วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พระองค์มีพระราชปณิธานอะไร คิดครบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ทำทุกอย่างต้องมีข้อเท็จจริง ต้องมีความเข้าใจ ต้องฟังเสียงคนอื่น

“อานันท์ ปันยารชุน” อดีตนายกรัฐมนตรี บอกเล่าถึง ความซาบซึ้งต่อพระราชดำรัสของในหลวง รัชกาลที่ 9 ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกวันที่ 5 พฤษภาคม 2493 ซึ่งเป็นวันที่พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ ว่า พระราชดำรัสของพระองค์ท่านในวันนั้นหรืออีกนัยหนึ่ง เป็นพระปฐมบรมราชโองการ ที่สั้นแต่มีความหมายที่ใหญ่ยิ่ง พระองค์ท่านตรัสอย่างง่าย ๆ ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

พระราชดำรัสดังกล่าวของพระองค์ถือเป็นพระราชปณิธาน ที่มีความหมายลึกซึ้งมาก คำว่า “ครองแผ่นดินโดยธรรม” หมายถึงพระองค์จะทรงใช้หลักธรรมะในการปกครองประเทศ และเมื่อรวมกันทั้งประโยคว่า “เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชน ชาวสยาม” ก็จะมีสามมิติ คือ การครองแผ่นดินเพื่อให้เกิดทั้งประโยชน์ ทั้งสุข แก่มหาชนชาวสยามทั่วไป ไม่ได้ไปที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

พระราชดำรัสดังกล่าวผมได้ดูได้อ่านหลายครั้ง และจากที่ผมมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่าน ในระหว่างที่เป็นนายกรัฐมนตรี 2 ครั้ง ได้รับรู้หลายสิ่งหลายอย่างจากที่พระองค์ท่านตรัสหรือจากพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ทำให้รู้สึกว่าพระราชปณิธานของพระองค์ที่ให้ไว้เมื่อปี 2493 จนถึงวันที่เสด็จสวรรคต ตลอดรัชกาลไม่เคยผิดไปจากสิ่งที่พระองค์ท่านทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้เลย คนอาจจะพูดถึงพระราชกรณียกิจต่าง ๆ โครงการพระราชดำริต่าง ๆ แต่ทั้งหมดเกิดจากพระราชปณิธานที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ทั้งสิ้น

โครงการในพระราชดำริต่าง ๆ ผ่านการศึกษาพื้นฐานอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งวิธีแก้ปัญหาแบบเรียบง่าย ทั้งในแนวความคิด เทคนิควิชาการจะต้องสมเหตุสมผลเป็นไปตามหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และระหว่างการดำเนินการต้องทำให้ผู้ที่เราจะไปทำงานกับเขาให้เข้าใจเราด้วย ถ้าเราเข้าใจเขาแต่ฝ่ายเดียวโดยที่เขาไม่เข้าใจเราประโยชน์คงไม่เกิดขึ้นตามที่เรามุ่งหวังไว้ เข้าถึงก็เช่นกัน เมื่อรู้ปัญหาแล้วเข้าใจแล้วก็ต้องเข้าถึงเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ให้ได้ เมื่อเข้าถึงแล้วจะต้องทำอย่างไรให้เขาเข้าถึงเราด้วย

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม
เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม
พระราชปณิธานที่ให้ไว้จนถึงวันที่เสด็จสวรรคต
ตลอดรัชกาลไม่เคยผิดไป
จากสิ่งที่พระองค์ท่านทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้เลย”

พระองค์ท่านทรงเป็นนักประชาธิปไตย ทำอะไรทุกคน จะต้องมีส่วนร่วม ทำอะไรอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ ของการเข้าถึงซึ่งกันและกัน ไม่ได้สั่งจากข้างบน หรือไม่ใช่ สั่งตามอารมณ์ ตามกระแส ดังนั้นจะเห็นการสื่อสาร สองทางทั้งไปและกลับ ถ้าทำสองประการแรกได้สำเร็จ เรื่องการพัฒนาจะลงเอยด้วยดี เพราะการพัฒนาจะเป็นแนวที่ทุกคนมีส่วนร่วม ทุกคนมีส่วนออกความเห็น ทุกคนมีส่วนวิพากษ์วิจารณ์ และทุกคนมีส่วนตกลงกัน คือหาฉันทามติ เมื่อต่างฝ่ายต่างเข้าใจกัน ต่างฝ่ายอยากจะเข้าถึงกันแล้ว การพัฒนาจะเป็นการตกลงร่วมกันทั้งสองฝ่ายทั้งผู้ให้และผู้รับ

พระราชดำรัสเรื่องรู้รักสามัคคี พระองค์ท่านก็ทรงอธิบายง่าย ๆ ว่า “การที่ประเทศใดมีประชาชนทั้งหมดอยู่ร่วมกันโดยสันติ ก็เป็นสิ่งที่ปรารถนาของทุกคน ไม่มีใครอยากให้มีความวุ่นวายในหมู่คณะ ในประเทศชาติ เพราะว่าถ้ามีความวุ่นวายนั้นเป็นความทุกข์ ทุกคนต้องการความสุขความสุขนั้นได้มาจากความปรองดอง และการที่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปโดยยุติธรรม”

สิ่งที่น่าเสียดายก็คือพระราชดำรัส พระราชปณิธานทั้งหลายที่พูดกันมา 30-40 ปี แต่คนทำจะไม่รู้เรื่องหรือรู้เรื่องแต่ไม่ทำตามก็ไม่รู้ พระองค์ท่านก็ไม่เคยบ่นไม่ฟังหรือไม่รู้เรื่อง พระองค์ท่านไม่เคยไปต่อว่าใครไม่เคยบอกว่าต้องทำนะ ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมีจิตใจเป็นประชาธิปไตย แต่ก็ทรงบอกว่าระบอบประชาธิปไตยยังมีจุดอ่อน มีข้อบกพร่องที่อาจต้องปรับปรุงบางอย่างในลักษณะที่เป็นไทย มองถึงภาพความจริงของเมืองไทยวัฒนธรรมของเมืองไทย หรือประวัติศาสตร์ของเมืองไทย”

สุดท้ายเป็นพระราชปณิธานเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ให้ประโยชน์สุขแก่ประชาชนส่วนใหญ่ อย่างเศรษฐกิจพอเพียง มีองค์ประกอบได้แก่ ความพอเพียง ความมีเหตุผล และภูมิคุ้มกัน การใช้หลักการเหล่านี้ให้เกิดผลต้องมีความรู้และคุณธรรม นี่เป็นสิ่งที่คนไทยควรเรียนรู้ และนำไปดำเนินชีวิตส่วนตัวหรือประกอบธุรกิจการงานได้เป็นอย่างดี เวลาพระองค์ท่านมีพระราชปณิธานอะไร ท่านทรงคิดครบถ้วนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ทำทุกอย่างต้องมีข้อเท็จจริง ต้องมีความเข้าใจต้องฟังเสียงคนอื่น อันนี้ทรงย้ำมากทีเดียว

สถิตอยู่ในใจตราบนิรันดร์
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

ข้าพระพุทธเจ้า นายอานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี