไม่เอานายกฯคนนอกว่า เดือนนี้เป็นห้วงเดือนที่คนไทยทั้งชาติอยู่ในความโศกเศร้า ไม่อยากให้มานึกกันแต่เรื่องการเมือง อยากให้ทุกคนตรึกตรองว่าควรทำอะไรเพื่อบ้านเมืองในอนาคต คิดถึงคำสอนของพ่อหลวงที่อยากให้คนไทยรู้รักสามัคคีเพื่อเดินหน้าประเทศจะดีกว่า เพราะเรื่องการเมืองไม่ว่าใครจะชนะหรือแพ้การเลือกตั้ง แต่ถ้าเรารักกันสามัคคีกันจะเป็นทางออกให้กับบ้านเมือง

เด็ก ปชป.ลั่นไม่ร่วมสังฆกรรม

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อยากให้เพื่อไทยและประชาธิปัตย์แสดงจุดยืนไม่เอานายกฯคนนอกร่วมกัน ก่อนการเลือกตั้งว่า ตามหลักการพรรคการเมืองจะต้องชูนโยบายพรรคตนเองต่อการบริหารประเทศ ประกาศสนับสนุนหัวหน้าพรรคตนเองเป็นนายกฯ วันนี้ไม่มีใครเดาผลการเลือกตั้งได้ ถ้าผลคะแนนเสียงได้มาไม่พอต่อการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่พอต่อการโหวตนายกฯ ต้องไปจับมือกับพรรคอื่น และดูปัจจัยนโยบายโดยรวมและจุดยืนว่าตรงกันไหม ถ้านโยบายคล้ายกัน แต่จุดยืนไม่ตรงกันก็ไปด้วยกันยาก จึงยังไม่ถึงเวลาจะมาพูดเราจะเอาคนนอกหรือคนในชัดเจน คือจุดยืนเราไม่เอายัดเยียดจำนำข้าว แต่สนับสนุนประกันรายได้ อยากให้ประชาชนมองเรื่องนโยบายมากกว่าตัวบุคคล ถ้ามองแต่ตัวบุคคลจะเกิดความขัดแย้ง ประเทศต้องการความยั่งยืน ไม่ใช่การตัดสินใจในระยะสั้นบนพื้นฐานของความถูกใจ แต่สร้างความเสียหายระยะยาว

นายกฯเก็บตัวเร่งตามงาน

เมื่อเวลา 18.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ให้ความสำคัญกับการใช้เวลาในแต่ละวันให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากช่วงนี้ต้องเตรียมการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชพิธีที่สำคัญยิ่งแล้ว ยังได้เรียกประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาของประเทศ เช่น ปัญหาน้ำท่วมที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้า และวางแผนบริหารจัดการน้ำในระยะยาวด้วย พร้อมติดตามงานที่ได้สั่งการไปก่อนหน้านี้ เพื่อรับทราบปัญหาและอุปสรรคจากการปฏิบัติ และหาวิธีแก้ไขให้ลุล่วง รวมทั้งประชุมร่วมส่วนราชการเตรียมข้อมูลเข้าร่วมการประชุมที่สำคัญในเดือน พ.ย.60 คือ การประชุมผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) ที่ประเทศเวียดนาม และการประชุมสุดยอดอาเซียนที่ประเทศฟิลิปปินส์

อย่ามองบัตรคนจนเอื้อนายทุน

ต่อมาช่วงค่ำ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ถึงโครงการบัตรคนจนว่า ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการกว่า 11 ล้านราย ถือเป็นการเริ่มต้น โดยค่าใช้จ่ายรายวันจะต้องผูกโยงกับการซื้อขายสินค้าจำเป็นในครัวเรือนกว่า 300 รายการ ยังไม่สามารถไปถึงการซื้อทั่วไปได้ รัฐบาลขอให้หลายภาคเอกชนเข้ามาช่วย หลายบริษัทก็เข้ามาร่วม ขอให้ประชาชนเข้าใจว่าเราไม่ได้ทำเพื่อเอื้อประโยชน์ เพราะฉะนั้นต้องลดราคาของลง คนมีรายได้น้อยจะได้เข้าถึงมากขึ้น อย่าไปมองว่าผู้ประกอบการจะได้ประโยชน์ เขาก็มีคนงานในสถานประกอบการมากมาย อย่างไรก็ตาม ปัญหาขณะนี้คือการติดเครื่องรับการ์ดที่กำลังเร่งดำเนินการอยู่ เป้าหมายคือแต่ละตำบลต้องมีร้านธงฟ้าอย่างน้อย 1 แห่ง ในอนาคตจะขยายให้ได้ 18,000 แห่ง ระยะแรกอาจยังมีปัญหาอยู่บ้าง ต้องช่วยกันแก้ไข รัฐบาลกำลังพิจารณากำหนดนโยบายจัดตั้งตลาดประชารัฐรูปแบบต่างๆ ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมเพื่อเป็นช่องทางของประชาชน เกษตรกรโดยตรง

สวดนักการเมืองต้องรู้จักแยกแยะ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีอีกหลายปัญหารอการแก้ไข ต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้มแข็งขึ้น ถ้าจะไปสู่ประชาธิปไตยวันหน้า เราต้องเข้าใจระเบียบกฎเกณฑ์ กฎหมายต่างๆ ให้มากขึ้น ต้องลดช่องว่างรายได้คนทุกระดับให้แคบลง จึงจำเป็นต้องเดินตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไม่ได้ หมายความว่าจะไปติดกับ 20 ปีล้าสมัย แต่ต้องการให้มีความต่อเนื่องไม่สะดุด ทุกรัฐบาลเดินหน้าไปตลอด 20 ปี ทุกพรรคการเมืองต้องช่วยกันวางกรอบตามที่รัฐบาล และ คสช.วางไว้ในขั้นต้น ท่านจะปรับเปลี่ยนอะไรก็ว่าไปตามกฎหมาย ต้องแยกให้ออกว่าอะไรคือยุทธศาสตร์ชาติ อะไรคือนโยบายพรรค เพื่อสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ บนพื้นฐานหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส ปราศจากทุจริตและการทำประชานิยมในสิ่งที่ผิด จะนำผลเสียมาสู่วินัยการเงินการคลังประเทศในระยะยาวอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ขณะเดียวกันต้องลดความขัดแย้งทุกมิติ โดยเฉพาะด้านการเมือง และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้มีเสถียรภาพยั่งยืน

เตือนยังไม่ร่วมมือวันหน้าอันตราย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า นอกจากนี้ ต้องแก้ปัญหาทุจริตให้ได้ทุกระดับ ทั้งการสร้างระบบป้องกัน ระบบแก้ไข ระบบการบริหารจัดการให้โปร่งใส รัฐบาลต้องสร้างประโยชน์ต่อประชาชนทุกกลุ่มอย่างเหมาะสม ไม่ใช่มีบทกำหนดโทษที่รุนแรงอย่างเดียว ต้องมีกฎหมายทำให้ประชาชนเกิดความร่วมมือให้ได้ด้วย ต้องจัดทำกฎหมายที่เกื้อกูล ไม่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจอย่างเป็นธรรม ไม่ทุจริต รัฐบาลต้องการสื่อสารให้คนไทยร่วมกันแสวงหาทางออกให้กับประเทศ มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนตลอดไป ไม่อยากให้เข้าใจกันผิดพลาดต่อไป วันหน้ามันอันตราย ขอความร่วมมือจากทุกคน ยังมีอีกหลายเรื่องต้องปฏิรูปร่วมกัน

ปภ.แจงราคาเครื่องจับความเร็ว

อีกเรื่อง วันเดียวกัน นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวถึงกรณีครม.มีมติจัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพาว่า เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบให้ ปภ.ในฐานะฝ่ายเลขานุการ ศูนย์อำนวยการความปลอดภัย ทางถนน (ศปถ.) จัดหาเครื่องมือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย หลังสถิติพบว่า 1 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน เกิดจากการใช้ความเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ประกอบกับ รัฐบาลได้กำหนดให้การสร้างความปลอดภัยทางถนนเป็นวาระแห่งชาติ รวมทั้งเป็นไปตามข้อเสนอของมูลนิธิเมาไม่ขับ และภาคีเครือข่าย ที่ต้องการให้ลดอุบัติเหตุทางถนน โดยการจัดซื้อจะใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 ในส่วนของงบกลาง เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 849 เครื่อง ราคาเครื่องละ 675,000 บาท ในวงเงินทั้งหมด 573,075,000 บาท วงเงินดังกล่าวเป็นราคากลางที่ได้จากการสอบถามจากบริษัทผู้แทนผู้ค้าในท้องตลาด

