วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เดินเล่นใน “โคเปนเฮเกน” เมืองที่มีความสุข..ที่สุดในโลก

ย่านท่าเรือนูฮาวน์ แหล่งรวมนักท่องเที่ยว.

หลังเสร็จสิ้นภารกิจในกรุงออสโลของนอร์เวย์ เราตัดสินใจใช้เวลาอีกนิด ซื้อตั๋วเรือ DFDS Seaways ที่ได้ชื่อว่าเป็นเรือสำราญที่เก่าแก่ของทะเลเหนือ ด้วยอายุงานนานกว่า 140 ปี ข้ามมายังโคเปนเฮเกน เมืองที่ผู้คนมีความสุขมากที่สุดในโลก

เรือสำราญ M.s.Pearl of Scandinavia วิ่งฝ่าคลื่นลมในทะเลเหนือยามค่ำคืน เพื่อมาถึงโคเปนเฮเกนในช่วงเช้า 1 คืน บนเรือยักษ์ใหญ่ขนาดเท่าอาคาร 11 ชั้น มีกิจกรรมให้เลือกทำมากมาย ตั้งแต่ว่ายน้ำในสระใหญ่พอๆ กับสระว่ายน้ำในโรงแรมเล็กๆ บนดาดฟ้าเรือ ต่อด้วยการรับประทานอาหารเย็นในห้องอาหาร ที่เสิร์ฟซีฟู้ดสดๆ ขาดก็แค่น้ำจิ้มแซ่บๆเท่านั้น ถ้ายังไม่ง่วงมากอาจแวะขึ้นไปจิบเครื่องดื่มเย็นๆในบาร์สุดหรูที่ตั้งอยู่บนชั้น 8 หรือจะช็อปปิ้งสินค้าปลอดภาษีติดไม้ติดมือก่อนที่จะเข้าไปนอนหลับฝันดี ในค่ำคืนอันแสนวิเศษบนเรือไข่มุกแห่งสแกนดิเนเวีย

ราว 7 โมงเช้า เราก็มาถึงท่าเรือที่โคเปนเฮเกน เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก ในประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกตามการจัดอันดับ World Happiness Report ของสหประชาชาติอย่างเดนมาร์ก และ ยังเป็นเมืองของการปั่นจักรยาน เช่นเดียวกับอัมสเตอร์ดัม ที่ผู้คนใช้จักรยานเป็นพาหนะในการสัญจรไปมา

ขึ้นจากเรือได้ เราก็เรียกแท็กซี่ไปส่งที่โรงแรมก่อน เพื่อฝากกระเป๋า เพราะที่นี่ก็เหมือนกับโรงแรมทั่วไปในยุโรป คือ เช็กอินได้ประมาณบ่ายสองโมง โรงแรมที่จองมาชื่อ เรดิสัน สแกนดิเนเวีย โฮเต็ล อยู่ในย่านซิตี้ หลังฝากกระเป๋า เข้าห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตาเรียบร้อย ก็ได้เวลาออกไปตะลุยโคเปนเฮเกน คราวนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ได้มาเยือนเมืองแห่งความสุข ของชาวเดนิช

แม้โคเปนเฮเกนจะเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรมากถึงกว่า 1.5 ล้านคน แต่ถ้าต้องการแค่ท่องเที่ยวในเขต City ของเมือง ผังเมืองที่นี่เขาออกแบบไว้ดีมาก สามารถเดินเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ได้ไม่ยาก โดยเฉพาะย่านซิตี้ เซ็นเตอร์ จากโรงแรมเดินไปไม่ไกล มีสวนสนุกชื่อดังอย่าง Tivoli ที่ไม่ว่าใครมาเที่ยวโคเปนเฮเกนก็ต้องไปที่สวนสนุกแห่งนี้ เพราะเป็นเหมือนแลนด์มาร์คด้านการท่องเที่ยวของเมือง เป็นสวนสนุกเก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ของโลกสร้างมานานกว่า 100 ปีแล้ว

จากสวนสนุก Tivoli เดินตรงไปไม่ไกล จะเห็นลานอิฐกว้าง ล้อมรอบด้วยตึกสไตล์ยุโรป ตรงนี้เขาเรียกว่า Town Hall Square เป็นที่ตั้งของ ศาลาว่าการเมืองโคเปนเฮเกน หรือ ซิตี้ ฮอลล์ ที่มีความโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบนอร์ดิก ซึ่งจะต่างจากอาคารทั่วไปในยุโรป อาคารหลังนี้อายุมากกว่า 100 ปี มีหอคอยสูงถึง 105.6 เมตร ถือเป็นจุดที่สูงที่สุดในใจกลางกรุงโคเปนเฮเกน

ด้วยเพราะมีเวลาน้อย คราวนี้จึงต้องปักหมุดให้ชัด เป้าหมายของเราอยู่ที่ ถนนสตรอยด์ (Stroget) ที่ในภาษาดัตช์แปลว่า เดินเล่น บรรดานักช็อปไฮโซอาจจะคุ้นกับถนนชองเซลิเซในปารีส หรือออกซ์ฟอร์ด สตรีทในลอนดอน แต่จริงๆแล้ว สตรอยด์ คือ Walking Street หรือถนนคนเดินที่ยาวและเก่าแก่ที่สุดในโลก

