วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'อดีตรองผู้ว่าฯอุบลฯ' ยืนกรานปฏิเสธทุกข้อหา ขอสู้คดีย้ายครูไม่เป็นธรรม

“ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลาง” นัดพร้อมคดี “4 ผอ.โรงเรียนอุบลฯ” ฟ้องกราวรูด “อดีตรองผู้ว่าฯอุบลฯ-กศจ.-อนุกศจ.อุบล 33 ราย” ปฏิบัติหน้าที่มิชอบอีก 16 ก.พ.ปีหน้า หลังจำเลยยืนกรานปฏิเสธขอสู้คดีให้คะแนนคลาดเคลื่อนย้ายครูไม่เป็นธรรม

เวลา 09.00 น. วันนี้ ที่ห้องพิจารณา 8 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ซ.สีคาม ศาลนัดสอบคำให้การและตรวจเอกสาร คดีหมายเลขดำ อท.139/2559 ที่นายเฉลิมเกียรติ แก้วกนก ผอ.โรงเรียนไผ่ใหญ่ศึกษา สพม.29, นายไพรวัลย์ แสนแดง ผอ.โรงเรียนดงยางวิทยาคม สพม.29, นายพุทธิพัฒน์ ปริชวริชวงษ์ ผอ.โรงเรียนบ้านบุ่งมะแลง สพป.อบ.4 และนายชาคริต พิมพ์หล่อ ผอ.โรงเรียนโขงเจียมวิทยาคม สพม.29, และทั้งหมดอยู่ใน จ.อุบลราชธานี ร่วมกันเป็นโจทก์คดี 11 สำนวนซึ่งรวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยยื่นฟ้อง นายนิกร สุกใส อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ ยโสธร) และคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.), อนุกรรมการ กศจ.อุบล, ผู้ตรวจ ศธ., ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี, อธิการบดี ม.ราชภัฏ ฯ อุบลราชธานี, อธิการบดี ม.อุบลราชธานี รวม 33 ราย ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร ได้รับรองเป็นหลักฐานว่าตนได้กระทำอย่างใดขึ้นหรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันอาจจะเป็นความเท็จฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162 จากกรณีการโยกย้ายและแต่งตั้งผู้บริหารสถานศึกษาประจำปี 2559 ตามมติคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 3 พ.ย.59 โดยไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม เนื่องจากมีการให้คะแนนที่มีผลต่อการย้ายและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไป

โดยวันนี้ นายเฉลิมเกียรติ แก้วกนก ผอ.โรงเรียนไผ่ใหญ่ศึกษา จ.อุบลราชธานี เดินทางมาพร้อมนายนัฐพงษ์ พลศรีเมือง ทนายความ และนายพินิจ สุพรรณนนท์ ทีมทนายความ ขณะที่จำเลยทั้งหมด 33 รายมาศาล โดยมีนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการมูลนิธิเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันและคณะมาร่วมสังเกตการณ์ในคดีด้วย ซึ่งนายมงคลกิตติ์ เป็นผู้พาคณะผู้บริหาร 4 โรงเรียน โจทก์คดีนี้ ยื่นหนังสือคัดค้านและยื่นถอดถอนคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดอุบลราชธานี ต่อนายประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติมาแล้วเมื่อช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาด้วย

ทั้งนี้เมื่อถึงเวลานัด ศาลได้สอบคำให้การจำเลยทั้ง 33 รายแล้ว ทั้งหมดให้การปฏิเสธและขออนุญาตให้ดำเนินกระบวนพิจารณาและสืบพยานลับหลังจำเลยด้วย เนื่องจากจำเลยล้วนมีภารกิจราชการ ซึ่งศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยทั้ง 33 รายมีภารกิจราชการที่มิอาจก้าวล่วงซึ่งเป็นเหตุจำเป็น และเพื่อให้กระบวนพิจารณาเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ดังนั้นศาลจึงเห็นควรให้ดำเนินกระบวนพิจารณาคดีและสืบพยานลับหลังจำเลยได้ จึงอนุญาตตามคำร้องขอของจำเลย

โดยศาลให้คู่ความทั้งสองฝ่ายสรุปประเด็นการสืบพยานบุคคลแต่ละฝ่าย และเหตุจำเป็นการสืบพยานปากนั้นๆ รวมทั้งพยานเอกสารและพยานวัตถุต่างๆ ที่คู่ความจะนำสืบด้วยเสนอต่อเจ้าพนักงานคดีก่อนนัดตรวจหลักฐานในวันที่ 19 ธ.ค.60 และวันที่ 29 ม.ค.61 เพื่อเสนอศาลต่อไป โดยศาลนัดพร้อมคู่ความทั้งหมดอีกครั้งวันที่ 16 ก.พ.61 เพื่อสรุปวันไต่สวนพยานต่อไป

ภายหลังเสร็จสิ้นกระบวนพิจารณาวันนี้แล้ว นายเฉลิมเกียรติ แก้วกนก ผอ.โรงเรียนไผ่ใหญ่ศึกษา กล่าวว่า นอกจากคดีอาญาที่ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ แล้ว พวกตนที่ได้รับผลกระทบในการโยกย้าย ยังได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครองอุบลราชธานีเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งของ กศจ.ด้วย ซึ่งศาลก็มีคำพิพากษาไปแล้วว่าให้เพิกถอนคำสั่ง กศจ.โดยขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด อย่างไรก็ดีในการพิจารณาคดีอาญานี้ก็จะนำรายละเอียดการเพิกถอนคำสั่งเสนอต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ด้วย

ด้านนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการมูลนิธิเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน กล่าวว่า ปัจจุบันจำเลยทั้งหมดยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ แต่ตามกรอบกฎหมาย เช่น กฎหมาย ป.ป.ช. หาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดแล้วข้าราชการผู้นั้นต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ แม้กรณียื่นฟ้องเองเมื่อศาลรับฟ้องคดีและรอไต่สวนพยานแล้วก็ชอบที่หน่วยงานต้นสังกัด เช่น กระทรวงมหาดไทย ก็ควรที่จะพิจารณาตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัย โดยคดีอาญานี้คาดว่าภายใน 1-2 ปีศาลก็น่าจะมีผลคำพิพากษาออกมาแล้ว ขณะที่เรื่องนี้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ก็มีมติให้เพิกถอนการโยกย้าย ผอ.ร.ร.ในจ.อุบลราชธานี ทั้งหมดแล้ว.