ยันโปร่งใสยังแค่ร่างทีโออาร์

นายชยพลกล่าวว่า ขณะนี้ ปภ.อยู่ระหว่างการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำรายละเอียดและคุณลักษณะของเครื่องตรวจจับความเร็ว หรือ TOR ยังไม่ถึงขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง ยืนยันว่าจะเป็นไปตามระเบียบราชการอย่างเคร่งครัด โปร่งใส เป็นธรรม ประหยัดและคุ้มค่า เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อราชการ ไม่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการรายใด หรือผูกขาดยี่ห้อหนึ่งยี่ห้อใดโดยราคาเครื่องตรวจจับความเร็ว จะต่ำกว่าราคากลางที่กำหนดข้างต้นอย่างแน่นอน

ปลัด มท.ปัดจัดซื้อให้ สตช.ใช้งาน

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมแข่งขันเสนอราคา เครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา เพื่อให้เกิดความโปร่งใส โดยราคาต้องสมเหตุสมผล ทั้งประโยชน์การใช้งาน และสมรรถนะของเครื่อง ทุกขั้นตอนตั้งแต่การกำหนดสเปก กระบวนการจัดหา ทำอย่างเปิดเผยและรัดกุม อย่างไรก็ตาม กรณีข่าวว่าเป็นการจัดซื้อให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นเป็นข่าวที่คลาดเคลื่อน ข้อเท็จจริงคือเครื่องมือนี้ จะอยู่ในความรับผิดชอบดูแลของสำนักงาน ปภ. จังหวัด ให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่คือ ตำรวจ ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ขนส่งทางบก และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถขอรับการสนับสนุน ไปปฏิบัติงานสร้างความปลอดภัยทางถนนโดยมุ่งเป้าดำเนินการบนถนนสายรองที่เป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ได้อย่างต่อเนื่องไม่ได้ใช้เฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญเท่านั้น

บี้ รบ.แอบอนุมัติช่วงโศกเศร้า

ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี ครม.อนุมัติหลักการให้ปภ.จัดซื้อเครื่องตรวจจับความเร็วแบบพกพา 849 เครื่อง มูลค่า 573 ล้านบาทว่า น่าสงสัยว่ามีการดำเนินการลับๆล่อๆอนุมัติในช่วงที่ประชาชนกำลังโศกเศร้า และรัฐบาลขอความร่วมมือนักการเมืองไม่ให้วิจารณ์ประเด็นเรื่องการเมือง ฉวยโอกาสหลบเลี่ยงเสียงวิพากษ์วิจารณ์หรือไม่ และเกรงว่าอาจไม่คุ้มค่า เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องท้วงติงว่าแพงเกินไป แต่ ปภ.ยืนยันว่ามีความสามารถสูง ตรวจจับความเร็วรถได้ถึง 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงทำให้มีราคาสูง ความเป็นจริงถนนในประเทศไทยมีรถวิ่งเร็วขนาดนั้นหรือ หน่วยงานที่สมควรจัดซื้อคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพราะตรงกับสายงาน ปภ.ควรนำงบประมาณไปใช้ในหน้าที่ เช่น การดูแลความเดือดร้อนของประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วม วันนี้พวกท่านช่วยประชาชนได้ทั่วถึงหรือยัง ถึงนำงบประมาณไปซื้อของให้หน่วยงานอื่น เป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบ อยากให้รัฐบาลรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์แล้วนำไปทบทวนและขอให้ชี้แจงความจำเป็นการจัดซื้อ และความโปร่งใสในการอนุมัติงบฯด้วย