เราข้ามถนนเดินตัดตรงไปยังถนนสตรอยด์ ผู้คนเริ่มคึกคัก ทั้งชาวเดนิช และนักท่องเที่ยวต่าง นิยมมาช็อปปิ้งที่นี่ มีร้านค้าให้เลือกหลากหลาย ทั้งร้านแบรนด์เนมสุดหรูสำหรับคนกระเป๋าหนัก และร้านเล็กๆน้อยๆตามราคาลดหลั่นกันไป
ก่อนจะเริ่มต้นการช็อปปิ้งอย่างจริงๆจังๆ

ขอรองท้องก่อนด้วยอาหาร Street Food ขึ้นชื่อของเดนมาร์ก นั่นก็คือ ฮอตด็อก ที่ต้องบอกว่าเป็น ฮอตด็อกที่อร่อยเลิศ ชนิดที่ไม่ต้องได้ป้ายคุณหรีดก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าละ อันหนึ่งตกประมาณ 28-40 โครน แล้วแต่ว่าจะใส่ไส้กรอกกี่อัน หรือเป็นขนมปังไซส์ใหญ่ ไซส์เล็ก ราคาไม่เกิน 200 บาท ถือว่าเป็นอาหารที่ถูกที่สุดของเดนมาร์กแล้ว เพราะบอกเลยว่า แม้จะแค่โครนละ 5 บาท แต่ราคาสินค้า นั้นตั้งต้นกันที่เกือบ 100 โครน ต้องบอกว่า ค่าครองชีพของเมืองนี้สูงเอาเรื่องทีเดียว

เราเดินผ่านร้านเสื้อผ้าแบรนด์เนมมาอย่างไม่ไยดี ผ่านหอ Round Tower ซึ่งเป็นหอคอยดูดาวที่สร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เขาเปิดให้ขึ้นไปชมวิวเมืองโคเปนเฮเกนจากมุมสูงได้ด้วย ตลอดเส้นของถนนสตรอยด์ มีคนมาโชว์ศิลปะทั้งแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าเขียนสี ร้องเพลงเปิดหมวก เดินเพลินๆ ก็สนุกดี อีกด้านของถนนสตรอยด์ มีถนนเล็กๆ ดูจากป้ายเขียนว่า Larsbjørnsstræde ขออนุญาตเขียนภาษาอังกฤษเพราะอ่านออกเสียงไม่ถูก เดี๋ยวจะไปทำชื่อถนนเขาผิดเพี้ยนเสียเปล่าๆ เป็นถนนที่เต็มไปด้วยร้านขายเสื้อผ้าวินเทจ ทั้งเสื้อผ้ามือหนึ่งและมือสอง บางคนอาจจะสงสัยว่า ประเทศที่ร่ำรวย
กว่าเราขนาดนี้ ฝรั่งเขาใช้เสื้อผ้ามือสองกันด้วยหรือ

คำตอบคือ “ใช่” ความนิยมเสื้อผ้า มือสองกลายมาเป็นเทรนด์ของบรรดาวัยรุ่น และคนทำงานในสแกนดิเนเวียเมื่อไม่นานนี้ ไม่ใช่เหตุผลเรื่องเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเหตุผลในเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ร้านดังของย่านนี้ ชื่อร้าน Episode เป็นแหล่งรวมเสื้อผ้าสไตล์วินเทจ สมัยคุณย่า คุณยาย คุณปู่ คุณตา ใครที่อยากได้เสื้อผ้ายุค 70 s- 80 s ไปร้านนี้รับรองไม่ผิดหวัง

ขากลับเราเดินอ้อมมาอีกด้านของเมือง ไม่กลับทางทาวน์ ฮอลล์ สแควร์ เพื่ออาบน้ำอาบท่า รอเวลาที่จะไปเที่ยวชิลๆ แถว ท่าเรือนูฮาวน์ Nyhavn ซึ่งเป็นท่าเรือเก่าแก่ของโคเปนเฮเกน เป็นที่ ที่ชาวเดนิชซึ่งปกติจะรับประทานอาหารที่บ้านในวันธรรมดา จะออกมานั่งแฮงก์เอาต์ จิบเบียร์ ไวน์ ฟังเพลง และพูดคุยกันอย่างออกรส มีร้านอาหาร บาร์ ผับเก๋ๆน่านั่งเรียงรายตลอดเส้นถนน ว่ากันว่า นอกจากเคยเป็นท่าเรือเก่าแล้ว นูฮาวน์ยังเคยเป็นเขตโคมแดง หรือ Red Light District ด้วย หลังจัดการกับสเต๊กพอร์กช็อป ที่เสิร์ฟพร้อมสลัดรสชาติได้ใจ ต่อด้วยไวน์ขาว 2 แก้ว เราก็เดินเล่นต่อ จิบไวน์มาตามรายทางเลยทีเดียว ถึงโรงแรมเมื่อไหร่ไม่รู้ตัว เพราะหลับสนิท เสียดายที่มีเวลาแค่วันเดียว ยังไม่ได้มีโอกาสสัมผัสเสน่ห์ของโคเปนเฮเกนอย่างล้ำลึก

แต่ก็เป็นวันเดียวที่สบายๆ และมีความสุขมากอีกวันหนึ่งในรอบปีละ....!!!!